loading image
 
ปิด / Close
 
 
HealthExpo Thailand
31 August - 3 September, 2017 10.00 a.m. - 7.00 p.m.
BITEC Bangkok, Thailand

Exposition News

เตือน! ทานทุเรียนอาจทำให้ผู้ป่วยอาการทรุด ทุเรียนเป็นของโปรดของใครหลายคน รวมถึงช่วงนี้ที่มีทุเรียนวางขายจำนวนมาก จึงทำให้หลายคนซื้อมาทานโดยไม่ระวัง ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายกับผู้ที่มีโรคประจำตัว ด้าน “กรมอนามัย” เตือนผู้ป่วยโรคไต เบาหวานความดันโลหิตสูงและหลอดเลือดหัวใจตีบ ควรระวังการกินทุเรียน หวั่นเสี่ยงทำอาการทรุด แนะกินแต่พอดี ไม่ถี่ทุกวัน และไม่กินพร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์   นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ทุเรียนจัดอยู่ในอาหารกลุ่มผลไม้ที่ให้วิตามินแร่ธาตุ และเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตแต่สำหรับกลุ่มผู้ป่วยเป็นโรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดหัวใจตีบควรระวังเป็นพิเศษ หากกินทุเรียนในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้อาการเสี่ยงทรุดได้เพราะในทุเรียนมีแป้งและน้ำตาลสูง   ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดหัวใจตีบ ต้องคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดควรกินทุเรียนแต่พอเหมาะ ไม่กินในปริมาณมากและไม่กินถี่ทุกวัน หากเป็นไปได้กินไม่เกิน 1 เม็ดเล็กต่อวัน และเนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้มีโพแทสเซียมสูง ผู้ป่วยโรคไตไม่สามารถขับโพแทสเซียมส่วนเกินได้เท่าคนปกติ ผู้ป่วยโรคไตควรเลี่ยง เพราะจะส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ   "ทั้งนี้ ไม่ควรกินทุเรียนพร้อมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จะทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูง เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการขาดน้ำได้ และจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการย่อยสลายน้ำตาลที่เนื้อเยื่อต่างๆ ที่กล้ามเนื้อและไขมันเพื่อนำไปเปลี่ยนเป็นไขมันและไกลโคเจนเก็บไว้ที่ตับ ทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูงมากกว่าปกติ   ผลที่เกิดตามมาคือการย่อยสลายทุเรียนและแอลกอฮอล์ จะให้ความร้อนและเป็นกลไกที่ต้องใช้น้ำ เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการขาดน้ำได้ และนอกจากนั้นจะมีผลทำให้เอนไซม์ตัวสำคัญลดลง ส่งผลให้ สารแอลดีไฮด์เกิดการสะสมในร่างกาย และทำให้เกิดอาการหน้าแดงชาวิงเวียนและอาเจียน” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว   ทางด้านแพทย์หญิงนภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กล่าวว่า ทุเรียน 1 เม็ด เท่ากับ 2 ส่วน ให้พลังงาน 130 กิโลแคลอรีจึงควรกินไม่เกิน 2 เม็ดต่อวันและไม่กินถี่ทุกวันเพราะอาจส่งผลให้ น้ำหนักเกิน ร้อนใน เจ็บคอ บางรายจึงนิยมกินทุเรียนกับมังคุด เพราะในมังคุดมีสารต้านการอักเสบ ช่วยแก้เรื่องร้อนในและยังมีน้ำในปริมาณมาก การกินทุเรียนกับมังคุดจึงเข้ากันดีมีใยอาหารสูง   นอกจากนี้ในมื้อที่กินทุเรียนควรควบคุมอาหารประเภทข้าว แป้ง ขนมหวานควบคู่ไปด้วย เช่น กินทุเรียนแล้วก็ไม่ต้องซ้ำด้วยของหวานอื่น หรือถ้าจะกินทุเรียนมื้อนี้ควรลดข้าวให้น้อยลง รวมถึงไม่ควรกินข้าวเหนียวทุเรียนบ่อยเนื่องจากมีความหวานมัน   ข้อมูลจาก : thaihealth

Product Highlight

Review

  • Healthy & Lifestyle
  • Diet & Fitness
  • Food & Recipes
  • Beauty & Cosmetic
  • Surgery
  • Other
ab1fd2fc1c0e807_9f0aa2b6723.jpg

กินบุฟเฟต์อย่างไร ไม่ทำร้ายสุขภาพ

“วันนี้ เราไปกินบุฟเฟต์กันไหม” “ไปสิ จะกินให้พุงกางเลย” นี่คือความตั้งใจของใครหลายคนทุกครั้งที่ไปกินบุฟเฟต์ หลายคนกินเหมือนกับว่าต้องเอาชนะร้านบุฟเฟต์ให้ได้เพราะกลัวไม่คุ้ม การกินบุฟเฟต์สำหรับหลายคนจึงกลายเป็นการกินมากเกินที่ร่างกายต้องการ จนเป็นการทำร้ายสุขภาพ บทความจาก มูลนิธิหัวใจแห่งในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แนะนำ 9 เทคนิค กินบุฟเฟต์อย่างไร ไม่ทำร้ายตัวเอง โดยไม่ได้ดูที่ความคุ้ม หรือ ไม่คุ้ม ทว่า ให้มีสติในการกินบุฟเฟต์อย่างรักสุขภาพมากกว่า เลือกชนิดของบุฟเฟต์ก่อนกิน งดบุฟเฟต์ที่เน้นเนื้อสัตว์เป็นหลัก เช่น ชาบู หมูกระทะ เพราะการกินเนื้อสัตว์มากเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด นอกจากนี้ ควรงดบุฟเฟต์ที่เป็นของหวานล้วนๆ เช่น เค้ก ไอศกรีม เพราะนอกจากน้ำตาลจะสูงแล้วไขมันยังสูงอีกด้วย เลี่ยงกินบุฟเฟต์มื้อเย็น ถ้าเป็นไปได้ ให้เลือกกินบุฟเฟต์มื้อเช้าหรือมื้อกลางวัน เพราะทั้งวันเรายังมีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายอีกนาน จึงช่วยเผาผลาญพลังงานได้มาก แต่ถ้าเป็นมื้อเย็นอาหารบุฟเฟต์จะกลายเป็นไขมันส่วนเกินสะสมในร่างกายจนเป็นโรคอ้วนและโรคหัวใจ ตักครั้งละน้อยๆ แต่หลายครั้งจะดีกว่า แม้จะหิวแค่ไหนก็ตาม ควรตักครั้งละน้อยๆ แล้วกินให้หมด จากนั้นค่อยเดินกลับไปตักอีกครั้ง ถ้าตักอย่างใดอย่างหนึ่งมาเยอะในครั้งเดียวเพราะความหิว อาจทำให้อิ่มเกินไปและตัดโอกาสในการลองกินอย่างอื่นด้วย โปรตีนไขมันต่ำและผักผลไม้ คุณค่าที่คุณคู่ควร เน้นรับประทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลา เลี่ยงเนื้อสัตว์ที่มีมันมากเช่นเบคอน และลดคาร์โบไฮเดรตประเภทข้าวขาวและขนมปังขาว เลือกตักผักผลไม้ ข้าวกล้อง หรือขนมปังโฮลวีตที่ผสมธัญพืชมากๆ จะช่วยลดแคลอรีส่วนเกินในมื้อนั้นลง ทำให้อิ่มพอดี และยังดีต่อสุขภาพด้วย ไขมันแฝง ทำสุขภาพเสีย หลายคนอาจบอกว่า เวลากินบุฟเฟต์ ฉันตักสลัดมากที่สุด หลายรอบ แต่นั่นก็ใช่ว่าจะดีต่อสุขภาพและหัวใจเสมอไป เพราะถ้าสลัดที่คุณกินท่วมไปด้วยน้ำสลัดข้น อุดมไปด้วยส่วนผสมจากน้ำมันและไข่แดงก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะนั่นเป็นปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนและโรคหัวใจได้เช่นกัน อย่ารีบเร่งกิน เพราะกลัวหมดเวลา ความท้าทายของการกินบุฟเฟต์ คือ การกินให้คุ้มภายในเวลาที่จำกัดที่ทางร้านกำหนด โดยบุฟเฟต์ส่วนใหญ่จะจำกัดเวลาระหว่าง 1-2 ชั่วโมง ทำให้บางคนรีบกินเกินไป จนอาจทำให้เกิดอาการอิ่มจนแน่น อาเจียน และส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร ก่อโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคระบบทางเดินอาหารตามมาหากเป็นเช่นนี้บ่อยๆ เลี่ยงน้ำอัดลม ลดน้ำหวาน นอกจากอาหารนานาชนิดแล้ว สิ่งที่มาพร้อมกับมื้อบุฟเฟต์ คือ เครื่องดื่มที่มาพร้อมกับบุฟเฟต์ ซึ่งหนีไม่พ้นน้ำอัดลมหรือน้ำหวานแบบเติมไม่อั้น เช่น ชามะนาว ชาเขียวรสหวานจัด ฯลฯ และด้วยความที่หลายคนกลัวไม่คุ้ม เลยเติมแล้วเติมอีกจนน้ำตาลเกินระดับที่ร่างกายต้องการต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคหัวใจเข้าไปอีก ตรงนี้จึงต้องไม่ลืมเตือนตัวเองด้วย จัดแค่เดือนละครั้งก็เพียงพอ ถ้านัดสังสรรค์กันถี่กว่าเดือนละครั้ง ก็เปลี่ยนจากบุฟเฟต์ไปเป็นมื้ออาหารปกติที่ไม่ใช่บุฟเฟต์บ้าง แต่มื้ออาหารนั้นๆ ควรมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย ย่อมดีที่สุด หยุดเมื่ออิ่ม ไม่ใช่หยุดเมื่อ ไม่ไหวแล้ว นี่เป็นประโยคที่ต้องท่องให้ขึ้นใจก่อนที่จะลงมือจัดการกับบุฟเฟต์ของคุณ อย่าห่วงเรื่องคุ้มหรือไม่คุ้มมากจนเกินไป เพราะความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคเบาหวานที่ทวีขึ้นหลังจากที่คุณกระหน่ำกินบุฟเฟต์นั้นไม่คุ้มแน่นอน ดังนั้น ควรหยุดกินเมื่ออิ่ม ไม่ใช่หยุดกินเมื่อรู้สึกว่าแน่นจนกินไม่ไหวซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนทำกัน เพื่อสุขภาพแข็งแรง ที่จะทำให้คุณอยู่กินบุฟเฟต์อร่อยๆไปได้อีกนาน ไม่มีโรคหัวใจ โรคอ้วน ไขมันอุดตันในเส้นเลือดมาถามหา ทุกครั้งที่กินบุฟเฟต์ ควรกินอย่างมีสติ เพราะถ้าคุณขาดสติ คงจะได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน Source : thaiheartfound.org

864cc559fb3c016_13e4c9e7a8b5763.jpg

โรคร้ายจะถามหา ถ้ามี “ชีวิตเนือยนิ่ง”

หากเอ่ยคำว่า ชีวิตเนือยนิ่ง ทุกคนย่อมเข้าใจตรงกันได้ว่า หมายถึงชีวิตที่ไม่ทำอะไร จนเกิดภาวะเฉื่อย เนือย และนิ่ง ในที่สุด ซึ่งทางวิชาการได้นิยามภาวะนี้ว่าเป็น พฤติกรรมเนือยนิ่ง หรือ Sedentary ที่หมายถึงการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยหรือแทบไม่เคลื่อนไหวเลย อย่างการนั่งจับเจ่าอยู่หน้าจอทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือโทรทัศน์ รวมถึงการนั่งติดโต๊ะทำงาน การนั่งเฉยๆบนรถยนต์ หรืออยู่หลังพวงมาลัย การนั่งอยู่บนเครื่องบิน เป็นต้น ในบทความจากเว็บไซต์หมอชาวบ้าน โดย นพ.วีระวัฒน์ พันธุ์ครุฑ ให้ข้อมูลว่า “จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2558 ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม พบว่าคนไทยที่มีกิจกรรมทางกาย (physical activity หรือ PA) เพียงพอนั้นมีเพียง 71 % (วัยทำงาน 76 % วัยสูงอายุ 66% วัยเด็กนักเรียน 64%) โดยคนชนบทจะมีกิจกรรมทางกายมากกว่าคนในเมือง และทุกวันนี้เด็กไทยประมาณ 15 % อยู่ในภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งใช้เวลาหน้าจอมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ตัวเลข physical activity นี้มีการสำรวจพบว่าคนเวียดนามเป็นชาติทีที่มีกิจกรรมทางกายดีที่สุดในอาเซียน คือ 85 % และชาติที่ค่อนข้างแย่ในเรื่องนี้คือ คนอเมริกันและออสเตรเลีย ซึ่งมีเพียง 60% ที่มี PA พอเพียง เป็นที่มาว่าทำไมคนใน 2 ประเทศจึงเป็นโรคอ้วนกันมาก” ทั้งนี้ ทางวิชาการ มีเกณฑ์มาตรฐานจำนวนเวลาที่เหมาะสมของกิจกรรมทางกาย (physical activity) คือ เด็กประถมและวัย active playอยู่ที่ 60 นาที/วัน เพราะเป็นวัยที่กระดูกและกล้ามเนื้ออยู่ในช่วงพัฒนาการ จึงจำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหวมากๆ ส่วนในวัยทำงานและวัยสูงอายุ ควรไม่ต่ำกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณวันละไม่ต่ำกว่า 20-30 นาที) มีคำอยู่ 2 คำที่ไม่เหมือนกัน คำแรกคือ การออกกำลังกาย (Exercise) คำที่สอง คือกิจกรรมทางกาย (physical Activity) ผู้คนมักรู้สึกว่าการตัดหญ้า การล้างรถ การกวาดใบไม้ การทำงานกลางแจ้งหลายอย่างไม่ใช่การออกกำลัง แต่จริงๆแล้ว กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ และเป็น physical activity ที่ดี แขน ขา หลัง ไหล่ ลำตัวในทุกอิริยาบถ และแม้กระทั่งการขั้นบันได การทำครัว ล้างห้องน้ำ ก็เป็น physical activity ทั้งหมด นอกจากนั้น ในบทความของ นพ.วีระวัฒน์ ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์มากมาย ที่แสดงว่าการเคลื่อนไหวร่างกายในขณาดที่เหมาะสม และนานพอ ทำให้เรามีอายุขัยยืนยาวขึ้น สุขภาพจิตสดชื่นไม่ซึมเศร้าลดโรคไขข้อกระดูกต่างๆ มีผลแม้กระทั่งกับสมองและสายตาที่จะดีขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ผลการวิจัยยังพบว่าการปั่นจักรยานในระยะเวลาที่เหมาะสม นอกจากทำให้กล้ามเนื้อแขน ขา หลัง หน้าท้อง แข็งแรงขึ้นแล้ว ยังทำให้การทำงานของสมองดีขึ้น ลดอารมณ์ซึมเศร้า ส่วนการวิ่งจ็อกกิ้งนั้น จะทำให้กระดูกแข็งแรง การนอนหลับดีขึ้น ส่วนการเดินทั้งเร็วและทอดน่อง ส่งผลต่อความคิดอ่าน ระบบความจำจะทำงานดีขึ้น รวมทั้งระบบหัวใจด้วย อย่างไรก็ดี มีคำแนะนำจากนักวิทยาศาสตร์สุขภาพในการออกกำลังกายให้ถูกต้องว่า การเคลื่อนไหวร่างกายนั้น ถ้าทำได้ เราควรใส่ใจกับการพัฒนา 2 ด้านควบคู่กัน คือ Aerobic physical activity (เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน) ซึ่งจะมีผลต่อหัวใจมาก กับอีกด้านคือ Muscle strength Training (เช่น การยกน้ำหนัก, โยคะ) อย่างแรกช่วยให้เราไม่เป็นลมเมื่อวิ่ง ไม่เวียนหัวเมื่อขึ้นบันไดสูงๆ ส่วนอย่างหลังช่วยให้เราไม่หกล้มขาแพลงง่ายๆ หรือ เกิดการบาดเจ็บง่ายๆ เวลาหกล้ม หรือ มีอุบัติเหตุ ถึงตอนนี้ คงทราบกันแล้วว่าทำไมเราถึงควรปรับเปลี่ยนชีวิตไม่ให้เนือยนิ่ง กระฉับกระเฉง และหมั่นทำกิจกรรมทางกายและออกกำลังกายเป็นประจำ เหมือนคำกล่าวที่ติดปากว่า “แค่ขยับ ก็เท่ากับออกกำลังกาย” นั่นเอง Source : doctor.or.th

a67d99d25d6.jpg

สุขภาพหัวใจดี สร้างได้ ในที่ทำงาน

เพราะชีวิตคนวัยทำงานส่วนใหญ่ ต้องอยู่ในออฟฟิศไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมีการรณรงค์ ให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพหัวใจในที่ทำงาน และอีกหนึ่งเหตุผล นั่นคือ อัตราการเสียชีวิตจากกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดติดอันดับ 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดในประเทศมาโดยตลอด ซึ่งปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่จัดเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ กลุ่มโรค NCDs เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โดยโรคนี้จะค่อยๆมีอาการและรุนแรงขึ้นทีละน้อยหากไม่มีการรักษาควบคุม ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) เล็งเห็นว่ากลุ่มโรค NCDs นั้น ถือเป็นปัญหาใหญ่ในวงการสาธารณะสุขโลกที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สังเกตจากสถิติผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs ในปี พ.ศ. 2552 พบว่าสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรโลกทั้งหมด มีถึง 63% ที่เกิดจากกลุ่มโรค NCDs และที่สำคัญกว่านั้นคือ กว่า 80% เป็น ประชากรของประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงหลักนั้น เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงของตัวเราทั้งสิ้น ซึ่งหากเราสามารถลด หรือ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ได้ ก็จะเป็นการลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นกลุ่มโรค NCDs ได้ มากถึง 80% ลดโอกาส ในการเป็นมะเร็งได้ 40% โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ และโรคเบาหวาน ประเภทที่ 2 ได้ถึง 80% และปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ก่อโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ การเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ขาดการออกกำลังกายเป็นประจำ ความเครียด สูบบุหรี่และดื่มสุราจัด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดในชีวิตคนทำงานแทบทั้งสิ้น อ้างอิงได้จากสถิติล่าสุด ในทุกๆปีมีประชาชนตายจากโรคหัวใจและอัมพาต จานวน 17.1 ล้านคน โดยในจำนวนนี้ อย่างน้อยร้อยละ 80 ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เกือบครึ่งของสาเหตุการตายจะเป็นการตายจากโรคเรื้อรังรวมโรคหัวใจและอัมพาต ในกลุ่มผู้มีอายุ 15-69 ปี ซึ่งอยู่ในวัยทำงาน ร้อยละ 60 ของวัยผู้ใหญ่ ต้องทำงาน และดำเนินชีวิตอยู่ในที่ทำงานเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น หากคุณเป็นคนในวัยทำงาน และไม่อยากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เรามี “10 พันธสัญญา รักษ์หัวใจ ในที่ทำงาน” ซึ่งถ้าคุณทำได้ ย่อมช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ 1. กินผักสด 2 ฝ่ามือ หรือ ผักสุก 1 ฝ่ามือ ต่อมื้อ และผลไม้รสหวานน้อย 15 คำต่อวัน 2. ลดกินอาหารรสหวาน มัน เค็มจัด และไม่เติมเครื่องปรุง 3. เดินขึ้นบันไดเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างน้อย 1 ชั้นทุกวัน 4. เคลื่อนไหวร่างกายไม่น้อยกว่า 5 นาที ทุกๆ 2 ชั่วโมง 5. เดินอย่างน้อย 10,000ก้าวต่อวัน 6. ตั้งใจลดน้ำหนักและหรือรอบเอวลง ในคนที่มีน้าหนักและหรือรอบเอวเกินมาตรฐานค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) 7. ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ด้วยวิธีฝึกหายใจเข้าลึกๆ ออกยาวๆ ประมาณ 15 นาทีต่อวัน 8. วัดค่าความเสี่ยงของตนเอง เช่น ค่าความดันโลหิต ค่าดัชนีมวลกายและรอบเอว อย่างน้อยทุกเดือน 9. งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ และลดการดื่มแอลกอฮอล์ 10. หากที่ทำงานจัดกิจกรรมการออกกำลังกาย ให้เข้าร่วมอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ นอกจากพยายามปฏิบัติตามพันธสัญญาแล้ว ควรปฏิบัติตามหลัก 3 อ. และ 2 ส. ต่อไปนี้ด้วย อาหาร เลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ กินน้ำตาลไม่เกิน 4-6 ช้อนชา เกลือน้อยกว่า 1 ช้อนชา ลด ละ เลิก การกินอาหารแปรรูปและอาการสำเร็จรูป ซึ่งจะมีปริมาณโซเดียมสูง ออกกำลังกาย เคลื่อนไหวร่างกายบ้าง ไม่ควรนั่งติดเก้าอี้ทั้งวัน ชักชวนเพื่อร่วมงานทำท่ากายบริหารระหว่างวัน ขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟท์ อารมณ์ ควรควบคุมอารมณ์ระหว่างวันไม่ให้เครียด ถ้ารู้สึกตึงเครียด ให้เดินออกไปนอกออฟฟิศรับอากาศบริสุทธิ์บ้าง หรือถ้ามีเรื่องคิดมาก ให้หาคนที่ไว้ใจ พูดคุย ระบายออกมาบ้าง สูบบุหรี่ จัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้ปลอดบุหรี่ ร่วมเป็นกำลังใจให้ทุกคนเลิกสูบบุหรี่ สุรา ลดปริมาณการดื่มสุรา หากต้องดื่มสุราเพื่อสังสรรค์ในการทำงาน ผู้ชาย ไม่ควรเกิน 2 แก้ว ผู้หญิงไม่ควรดื่มเกิน 1 แก้ว ต่อวัน และไม่ควรดื่มทุกวัน Source : thaincd.com

3030ec94ea2809.jpg

ดื่มแอลกอฮอล์อย่างไร ให้ดีต่อใจ

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่การดื่มเหล้าหรือเบียร์นั้น ไม่ได้มีเพียงข้อเสียอย่างเดียว แต่หากดื่มอย่างพอดี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลับส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างโดยเฉพาะในส่วนของหัวใจ   เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลาย มักเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนสายปาร์ตี้ แต่จะดีแค่ไหน หากเราดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปแล้วส่งผลดีมากกว่าผลเสีย โดยผลเสียจากการดื่มแอลกอฮอล์ที่ส่งผลต่อหัวใจ คือ หากดื่มในปริมาณมากจะพบว่ามีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันที่สูงขึ้น โดยกลไกเชื่อว่าเกิดจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นในผู้ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก เช่น ภาวะความดันเลือดสูง ภาวะไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ หรือแม้แต่การสูบ  บุหรี่ ซึ่งมักพบร่วมด้วยบ่อยๆ ในผู้ดื่มแอลกอฮอล์   แต่ในทางกลับกันหากดื่มในปริมาณน้อย จนถึงปานกลาง ประมาณ 1 ดริ้งต่อวัน (360 ซีซี) กลับมีหลักฐานจากงานวิจัยจำนวนมากที่พบว่า ทำให้อุบัติการณ์การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน รวมถึงการเสียชีวิตจากโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดลดลง เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลย ประโยชน์ดังกล่าวพบได้ทั้งในวัยกลางคนจนถึงผู้สูงอายุทั้งในเพศชายและหญิง หรือแม้แต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน และได้จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นไวน์ เบียร์ หรือสุรา ถึงแม้ในบางการศึกษาจะแสดงผลดีที่ชัดเจนกว่าบ้างจากการดื่มไวน์ก็ตาม     ข้อมูลจาก : coach.nine doctor

6e16b831858982e_55741855e4fd.jpg

ไข 8 ความลับ ออกกำลังกายอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ขึ้นชื่อว่าเป็นการออกกำลังกาย หากทำเป็นประจำ และเลือกออกกำลังกายอย่างถูกวิธีในระยะเวลาที่เหมาะสม ย่อมส่งผลดีกับสุขภาพแน่นอนอยู่แล้ว แต่วันนี้เรามี 8 เคล็ดลับที่หากนำไปปฏิบัติในการออกกำลังกายรับรองว่าจะช่วยให้สุขภาพของคุณฟิตแอนด์เฟิร์มขึ้นได้อีก จากหนังสือเรื่อง Fitter Faster เขียนโดย นักข่าว นักเขียน ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ โรเบิร์ต เจ เดวิด สรุป เคล็ดลับ 8 ประการ ที่จะไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของการออกกำลังกาย เริ่มต้นด้วย 1. อย่าลืม ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้ง เพื่อป้องกัน การบาดเจ็บ โดยหลักการยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง คือ ก่อนออกกำลังกาย ควรเริ่มวอร์มอัพร่างกาย จากนั้น จึงค่อยทำการยืดเหยียดอย่างต่อเนื่อง เช่น การแกว่งแขน แกว่งขา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ชัดเจนเพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อมัดหลักๆและหลังออกกำลังกาย ก็ควรยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อมัดหลักที่ถูกต้อง โดยแต่ละท่าควรทำค้างไว้ไม่น้อยกว่า 20-30 วินาที โดยการยืดเหยียดหลังจากออกกำลังกายเสร็จ อาจทำให้คุณรู้สึกไม่สบายตัว แต่นั่นไม่ใช่ความเจ็บปวดที่น่ากังวลแต่อย่างใด 2. ควรออกกำลังกายตอนท้องว่าง เพราะนั่นช่วยเบิร์นไขมันในร่างกายได้มากขึ้น นี่เป็นเหตุผลที่มีคำแนะนำให้ฝึกเต้นแอโรบิกในเวลาท้องว่างซึ่งเรียกว่า “fasted cardio,” เนื่องจากเมื่อคาร์โบไฮเดรตในร่างกายลดลง ระบบการเผาผลาญไขมันของร่างกายก็จะเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้มากขึ้น กอปรกับเมื่อระดับอินซูลินในเลือดลดลง ก็จะยิ่งทำให้คุณเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกายได้มากขึ้นด้วย 3. ติดตามดูอัตราการเต้นของหัวใจตลอดการออกกำลังกาย ยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพและโรคประจำตัว ยิ่งต้องมอนิเตอร์อัตราการเต้นของหัวใจตลอดการออกกำลังกาย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการออกกำลังกายโดยการตรวจสอบระดับความหนักหน่วงของการออกกำลังกายแบบง่ายๆ คือ ถ้าคุณยังสามารถพูดและร้องเพลงขณะออกกำลังกายได้โดยยังหายใจได้ทัน คุณอาจเพิ่มความหนักหน่วงของการออกกำลังกายได้มากขึ้น เพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้นได้ แต่ถ้าสามารถพูดได้ แต่ร้องเพลงไม่ได้ นั่นหมายความว่าระดับความหนักหน่วงของการออกกำลังกายยอมรับได้ในระดับปานกลาง (Moderate) ทว่า ถ้าคุณสามารถพูดได้เพียงเล็กน้อย เพราะหายใจไม่ทันหลังออกกำลังกายนั่นหมายความว่า การออกกำลังกายของคุณนั้นหนักหน่วงเกินไป ควรลดระดับเพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดอันตรายระหว่างการออกกำลังกาย 4. ความเชื่อว่าการถือดรัมเบลล์ หรือการใส่ชุดถ่วงน้ำหนักที่ข้อมือ ข้อเท้าแล้วออกกำลังกายไปด้วย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกายมากขึ้น ดูจะไม่ใช่ความเชื่อที่ถูกต้องเสมอไป แม้ข้อดีคือการช่วยให้เผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น แต่มีการพิสูจน์แล้วว่า การใส่ชุดถ่วงน้ำหนักมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงในการบาดเจ็บได้ ดังนั้น จึงมีงานวิจัยแนะนำให้เดินออกกำลังกายพร้อมถือไม้ 2 อันในมือซ้าย – ขวา เรียกว่า การเดินแบบนอร์ดิก (NORDIC WALKING EXERCISE) คือ การเดินร่วมกับการใช้อุปกรณ์ช่วยในการเดินชนิดพิเศษ 2 ชิ้น ต้นกำเนิดมาจากประเทศฟินแลนด์ โดยมีงานวิจัยยืนยันถึงประโยชน์ของการเดินแบบนี้ว่าเป็นการบริหารร่างกายส่วนบนและกล้ามเนื้อส่วนท้อง เพราะอุปกรณ์นี้จะช่วยให้เดินได้เร็วขึ้นและเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น 5. เลือกซื้อรองเท้าวิ่งที่เหมาะกับสรีระของเท้าคุณ เพราะรองเท้าผ้าใบสำหรับวิ่ง มักจะได้รับการออกแบบมาให้เหมาะสมกับขนาดและรูปแบบของเท้าที่แตกต่างกันไปอยู่แล้ว และหากคุณสามารถเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับรูปเท้าของคุณ มีความมั่นคง สมดุล ให้ความรู้สึกสบายเวลาสวมใส่ ทุกครั้งที่เคลื่อนไหวเท้าระหว่างวิ่ง นี่ย่อมช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นระหว่างคุณวิ่งได้ 6. พักดื่มน้ำทุกครั้งที่รู้สึกกระหายน้ำ ที่แนะนำเช่นนี้เพราะ ความกระหายน้ำ เป็นสัญญาณของร่างกายที่บอกว่าร่างกายกำลังขาดน้ำ (dehydration) แต่แน่นอนว่าต้องไม่ใช่การดื่มน้ำบ่อยๆโดยไม่ได้กระหายน้ำเพราะถ้าคุณดื่มน้ำมากเกินไป ผลที่เกิดขึ้นคือระดับโซเดียมในร่างกายจะลดต่ำลง จนร่างกายเกิดภาวะที่เรียกว่าhyponatremia หรือภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ ซึ่งถือว่าเป็นอันตราย เพราะหากมีค่าต่ำกว่า 125 mEq/L อาจส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ตับล้มเหลว ไตล้มเหลว และเสียชีวิตได้ในที่สุด 7. กินอาหารหลังออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อเติมพลังคืนกลับให้ร่างกาย มีงานวิจัยที่เก็บข้อมูลจากนักกีฬายืนยันแล้วว่า การดื่มนมช็อคโกแลตนับเป็นสุดยอดอาหารที่จะช่วยให้ร่างกายของนักกีฬาฟื้นฟูขึ้นได้ หลังจากเล่นกีฬามาหนักๆเพราะในนมมีปริมาณโปรตีนอยู่สูง ทว่า สำหรับคนทั่วไปที่ออกกำลังกายวันละ 30-60 นาที ไม่จำเป็นต้องดื่มนมช็อคโกแลตหลังออกกำลังกายทุกวันก็ได้ 8. มีงานวิจัยยืนยันแล้วว่า การมีเซ็กส์ก่อนการออกกำลังกายไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสีย ตราบใดที่ไม่ได้มีเซ็กส์ ควบคู่ไปกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การเสพยาเสพติด หรือการนอนหลับไม่เพียงพอ ตรงกันข้าม การมีเซ็กส์ มีส่วนทำให้นักกีฬาเล่นกีฬาได้อย่างผ่อนคลายมากขึ้น Source : time.com

723477ccb5bc1a.jpg

อยากสูงฟังทางนี้ แนะเทคนิคออกกำลังกายเพิ่มความสูง

นอกจากการกินอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ สารอาหาร ที่ช่วยทำให้สูงแล้ว ตามหลักศาสตร์แพทย์แผนจีนการออกกำลังกายให้ถูกวิธี ก็ช่วยเพิ่มความสูงได้ด้วย เพราะแพทย์แผนจีนเชื่อว่าความสูงของแต่ละคนขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ด้าน คือ ปัจจัยพื้นฐานหรือปัจจัยทางกรรมพันธุ์ที่พ่อแม่ให้มา ที่แพทย์แผนจีนเรียกว่าทุนแต่กำเนิด และปัจจัยที่มาหลังกำเนิดหรือทุนหลังกำเนิด ในที่นี้หมายถึง ปัจจัยด้านอาหาร สภาพสิ่งแวดล้อม และวิถีการดำเนินชีวิต โดยหลักสำคัญของการออกกำลังกายเพิ่มความสูงตามศาสตร์แพทย์แผนจีน มีดังนี้ การออกกำลังกายจะกระตุ้นให้ต่อมใต้สมองหลั่งโกรทฮอร์โมนได้ และยังกระตุ้นให้เซลล์ที่สร้างเนื้อกระดูกดึงแคลเซียมจากเลือดมาสร้างกระดูก นอกจากนี้การได้รับแสงแดดอย่างพอเพียงในตอนเช้าหรือเย็น จะช่วยให้มีการสร้างวิตามินดีในร่างกาย เพิ่มการดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น เน้นการออกกำลังกายที่มีการกระโดดโลดเต้น ยืด เหยียด เช่น การเล่นบาสเกตบอล วอลเลย์บอล บัลเล่ต์ ยิมนาสติก กระโดดเชือก ว่ายน้ำ เน้นการออกกำลังกายที่มีการกระโดด ยืดตัว เหยียดตัว เป็นหลักจะทำให้เกิดแรงกระตุ้นไปที่แผ่นความเจริญเติบโตของกระดูก ซึ่งจะอยู่บริเวณปลายกระดูกแต่ละท่อน จึงช่วยทำให้สูงขึ้นได้เร็วกว่าปกติ และยังช่วยเพิ่มมวลกระดูกและเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกด้วย การออกกำลังกายต้องมีแรงกระแทกที่พอเหมาะ ไม่รุนแรงมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ข้อต่อโดยเฉพาะกระดูกส้นเท้าและข้อเข่า ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกด้วย การออกกำลังกายเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกด้วย พอๆ กับการได้รับอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมและโปรตีน แม้ว่าจะได้รับอาหารที่มีแคลเซียมสูง แต่ถ้าไมได้ออกกำลังกายเลย แคลเซียมที่ได้รับก็ไม่สามารถเอาไปสร้างกระดูกได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นควรให้เด็กได้ออกกำลังกายตั้งแต่เล็กๆ พร้อมกับได้รับอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน การออกกำลังกายมีผลต่อกระดูก เป็นเหมือนสิ่งกระตุ้นให้ร่างกายสร้างมวลกระดูกให้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านความหนาแน่นการแบ่งเซลล์กระดูก และยังช่วยยืดระยะเวลาการปิดตัวของกระดูกได้ ห้ามยกของหนัก สะพายเป้หรือกระเป๋าหนักๆ หรือออกกำลังกายประเภทยกน้ำหนัก เพราะจะทำให้การปิดตัวของกระดูกเร็วขึ้น Source : facebook.com/folkdoctorthailand

5b4bf4faaa.jpg

Kickboxing เปลี่ยนชีวิตให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม

แรกเริ่ม หลายคนอาจคิดว่าการออกกำลังในแบบ Kickboxing หรือ คิกบอกซิ่ง เป็นการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมาก เหมาะกับคนวัยหนุ่มสาว แต่ตอนนี้มีงานวิจัยที่เชื่อถือได้ยืนยันแล้วว่าผู้สูงอายุก็สามารถออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ได้ไม่ต่างกับคนในวัยอื่น Kurt Jackson ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำ ศูนย์ Neurology and Rehab science , the University of Dayton in Ohio กล่าวว่า “ที่จริงแล้วการออกกำลังกายแบบคิกบอกซิ่งไม่เหมือนการออกกำลังกายทั่วไป เนื่องจากคิกบอกซิ่ง มุ่งเน้นการเคลื่อนไหวที่แสดงถึงพลัง ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ดีที่จะเกิดกับผู้สูงอายุหากออกกำลังกายแบบนี้เป็นประจำ นั่นคือ ความแข็งแรงของร่างกายที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงในการหกล้มได้ นอกจากนั้น คิกบอกซิ่ง ยังช่วยให้ระบบการทำงานของประสาทแข็งแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้เป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาท ที่ต้องฝึกการเคลื่อนไหวให้สมดุล” และในวัยกลางคนถึงวัยผู้สูงอายุ คิกบอกซิ่ง ยังช่วยรักษาความสมดุลของร่างกาย ทั้งขณะที่คุณทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การหยิบจับ ยื่นมือไปหยิบสิ่งของ และความสมดุลในความรู้สึกนึกคิด สามารถรับมือกับสิ่งไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้ นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบความจำ ป้องกันอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงด้วย การออกกำลังกายแบบคิกบอกซิ่ง เริ่มจากการใช้เวลาและใช้แรงกับการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง 2-3 นาที อย่างการออกหมัด เตะ และตีเข่าลงบนกระสอบทรายครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยแรงที่หนักและต่อเนื่อง หรือการทำเช่นนี้กับเทรนเนอร์ที่เต้นฟุตเวิร์คและสวม Pad ที่มือเพื่อรับแรงต่อยและเตะของคุณ ซึ่งการออกแรงเช่นนี้มีงานวิจัยหลายสถาบันยืนยันแล้วว่า แค่1 นาที ของการออกกำลังกายแบบนี้ ส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจและปอดในระดับที่มาก กว่าการออกกำลังกายที่เบากว่านี้แต่ทำอย่างต่อเนื่อง 45 นาที เสียอีก ไม่เพียงเท่านั้น การศึกษาของ the American Council on Exercise (ACE) ยังพบว่าการออกกำลังกายแบบคิกบอกซิ่งยังช่วยเบิร์นแคลอรี่ได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต่อยและการแตะในการออกกำลังกายแบบ Cardio kickboxing สามารถเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกายได้ถึง 8 แคลอรี่ต่อนาที ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับจำนวนแคลอรี่ที่คุณเผาผลาญได้ในการออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำทีเดียว แน่นอนว่า ทักษะและประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการออกกำลังกายแบบ คิกบอกซิ่ง อาจไม่ได้แสดงออกมาเด่นชัดสำหรับผู้ออกกำลังกายวัยหนุ่มสาว ทว่า เปรียบไปแล้ว การออกกำลังกายแบบคิกบอกซิ่งก็เหมือนคุณยอดเหรียญลงในกระปุกออมสินและได้เงินก้อนมาใช้เมื่อคุณอายุมากขึ้น ดังนั้นการออกกำลังกายแบบคิกบอกซิ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดหากคุณออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายในรูปแบบอื่น เช่น การยกเวท การวิ่ง และการเล่นโยคะ อย่างไรก็ตาม หากคุณเพิ่งเริ่มออกกำลังกายในแบบคิกบอกซิ่ง และมีอาการปวดเข่าหรือข้อจำกัดทางสุขภาพด้านอื่น ขอแนะนำให้มีโค้ชหรือเทรนเนอร์ประจำตัวในระหว่างการออกกำลังกายไปก่อน เพราะโค้ชหรือเทรนเนอร์นี้จะสามารถแนะนำการออกกำลังกายแบบคิกบอกซิ่งที่ตอบโจทย์สภาพร่างกายและข้อจำกัดทางสุขภาพของคุณได้อย่างตรงจุด เพราะฉะนั้น หากถามว่า จะออกกำลังกายแบบคิกบอกซิ่งอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผู้เชี่ยวชาญฝากย้ำมาว่า ต้องทำแต่พอดี ไม่เกินกำลัง แล้วคุณจะฟิตแอนเฟิร์มสมใจ Source : time.com

b467fcbfd.jpg

15 วิธีลดน้ำหนักแบบที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก

หลายคนพยายามลดน้ำหนักเพื่อให้ได้รูปร่างที่ต้องการโดยใช้เวลาถึงข้ามคืนออกกำลังกายที่ฟิตเนส และหลายคนก็หมดเวลาไปกับการเช็คแคลอรี่อาหารที่รับประทานในเครื่องคิดเลข ถ้าหากคุณเริ่มเบื่อที่จะทำอะไรแบบนี้ มาลอง 15 วิธีง่ายๆ ที่ได้ประสิทธิภาพแต่ไม่ต้องใช้ความพยายามมากขนาดนั้น แต่แค่ลองปรับใช้ในชีวิตประจำวัน   1. นับเวลารอ 10 นาที งานวิจัยชี้ว่า ความปรารถนาในการทานอะไรซักอย่างจะมีเวลาคงอยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ 10 นาที และหลังจากนั้นมันจะหายไป เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มรู้สึกอยากจะทานอะไรซักอย่าง ให้เริ่มนับเวลา 10 นาทีในหัวของคุณได้เลย และหันไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์ระหว่างเวลานี้เพื่อที่จะทำให้คุณหันเหความสนใจไปเรื่องอื่น 2. เลิกนั่งติดอยู่กับที่เป็นเวลานาน  มันเป็นข้อเท็จจริงที่เรารู้กันดีว่าการใช้ชีวิตแบบที่ไม่เคลื่อนไหวจะทำให้ระบบเผาผลาญของคุณทำงานช้าลง  แต่การเดินเร็วๆ เพื่อไปชั้นอื่นในออฟฟิศของคุณหรือออกไปชงกาแฟ  แค่ 2 - 3 ชั่วโมงต่อ 1 ครั้งก็สามารถช่วยสุขภาพคุณได้ และมันก็ดีกว่าถ้าหากคุณใช้เวลา 2 ชั่วโมงต่อวันในการยืน แทนที่จะนั่งอยู่เฉยๆ  เพราะการนั่งเฉยๆ จะใช้พลังงาน 100 แคลอรี่ต่อชั่วโมง แต่การยืนจะใช้พลังงาน 140 แคลอรี่ ลองเตือนตัวเองให้ใช้วิธีง่ายๆ แบบนี้ให้บ่อยขึ้น   3. ดื่มน้ำเปล่า ร่างกายของเรามักจะสับสนระหว่างความหิวกับความกระหายน้ำ ดังนั้นครั้งหน้าถ้าคุณรู้สึกหิว ให้ลองใช้วิธีง่ายๆ อย่างการดื่มน้ำเปล่า หรือชาเย็นๆ ซักแก้ว แต่ถ้าความหิวของคุณไม่ยอมหายไปไหนใน 10 - 20 นาที ค่อยลองทานอาหารอย่างอื่นแทน 4. เปลี่ยนใจจากน้ำอัดลืมไปดื่มเครื่องดื่มอย่างอื่นแทน สิ่งที่คุณต้องรู้คือน้ำอัดลมสามารถทำลายทุกวิธีที่คุณเคยทุ่มเทเพื่อให้ได้รูปร่างที่ต้องการ เพราะโคล่า 1 ลิตร ก็จุน้ำตาลมากกว่า 90 กรัมเข้าไปแล้ว ดังนั้นมันไม่คุ้มเลยที่คุณจะเสี่ยง    5. อย่านั่งกินขนมไปเรื่อยเปื่อย เมื่อไหร่ที่คุณตัดสินใจจะกินขนม อย่ารีบหาขนมใส่ปากระหว่างที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ แต่ให้เลือกไปนั่งที่โต๊ะอาหาร แล้วก็จัดขนมของคุณในสัดส่วนมาตรฐานที่ควรทาน แล้วก็นั่งลงทานอย่างช้าๆ    6. โปรตีนคือเพื่อนของคุณ เป็นที่รู้กันดีว่า โปรตีนจะทำให้คุณรู้สึกอิ่มได้นานกว่า ดังนั้นถ้าคุณทานอาหารที่มีโปรตีนสูง และมีไขมันต่ำในอาหารมื้อเช้าและกลางวัน คุณจะไม่ต้องจบลงด้วยการทานมื้อเย็นที่มากเกินไป   7. ถ้าคุณอยากจะออกกำลังกาย ให้เลือกออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ คาร์ดิโอ คือการออกกำลังกายที่จำเป็นสำหรับคุณ และถ้าคุณตั้งใจที่จะออกกำลังกายที่ยิม การออกกำลังกายรูปแบบนี้จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะมันเผาผลาญไขมัน และจะกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อจำนวนมาก   8. เลือกใช้จานที่เล็กลงในการทานอาหาร เราจะทานอาหารน้อยลงถึง 22 % หากเราใช้จานที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางลดลง 5 เซ็นติเมตร   9. อย่าเรียกลิฟท์ แต่ให้ใช้บันได ทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่ชอบการวิ่งจ็อกกิ้ง คือการเลือกเดินขึ้นลงบันไดที่ไหนก็ตามที่เป็นไปได้ เพราะการเดินขึ้นลงขั้นบันไดประมาณ 15 นาทีจะใช้พลังงาน 150 แคลอรี่ ถ้าคุณทำแบบนี้ทุกๆ วัน คุณจะเผาผลาญพลังงานถึง 1,050 แคลอรี่ต่อสัปดาห์   10. โบกมือลาเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ แอลกอฮอล์เต็มไปด้วยพลังงาน เพราะไวน์แค่ 1 แก้วก็จุถึง 85 แคลอรี่ ขณะที่เบียร์มีปริมาณ 150 - 200 แคลอรี่    11. พิซซ่ามังสวิรัต ถ้าคุณเป็นคนชื่นชอบการทานพิซซ่าล่ะก็ พิซซ่ามังสวิตรัต 1 แผ่นบางๆ จะให้ผลเสียน้อยกว่าพิซซ่าเปปเปอร์โรนีหรือพิซซ่าที่ใส่เครื่องหนักๆ อย่างอื่น เช่น ชีส   12. ป๊อปคอร์นออริจินั่ล อยู่ให้ห่างจากป๊อปคอร์นรสคาราเมล , แบบโรยเกลือ , แบบหวาน และแบบชีส แต่เลือกรสชาติต้นตำรับที่อร่อยได้แบบเรียบๆ และยังไม่มีส่วนผสมใดเพิ่มเติมเข้ามา    13. ไปโยนโบว์กับครอบครัว ถ้าคุณไม่สามารถพาตัวเองออกนอกบ้านเพื่อออกกำลังกายในหน้าหนาวได้ ทางเลือกที่เจ๋งมากๆ ก็คือไปเล่นโบว์ลิ่ง เพราะ 2 ชั่วโมงของการเล่นเกมที่ไม่เร่งรีบอย่างโบว์ลิ่งก็สามารถเผาผลาญแคลอรี่ไปได้ถึง 500 แคลอรี่  14. เต้นจนเช้า ถ้าคุณอยู่ที่งานปาร์ตี้ จงเลือกไปเต้นที่แดนซ์ฟลอร์ แทนที่จะยืนอยู่กับที่ตรงโต๊ะอาหาร เพราะแค่ 2 ชั่วโมงของการเต้นจะช่วยให้คุณเผาผลาญได้ถึง 650 แคลอรี่    15. ทำความสะอาดพื้นที่อื่นๆ ในบ้าน นอกเหนือจากที่ที่คุณเคยทำตามปกติ ทำงานบ้านที่แตกต่างออกไปในแต่ละวัน อย่างเช่น วันนี้ทำความสะอาดห้องนั่งเล่น พรุ่งนี้ทำความสะอาดห้องครัว หรือวันต่อๆ ไปก็ทำความสะอาดห้องน้ำ คุณอาจจะเคยได้ยินว่าการออกกำลังกายเพียงแค่ 45 นาที ก็สามารถส่งผลดีกับร่างกายของคุณได้      source : brightside.me

9837c944.jpg

เลือกน้ำมันอย่างไร ดีต่อใจ & สุขภาพ

เลือกน้ำมันปรุงอาหารอย่างไร ให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ ดีต่อสุขภาพหัวใจ … ต่อคำถามนี้ เรามีคำตอบ จากบทความเรื่อง “น้ำมันแบบไหน ดีต่อใจ ไม่เสี่ยงโรค” โดย ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาฝากกัน “อย่างแรก ให้จำไว้ว่าน้ำมันพืชทุกชนิดไม่มีคอเลสเตอรอล ส่วนน้ำมันจากสัตว์มีคอเลสเตอรอลสูง ควรหลีกเลี่ยง คราวนี้ก็มาถึงวิธีเลือกน้ำมันพืช น้ำมันพืชแต่ละชนิดมีปริมาณกรดไขมันแต่ละชนิดไม่เท่ากัน กรดไขมันแบ่งได้ 3 ชนิด คือ กรดไขมันอิ่มตัว (SFA) เป็นกรดไขมันชนิดไม่ดีซึ่งได้มาจากไขมันสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ทำให้เกิดโรคหัวใจได้ง่าย กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (MUFA) เป็นกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ร่างกายสร้างเองได้ และกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (PUFA) เป็นกรดไขมันที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องรับจากอาหาร แต่ถ้ารับมากไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้” ดังนั้น ผศ.ดร.เรวดี จึงแนะนำต่อว่า น้ำมันพืชที่เราใช้ทำอาหาร ควรเลือกใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูง เพราะกรดไขมันชนิดนี้จะไปลดคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีในร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดโดยเฉพาะที่หัวใจ ซึ่งเป็นโรคหัวใจชนิดที่คร่าชีวิตคนเป็นอันดับแรก โดยน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวในสัดส่วนที่มากและมีกรดไขมันอิ่มตัวน้อย คือ น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลาและน้ำมันรำข้าว ตามลำดับ แต่ใช่ว่าน้ำมันพืชทุกชนิดจะดี และน้ำมันพืชที่ควรหลีกเลี่ยงคือน้ำมันปาล์ม เพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ ส่วนน้ำมันมะกอกไม่ควรใช้ทำอาหารด้วยความร้อนสูง เช่น ทอด ผัด เหมาะกับการใช้ทำน้ำสลัดเท่านั้น ส่วนการทอดหรือผัดควรใช้น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันคาโนลา หรือน้ำมันรำข้าวแทน ย่อมดีที่สุด สุดท้าย ผศ.ดร.เรวดี ชี้ให้เห็นว่า สำหรับน้ำมันส่วนใหญ่ที่ใช้ในร้านอาหาร หนีไม่พ้นน้ำมันราคาถูก ดังนั้น หากเป็นไปได้ พยายามทำอาหารกินเองจะดีกว่า จะได้เลือกใช้น้ำมันคุณภาพที่ดีต่อสุขภาพหัวใจของเราได้ Source : thaiheartfound.org

f1ce2ba4.jpg

ชีส อาจเป็นสิ่งที่ดีต่อหัวใจ

อาหารที่มีไขมันและคอลเลสเตอรอลสูง เช่น ของทอด ของมัน แฮมเบอร์เกอร์ หรือชีส เป็นสาเหตุของโรคไขมันในเลือด และโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่การวิจัยจากหลายแห่งกลับพบว่า สารประกอบ Spermidine ในชีสกลับมีส่วนช่วยให้อายุยืนยาวขึ้น   จากการวิจัยในประเทสอิตาลี พบว่าผู้ที่รับประทานชีสเป็นประจำ มีโอกาสลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจมากถึง 40 เปอร์เซ็น ซึ่งคนอิตาลีส่วนมากมักทานอาหารเมดิเตอร์เรเนียนหรืออาหารตามธรรมชาติของประเทศ และมีชีสเป็นส่วนประกอบในอาหารบางมื้อ โดยในแถบภูเขาซาดีเนียของอิตาลี ยังถือเป็นหนึ่งในบลูโซนของโลกที่มีผู้อายุยืนจำนวนมาก   ซึ่งนอกจากชีสแล้วยังมีอาหารอื่นๆ ที่มีสารประกอบ Spermidine เช่นเดียวกับชีส ได้แก่ นม เนย และโยเกิร์ต โดยอาหารประเภทนี้จะถูกเรียกว่า Spermidine – Rich Food  หมายถึงอาหารที่ทำให้เซลล์ของร่างกายเรามีอายุยืนขึ้น   ทั้งนี้ถึงแม้จะมีการวิจัยออกมาระบุว่า การรับประทานชีสช่วยให้ลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่การทานชีสในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดโรคคอเลสเตอรอลสูงแทน เพราะการทานชีสให้ดีนั้น ควรทานแค่ 2-3 มื้อต่อสัปดาห์ และไม่ควรทานมื้อละมากๆ   source : coach.nine

54e1e850.jpg

อาการแพ้กลูเตนคืออะไร

กลูเตน (Gluten) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในแป้งมีมากในธัญพืช กลูเตนเป็นโปรตีนที่มีประโยชน์ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่แพ้โปรตีนชนิดนี้ ซึ่งในปัจจุบันกระแสอาหารสุขภาพกำลังเป้นที่นิยม และมีอาหารจำนวนไม่น้อย ที่ติดฉลากปลอดกลูเตน ที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้อย่างปลอดภัย   โดยอาหารทั่วไปที่มีกลูเตน ได้แก่ ขนมปัง ข้าวไรย์ แคกเกอร์ พาสต้า เครื่องดื่มผสมมอลต์ แป้งสาลี บะหมี่ เนื้อสัตว์แปรรูป เนื้อสัตว์ชุบแป้งทอด รวมถึงผลิตภัณเบเกอรี่ทุกชนิด หากคนที่แพ้ทานอาหารเหล่านี้เข้าไป จะทำให้มีอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมีอาการคล้ายกับโรคลำไส้อักเสบ   การทานอาหารที่มีกลูเตน ในคนที่แพ้ อาจมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร และการดูดซึมในลำไส้เล็ก โดยผู้ที่แพ้กลูเตน จะมีอาการแสดงออกหลังทานอาหารที่มีกลุเตน เช่น ปวดมวนท้อง คลื่นไส้ ท้องอืด ท้องเสีย การขับถ่ายผิดปกติ   หากมีอาการแพ้กลูเตนควรเลี่ยงโดยทันที โดยการเลือกทานอาหารปลอดกลูเตน ด้วยการงดทานอาหารที่มีโปรตีนกลุเตน หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑที่มีฉลากกำกับ ทั้งนี้อาหารลปลอดกลูเตนไม่ได้มีผลต่อการลดน้ำหนักแต่อย่างใด ตามกระแสสุขภาพที่หลายคนมักเลือกทานอาหารปลอดกลูทั้งที่ไม่ได้มีอาการแพ้ กลูเตนเป็นเพียงโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ไม่ได้มีอันตรายกับคนทั่วไป หากทานอย่างเหมาะสม ผู้ที่ควรระวังคือผู้ที่แพ้ หรือมีปัญหากับระบบดูดซึมอาหารเท่านั้น   ข้อมูลจาก : thaihealth

8189a687.jpg

ชวนมากิน แกงขี้เหล็ก คลายเครียด

ความเครียด เป็นสาเหตุของอาการเจ็บป่วยได้มากมาย เมื่อรู้ว่าเกิดความเครียด สิ่งที่ใครหลายคนทำ คือหันไปพึ่ง ยาลดความเครียด ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ ซึ่งมีราคาแพงไม่น้อย โดยหารู้ไม่ว่า มีพืชผักสมุนไพรไทย ที่นำมาทำเป็นแกงพื้นบ้านของไทย ที่มีสรรพคุณช่วยลดความเครียด ทำให้ผ่อนคลาย บำบัดอาการนอนไม่หลับอย่างได้ผล นั่นคือ แกงขี้เหล็ก เพราะส่วนของใบอ่อนและดอกตูมของต้นขี้เหล็ก ส่วนประกอบสำคัญของแกงขี้เหล็กมีคุณสมบัติสำคัญตามภูมิปัญญาไทยแต่เก่าก่อน ที่หากใครนอนไม่หลับ ให้ลองมากินแกงขีเหล็กหรือรับประทานใบขี้เหล็กเป็นยา ก็จะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น และคนรุ่นปู่ย่าตายายของเรา จะนิยมกินใบขี้เหล็กสดๆ เพื่อแก้เครียด นอนไม่หลับ ซึ่งให้คุณค่ามากกว่าการกินแกงขี้เหล็ก โดยนำใบอ่อน (สด) ประมาณ 50 กรัม ต้มกับน้ำใช้ดื่มก่อนนอน หรือนำใบอ่อนขี้เหล็กมาดองเหล้าไว้ 7 วัน ซึ่งตัวแอลกอฮอล์ในเหล้าจะสกัดเอาสารที่มีอยู่ในขี้เหล็กออกมา ก็นำเอาน้ำดองเหล้านั้นมาดื่ม ทว่า ที่ผ่านมา ก็มีกระแสว่าการกินใบขี้เหล็กไม่ถูกวิธี โดยเฉพาะการกินมากไปย่อมทำให้เกิดโทษต่อร่างกายได้เช่นกัน อย่างการนำใบขี้เหล็กไปตากแห้งแล้วบรรจุเป็นเม็ด อาจทำให้เกิดการเสื่อมและการตายของเซลล์ตับ หรืออาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ ทำให้เกิดโรคตับได้ ดังนั้น การรับประทานขี้เหล็กอย่างปลอดภัย ต้องเลือกใบเพสลาดหรือตั้งแต่ยอดอ่อนถึงใบขนาดกลาง และนำไปต้มให้เดือด เทน้ำทิ้งสัก 2-3 น้ำ แล้วค่อยนำมาปรุงอาหารหรือนำไปทำเป็นยา ซึ่งวิธีการแบบพื้นบ้านนี้จะช่วยฆ่าฤทธิ์และทำลายสารที่เป็นอันตรายต่อตับได้ และยังช่วยลดความขมลงอีกด้วย สำหรับ แกงขี้เหล็กคือหนึ่งในแกงกะทิที่สำคัญในครัวไทย มีรสชาติหวาน มัน เผ็ดเล็กน้อย เนื้อสัตว์ ที่ใส่ในแกง อาจเป็นปลาย่าง หรือ เนื้อหมูย่าง ใบขี้เหล็กที่ต้มเสร็จแล้วนั้น ก่อนใส่ลงในแกง แม่บ้านจะตำให้เป็นชิ้นหยาบ หรือละเอียด ขึ้นอยู่กับความชอบของครอบครัว อย่างไรก็ดีไม่ว่าชิ้นหยาบหรือละเอียด เราจะสังเกตได้ว่าวันรุ่งขึ้นเราก็จะถ่ายออกมาเป็นชิ้นๆ ทั้งนี้เป็นเพราะใบขี้เหล็กย่อยยาก จึงทำให้มีกากเยอะ ถ่ายได้ง่ายขึ้น ที่จริงอันนี้เป็นภูมิปัญญาอันหนึ่งที่ทำให้ได้กินผักปริมาณมาก นอกเหนือจากการกินผักสด ช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้ในที่สุด Source : pharmacy.mahidol.ac.th

3c9c382aa144bc2.jpg

เครื่องสำอางปลอม อันตรายที่สาวๆ ควรระวัง

เรื่องความสวยความงามเป็นของคู่กันกับผู้หญิง ซึ่งไอเทมที่สำคัญคงหนีไม่พ้นเครื่องสำอาง ที่หลายคนต่างเลือกซื้อเลือกหามาใช้ประทินโฉม แต่ในปัจจุบันเครื่องสำอางหลายชนิด ถูกปลอมแปลงเลียนแบบ และขายในราคาที่ถูกกว่าสินค้าจริง โดยสาวๆ หลายคนอาจเคยเลือกซื้อมาใช้เพราะราคาถูก แต่เครื่องสำอางปลอมมีอันตรายและส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายอย่างมาก   นอกจากเครื่องสำอางเลียนแบบแล้ว ยังมีเครื่องสำอางที่ใช้ฉลากปลอมรวมถึงบรรยายสรรพคุณเกินจริง เช่น ช่วยให้ผิวขาวใน 3-7 วัน ซึ่งส่งผลเสียในหลายด้าน เพราะครีมผิวขาวมีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน และสเตียรอยด์ ที่เป็นอันตรายต่อผิว   ในประเทศไทยปัญหาการใช้ครีมหรือขี้ผึ้งสเตียรอยด์พบได้ค่อนข้างบ่อย เพราะยาในกลุ่มนี้ประชาชนสามารถซื้อหาได้เองโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ และมีราคาถูก ส่วนมากประชาชนมักจะคิดว่า ครีมทาผิวภายนอกไม่ค่อยมีอันตราย   โดยครีมสเตียรอยด์มีประโยชน์ คือ แก้แพ้ แก้คัน แก้ผื่นผิวหนังอักเสบ บางคนพอใช้แล้วหน้าเรียบ ก็เลยใช้ต่อเนื่อง ถ้าใช้ช่วงสั้น ๆ ไม่เป็นไร แต่ถ้าใช้นานๆ จะติด ไม่ ใช้ไม่ได้ และเพิ่มความแรงของยาขึ้นเรื่อย ๆ ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดปัญหาหยุดไม่ได้ พอหยุดผิวหนังจะอักเสบเห่อขึ้นมา   ทั้งนี้ผลข้างเคียงจากการใช้ครีมสเตียรอยด์ สามารถแบ่งได้ดังนี้   1. ประเภทเฉียบพลัน ได้แก่ 1.1.การเกิดสิว ครีมกลุ่มนี้ทำให้เกิดสิว โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า และหน้าอก โดยสิวที่เกิดจากสเตียรอยด์ จะแตกต่างจากสิวทั่วไป จะเห็นเป็นสิวในแบบเดียวกันทั้งหมด คือเป็นตุ่มนูนแดง (ไม่มีหัวหนองหรือไขมันอุดตัน) 1.2 รอยโรคเดิมเป็นมากขึ้น พวกนี้ส่วนมากเกิดจากการใช้ยาผิดโรค เช่น เป็นโรคกลากเกลื้อนแล้วใช้ครีมสเตียรอยด์ทาจะทำให้เป็นมากขึ้น 1.3 เกิดผื่นแพ้สัมผัส ซึ่งอาจเกิดการแพ้สารกันบูดหรือน้ำหอมที่ใส่ในครีมสเตียรอยด์ได้ ส่วนการแพ้ตัวสเตียรอยด์เองนั้นก็พบได้แต่พบได้น้อย   2. ประเภทเรื้อรัง ได้แก่ ทำให้ผิวหน้าบางลง ออกแดดไม่ได้ เวลาเจอแดดก็จะแสบร้อน หลอดเลือดใต้ผิวหนังเปราะแตกง่าย ขนยาวขึ้นบริเวณทายา เกิดสิวและผื่นอักเสบรอบปาก เกิดภาวะติดยา ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเมืองไทยและรักษายาก ภาวะนี้เกิดจาการใช้ครีมสเตียรอยด์เป็นเวลานาน เวลาหยุดยาแล้วจะแดง หรือโรคผิวหนังอักเสบเดิมจะเป็นมากขึ้น ทำให้หยุดใช้ยาไม่ได้และต้องใช้ครีมสเตียรอยด์แรงมากขึ้น นอกจากนี้อาจไปกดการทำงานของต่อมหมวกไต ซึ่งมักเกิดจากการใช้ครีมสเตียรอยด์ชนิดแรงเป็นเวลานานโดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ   ข้อมูลจาก : thaihealth

d9a64246c848.png

ผมร่วงเป็นเรื่องธรรมชาติ

ปัญหาผมร่วงเป็นเรื่องหนักใจสำหรับใครหลายคน เพราะนั่นอาจหมายถึงการบ่งบอกอาการป่วยต่างๆ หรือปัญหาศรีษะล้าน แต่ทราบหรือไม่ว่าผมปัญหาผมร่วง เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต่างต้องเจอ โดยปกติแล้วผมของคนเราจะร่วงประมาณวันละ 50-100 เส้นต่อวัน และในบางคนอาจร่วงถึง 200 เส้นต่อวัน   จากข้อมูลของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ระบุว่าคนเรามีเส้นผมทั้งศีรษะประมาณ 100,000-150,000 เส้น ซึ่งจะมีขนาดแตกต่างกันออกไป ทั้งความหนา สี และลักษณะของเส้นผม เช่น ผมตรง ผมหยิก หรือหยักศก ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติและกรรมพันธุ์ของบุคคลนั้น เส้นผมเป็นอีกหนึ่งส่วนในร่างกายที่มีการผลิตขึ้นมากจำนวนมาก และมีการหลุดร่วงออกไปเมื่อครบวงวร ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้   1. ระยะการเจริญเติบโต   หรือ Anagen Phase คือระยะที่ต่อมรากผมจะอยู่ลึกที่สุดในชั้นหนังแท้ โดยมีหลอดเลือดมาหล่องเลี้ยงอยู่มากมาย และจะใช้เวลาประมาณ 1,000 วัน หรือ 3 ปี ในการเจริญเติบโตเป็นเส้นผมทั้งศีรษะประมาณ 85-90% จะอยู่ในระยะการเจริญเติบโตนี้   2. ระยะหยุดการเจริญเติบโต   หรือ Catagen Phase คือระยะหยุดการเจริญเติบโต ต่อมรากผมจะหยุดการแบ่งเซลล์ แต่ต่อมรากผมจะมีการค่อยๆ เลื่อนสูงขึ้นเรื่อยๆ ระยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์   3. ระยะพัก   หรือ Telogen Phase เป็นระยะสุดท้ายของเส้นผม เมื่อต่อมรากผมเลื่อนสูงขึ้นจนถึงบริเวณของเซลล์ต้นกำเนิดแล้ว ผมของคนเราก็จะเข้าสู่ระยะพัก ซึ่งจะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ประมาณ 100 วัน หรือ 3 เดือน ทั้งนี้ 10% ของเส้นผมทั้งศีรษะจะอยู่ในระยะพัก ก่อนที่เซลล์ต้นกำเนิดจะส่งสัญญาณให้ต่อผมเลื่อนลงมาอีกครั้ง เพื่อให้มีการสร้างผมใหม่ โดยเส้นผมที่สร้างขึ้นใหม่จะดันผมเก่าให้หลุดร่วงไป   ทั้งนี้เมื่ออายุมากขึ้นเส้นผมก็จะร่วงมากขึ้น รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ผมร่วงเร็ว เช่นอาการเจ็บป่วย ความเครียด ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ ปัจจัยเหล่านี้ก็จะเป็นตัวกระตุ้น ให้เส้นผมหลุดร่วงง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน   ข้อมูลจาก : thaihealth

c2bbdea_2f1e7eef.jpg

ครีมกำจัดขน ใช้เป็นประจำ อันตรายไหม ?

นับเป็นศัตรูความงามของสาวๆที่รกตารกใจจนต้องกำจัดอยู่เป็นประจำ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ขน โดยเฉพาะ ขนรักแร้ ขนหน้าแข้ง ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดในการกำจัดขนด้วยตนเอง คือการใช้ครีมหรือแวกซ์กำจัดขน ทว่า ถ้าต้องใช้เป็นประจำ จะเกิดอันตรายต่อสุขภาพผิวพรรณหรือไม่ ? คำถามนี้ มีคำตอบ… จากบทความของ รศ.ดร.ภญ.พิมลพรรณ พิทยานุกุล อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้เผยแพร่ลงในเว็บไซต์ www.pharmacy.mahidol.ac.th “ผลิตภัณฑ์ประเภทครีมกำจัดเส้นขนจึงเป็นที่นิยมมากที่สุด รูปแบบที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดมีทั้ง เจล ครีม โลชั่น แอโรโซลชนิดสเปรย์ โรยออน และรูปแบบแป้งฝุ่นโรยผิว นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีใช้มานานตั้งแต่สมัยโบราณจวบจนปัจจุบัน เพียงแต่สูตรครีมชนิดนี้ในอดีต อาจมีกลิ่นฉุนรุนแรงของทั้งกรดและด่าง แต่ในปัจจุบันได้พัฒนาให้มีกลิ่นฉุนลดลง” สำหรับกลไกการทำงานของ ผลิตภัณฑ์กำจัดเส้นขน รศ.ดร.ภญ. พิมลพรรณ อธิบายเพิ่มเติมว่า “ครีมกำจัดเส้นขน มีส่วนประกอบของสารเคมีที่มีความเป็นด่างสูง คือ แคลเซี่ยม ไฮดรอกไซด์ ซึ่งมีอยู่ในเนื้อครีมปริมาณมาก และตัวยา แคลเซี่ยม ไทโอไกลโคเลท (Calcium thioglycolate) หรือ (sodium thioglycolate) เส้นขนของคนเรามีโครงสร้างหลักคือโปรตีน เรียกว่า 'คีราติน โปรตีน' (keratin protein) ในปริมาณ 65%-95% ทำให้เส้นขนหรือเส้นผมแข็งแรง ตัวยาไทโอไกลโคเลท จะมีกลิ่นฉุนและมีฤทธิ์เป็นด่างสูง จะทำหน้าที่ละลายโครงสร้างคีราตินโปรตีนของเส้นขนที่อยู่เหนือผิวหนัง ทำให้เส้นขนนุ่มลงและถูกตัดขาดจากรากขนหรือส่วนที่อยู่ใต้ผิวหนังได้ง่าย ทำให้เช็ดออกได้ง่าย แต่รากเส้นขนยังคงอยู่ในชั้นผิวหนัง ผิวหนังชั้นบนสุดก็ประกอบด้วยโครงสร้างคีราตินโปรตีนเช่นเดียวกับเส้นขน ดังนั้นครีมกำจัดขน จึงไม่ควรทาค้างไว้บนผิวหนังนานๆ เพราะตัวยาจะไปทำลายเซลผิวหนังด้วย ทำให้ระคายเคืองได้” ดังนั้น ข้อดี ของครีมกำจัดขนที่ชัดเจน คือ เป็นวิธีที่ประหยัด ทำได้ง่ายและรวดเร็ว เพียงทาครีมบนผิวหนังทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วเช็ดออก เป็นวิธีที่ไม่เจ็บปวดเลย ทำเองได้ ไม่จำเป็นต้องมีประสพการณ์หรือไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ด้วยในขณะที่ทำ แต่อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำว่า ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด มีหลายความเข้มข้นให้เลือกซื้อสำหรับเส้นขนที่หนาและแข็ง อาจต้องใช้ชนิดความเข้มข้นสูงสำหรับผู้ที่มีเส้นขนไม่หนาและอ่อน ควรเริ่มต้นเลือกทดลองใช้ความเข้มข้นที่น้อยที่สุดก่อน ส่วน ข้อเสีย ครีมกำจัดขน จะได้ผลในระยะสั้นๆเท่านั้น เส้นขนจะกลับเจริญเติบโตขึ้นใหม่อย่างรวดเร็วภายใน 2-5 วันเท่านั้น และสำหรับผู้ที่มีเส้นขนสีดำ อาจจะมองเห็นเป็นรอยดำๆบนผิวหนัง ซึ่งเป็นสีดำของเส้นขนที่ตกค้างอยู่ใต้ผิวหนังที่ยังคงอยู่นั่นเอง ขณะที่ ผลิตภัณฑ์มักมีกลิ่นฉุนและเลอะเทอะเวลาใช้ แม้ว่าหลายยี่ห้อได้พัฒนาสูตร แต่ยังมีกลิ่นเคมีหลงเหลืออยู่ไม่มากก็น้อย และอาจทำให้ระคายเคืองผิวหนัง เนื่องจากมีความเป็นด่างสูง ที่สุดแล้ว รศ.ดร.ภญ. พิมลพรรณ ได้สรุปข้อแนะนำและข้อควรระวัง เพื่อการใช้ครีมกำจัดขนอย่างปลอดภัย ว่า 1. เนื่องจากชั้นของผิวหนังมีองค์ประกอบของโปรตีนคีราตินเช่นเดียวกับโปรตีนของเส้นขนหรือเส้นผม ดังนั้นเคมีในเนื้อครีมจะทำลายโปรตีนชั้นผิวหนังที่สัมผัสตัวยาเช่นกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเนื้อครีมกำจัดเส้นขนถูกพอกทิ้งไว้นานเกินไป ผิวหนังจะระคายเคือง และอักเสบได้ 2. ก่อนการใช้งาน ควรทดสอบอาการแพ้หรือไม่แพ้ด้วยตนเองบนผิวหนังบริเวณเล็กๆ โดยทาเนื้อครีมในบริเวณที่ต้องการกำจัดขน ทิ้งไว้สัก 10-15 นาที หรือตามที่ระบุไว้บนฉลาก จากนั้นเช็ดเนื้อครีมออกด้วยกระดาษหรือผ้าชื้น และสังเกตุอาการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง หากไม่มีอาการไหม้ แต่อาจมีเพียงแดงเล็กน้อย แสดงว่าสามารถใช้ครีมดังกล่าวสำหรับกำจัดเส้นขนได้โดยไม่เกิดอันตราย แต่หากมีอาการไหม้ และปวดแสบปวดร้อน ไม่ควรใช้ต่อ 3. สถาบันประเมินความเสี่ยงจากการใช้สินค้าของผู้บริโภค ประเทศเยอรมนี (BfR) ได้ออกมาเตือนการใช้ครีมกำจัดขนชนิดนี้ว่า ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองไม่มากก็น้อยต่อผิวหนังบริเวณที่ใช้ได้ และหากมีการใช้เป็นประจำ และใช้ซ้ำบ่อยๆในบริเวณเดียวกัน อาจระคายเคืองมากได้ และไม่แนะนำให้ใช้ซ้ำบ่อยๆในบริเวณเดียวกัน เช่น มีการพอกบนผิวหนังทุก 2-5 วันซ้ำ เพราะอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงรุนแรงขึ้น อาการระคายเคืองที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากความเป็นด่างสูงหรืออาจเกิดจากสารเคมีไทโอไกลโคเลทเองซึ่งยังไม่มีข้อสรุป 4. ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มีข้อบ่งใช้เฉพาะกำจัดเส้นขนตามแขนและขาเท่านั้น ไม่ควรใช้กับใบหน้าเพื่อกำจัดหนวด เครา หรือขนคิ้วเด็ดขาด รวมถึงบริเวณที่ลับใต้ร่มผ้า หรือผิวหนังบริเวณใกล้อัวยวะเพศ หรือเส้นขนในรูจมูก ซึ่งเป็นผิวหนังอ่อนไหวและชั้นหนังกำพร้าบาง จะเป็นอันตรายได้ง่าย ผู้บริโภคควรอ่านฉลากกำกับ และใช้ตามข้อแนะนำในฉลากเท่านั้น Source : pharmacy.mahidol.ac.th

e024eb1f050.jpg

วิธีบำรุงหัวเข่าและข้อศอกด้านง่ายๆ จากของใกล้ตัว

ปัญหาเข่าด้าน ข้อศอกด้านเป็นปัญหากวนใจสำหรับสาวๆ เพราะไม่ว่าจะใส่กางเกงขาสั้นหรือเสื้อแสนกุด ก็ทำเอาเสียความมั่นใจได้ง่ายๆ จากรอยดำๆ เหล่านี้ หลายคนพยายามหาวิธีแก้เข่าหรือศอกด้าน ทั้งหาครีมบำรุงสารพัด หรือขัดผิวบ่อยๆ รวมทั้งอาจต้องทำสปาผิวราคาแพง แต่ความจริงแล้วเพียงแค่มีของใช้ใกล้ตัวเหล่านี้ก็สามารถลดอาการเหล่านี้ได้ง่ายๆ   1.มะขาวเปียก   วัสดุหาง่ายจากธรรมชาติ ราคาไม่แพง และหลายๆ บ้านมักมีติดครัวไว้ มะขามเปียกมีคุณสมบัติที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่า เพียงแค่นำมะขามเปียกขัดบริเวณหัวเข่าและข้อศอกทิ้งไว้ 10-15 นาที สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ก็จะช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นและลดความแห้งกร้านลงได้   2.น้ำมันมะพร้าว   นอกจากใช้ทาตัวและบำรุงผมแล้ว หากน้ำมะพร้าวมานวดบรเวณที่ด้าน เช่น ข้อศอก หรือหัวเข่าเป็นประจำจะช่วยให้ผิวนุ่มขึ้น เพราะน้ำมันมะพร้าวมีส่วนวิตามินอี ที่ช่วยลดจุดด่างดำ พร้อมประบผิวให้เรียบเนียนขึ้น   3.ดินสอพอง   มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ แก้ผดผื่น และช่วยปรับสภาพผิวให้เนียนขึ้น โดยเฉพาะผิวหนังที่แห้งกร้าน เมื่อพอกด้วยดินสอพอง จะช่วยให้ผิวดีขึ้น แต่อย่าลืมทาครีมบำรุงหลังพอก เพราะดินสอพองจะทำให้ผิวแห้งเล็กน้อย   4.น้ำมันมะกอก   มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว และช่วยรักษาอาการผิวไหม้จากแดด นอกจากนั้นยังหากนวดผิวบริเวณที่ด้าน ด้วยน้ำมันมะกอก ก่อนอาบน้ำ ก็จะช่วยลดความแห้งกร้าน และลดอาการผิวแห้งเสียได้   5.น้ำตาลทราย   ไม่น่าเชื่อว่าน้ำตาลทราบจะสามารถลดความแห้งกร้านและบำรุงผิว เพียงแค่ผสมน้ำตาลทรายกับเบบี้ออยส์ นวดวนเบาๆ บริเณหัวเข้าและข้อศอก น้ำตาลทรายจะช่วยขจัดผิวเสย และเบบี้ออยส์จะช่วยบำรุงผิวให้มีสุขภาพดีขึ้น  

d5846cfa.jpg

อันตรายจากการขาดโพแทสเซียม

โพแทสเซียมเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และเราคงเคยได้ยินบ่อยๆ ว่าในผลไม้ เช่น กล้วยมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งโพแทสเซียมมีหน้าที่ควบคุมสมดุลน้ำในร่างกาย และช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นปกติ ทั้งยังทำหน้าที่ส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หากร่างกายขาดโพแทสเซียมย่อมส่งสัญญานผ่านความผิดปกติของร่างกายให้สามารถรับรู้ จากอาการต่อไปนี้     1.กล้ามเนื้ออ่อนแรง 2.ท้องผูก 3.ชาปลายนิ้วมือ ปลายเท้า 4.หัวใจเต้นผิดจังหวะ     โดยสาเหตุหลักๆ คือ การรับประทานอาหารจำพวกที่มีโพแทสเซียมต่ำ เช่น ข้าว ถั่วงอก หรือหน่อไม้ ผลข้างเคียงจากการใช้ยาปฏิชีวนะ การออกกำลังกายหักโหมเกินไป และคนที่เสียเหงื่อมากจากการทำงานหรือเล่นกีฬา ภาวะขาดโพแทสเซียมจึงกล่าวได้ง่ายๆ ก็คือ อาการที่เกิดจาก ร่างกายขาดโพแทสเซียม และอาการที่ร่างกายขับโพสแทสเซียมออกมามากจนเกินไป   ซึ่งการรักษาอาการโพสแทสต่ำ ทำได้โดยการรับโพแทสเซียมเข้าสู้ร่างกาย หลังจากได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ การป้องกันโรคโพสแทสซียมต่ำที่ดีที่สุดคือการรักษาสุขภาพ และทานอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว กล้วย ลูกพีช มันฝรั่ง มะเขือเทศ ผักใบเขียว และแคนตาลูป เป็นต้น   สิ่งสำคัญในการรับโพแทสเซียมเข้าสู่ร่างกาย ต้องทราบว่าหากร่างกายได้รับโพแทสเซียมมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้ และถ้าหากร่างกายขาดโพสแทสเซียม ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน   Source : menshealth

6f6dfddd.jpg

ทำไมการฉีดลดริ้วรอยถึงเป็นที่นิยม?

เรื่องความสวยความงามเป็นที่นิยมมาตั้งแต่ในอดีต ในแต่ละยุคสมัยก็มีความงามแตกต่างกันออกไป และค่านิยมของความงามก็ไม่ได้มีแต่ในผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายก็มีความนิยมที่ต่างกันออกไป และนอกจากความงามแล้ว การมีใบหน้าสวยใสไร้ริ้วรอย ไม่หย่อนคล้อยตามกาลเวลา ก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนฝันหา   ในปัจจุบันมีวิทยาการทางการแพทย์มากมาย ที่สามารถทำให้ผู้คนมีความงามอย่างที่ตัวเองต้องการ ทั้งศัลยกรรมทางการแพทย์หรือแม้แต่สกินแคร์ต่างๆ ที่ช่วยคงความอ่อนเยาว์ของผิวหน้าและผิวกาย คนเราจึงต้องแสดงหาความสวยสมบูรณ์และยื้อเวลาเพื่อคงความอ่อนเยาว์ของตนเองไว้   ความนิยมในเรื่องของการลดริ้วรอยมีมายาวนาน ทั้งคลินิคศัลยกรรม หรือคลินิคสกินแคร์ต่างๆ ย่อมเป็นที่ดึงดูดของลูกค้าที่มีเป้าหมายนี้ อีกทั้งอัตราส่วนทองคำ ที่หมายถึงความสมบูรณ์ของใบหน้าที่สาวๆ หลายคนต่างพูดถึง การมีริ้วรอยและใบหน้าหย่อนคล้อยย่อมไม่เป็นที่ต้องการของคนรักสวยรักงาม โดยวิธีลดริ้วรอยที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน คือ การฉีดสารลดความหย่อนคล้อย หรือโบท็อกซ์ที่เราได้ยินสรรพคุณเกี่ยวกับการลดริ้วรอยอยู่เป็นประจำ   โบท็อกซ์ได้รับความนิยมมากมาย และผู้คนมักเลือกฉีดลดริ้วรอยมากกว่าการผ่าตัดเพื่อกระชับใบหน้า เพราะไม่มีรอยแผลใหญ่ ที่เสี่ยงกับการติดเชื้อ รวมถึงวิธีการฉีด ไม่ส่งผลต่อการบวมของใบหน้ามากนัก เมื่อทำเสร็จก็สามารถทำงานได้ปกติโดยไม่ต้องพักฟื้น ในประเทศไทย โบท็อกซ์เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ไม่เพียงแต่ผู้หญิงที่ใบหน้ามีริ้วรอยเท่านั้น แต่สาวๆ ที่อายุยังไม่มาก ยังนิยมฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดขนาดของใบหน้า ทำให้ใบหน้าเรียวเล็ก และกระชับ ซึ่งผลที่ได้อาจไม่ได้ทำให้ใบหน้าเปลี่ยนรูป แต่การทำงานของโบท็อกซ์ คือ การทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนหยุดทำงาน จึงส่งผลให้ใบหน้าตึง และมัดกล้ามเนื้อแก้มตรงที่ถูกฉีดไม่ทำงาน (เป็นอัมพาต) เลยส่งผลให้ใบหน้าในส่วนนั้นตึงขึ้น ใบหน้าจึงดูกระชับ   แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว การฉีกสารโบท็อกซ์ หรือการฉีดลดริ้วรอยนี้ ไม่ได้เป็นการศัลยกรรมอย่างถาวร ดังนั้นในเวลาเพียงไม่นาน ใบหน้าจะเข้าสู่ปกติ การฉีดโบท็อกซ์จึงต้องฉีดซ้ำต่อไปเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 6-12 เดือน แน่นอนว่าการทำหัตถกรรมแบบนี้บ่อยๆ จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อย แต่เพื่อความสวยความงามแล้วหลายๆ คนยอมสามารถจ่ายได้เสมอ เพราะความดูดีเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นใจ และที่ผู้คนส่วนหนึ่งต้องการคงความอ่อนเยาว์ไว้ เพราะในการทำงานที่ต้องพบปะผู้คน ความประทับใจแรกจึงเป็นสิ่งสำคัญ   นอกจากการฉีดสารลดริ้วรอยแล้ว การฉีดสารเติมเต็มเพื่อปรับรูปหน้า ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ในต่างประเทศ แถบยุโรปและอเมริกา นิยมฉีดสารเติมปากอวบอิ่มและโหนกแก้ม ส่วนในแถบเอเชียจะเน้นการเติมสารในส่วนที่ทำให้ใบหน้าดูน่ารักจิ้มลิ้ม เช่น เติมหน้าผาก หรือร่องแก้มมากกว่า   อ่านบทความ “โบท็อกซ์” เพิ่มเติมได้ที่ : healthexpothailand Source : allure

4496f43a.jpg

Botox (โบท็อกซ์) คืออะไรและช่วยในเรื่องอะไร

Botox (โบท็อกซ์)  คืออะไรและช่วยในเรื่องอะไร ในยุคปัจจุบันนี้ เราจะได้ยินคำว่า  Botox  (โบท็อกซ์)  และเราอาจจะสงสัยว่า โบท็อกซ์  นั้นคืออะไรซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกัน กับโบท็อกซ์     "โบท็อกซ์" (Botox)แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ชื่อทางการค้า (trade name) ที่เราเรียกกันจนชินปาก ที่จริงโบท็อกซ์ ผลิตโดยบริษัทยายักษ์ใหญ่ของอเมริกา Allergan  เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างจากแบคทีเรีย ชื่อ คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum) ที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษแก่มนุษย์ หากได้รับในปริมาณมากๆ เช่น จากอาหารกระป๋องที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อตัวนี้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จากการที่กล้ามเนื้อกระบังลมไม่ทำงาน  ผู้ป่วยจึงหยุดหายใจ    สารโบทูลินั่มท็อกซิน ออกฤทธิ์ได้ อย่างไร?          โบทูลินั่ม ท็อกซิน ออกฤทธิ์โดยการไปจับกับส่วนปลายของเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ประสาท ไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทได้ กล้ามเนื้อจึงคลายตัว หรือ อีกนัยหนึ่งก็คือ เกิดการอัมพาตของกล้ามเนื้อเล็ก โดยจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 2-3 วัน และเห็นผลสูงสุดในเวลาประมาณ 7– 14 วัน     แพทย์สามารถนำเอา "สารพิษ" นี้มาใช้ได้หรือไม่ ?          หากฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อในปริมาณน้อยๆ โบทูลินั่ม ท็อกซินจะทำให้กล้ามเนื้อ "คลายตัว" ดังนั้นในยุคแรกๆ จักษุแพทย์จึงนำโบทูลินั่ม ท็อกซิน มาฉีดรักษาโรคตาเหล่  ตาเข และโดยบังเอิญจากการฉีดรักษาในบริเวณรอบดวงตานี้เอง ก็ทำให้แพทย์พบว่าริ้วรอยบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากหว่างคิ้วและรอบดวงตาดีขึ้นด้วย ในยุคต่อมาจึงมีการฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน เพื่อประโยชน์ในด้านความสวยงามตามมาอย่างแพร่หลาย และมีเทคนิควิธีการที่ต่างๆ กันออกไป มีการนำมาฉีดเพื่อทำให้หน้าเรียวลง  ยกกระชับผิวหนัง ลดเหงื่อบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ ตลอดจนรักษาอาการปวดศีรษะ ปวดเกร็งต้นคอ และอีกหลายกรณี ในประเทศสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวมีการฉีดกันเป็น ล้านๆครั้ง ต่อปี    การฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน อยู่นานเท่าใด?          โดยทั่วไปผลของการฉีดจะอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นกับว่าฉีดรักษาอาการอะไร ฉีดบริเวณใด  ฉีดเป็นครั้งแรกหรือเป็นการฉีดซ้ำ  ผู้รับการรักษาอายุเท่าใด ซึ่งการที่ผลการรักษาอยู่ไม่ถาวรนั้น ที่จริงอาจนับได้ว่าเป็นข้อดี เพราะหากผลที่ได้รับไม่เป็นที่น่าพอใจ ในที่สุดก็จะค่อยๆ หายไปเองได้          การฉีดโบท็อกซ์นั้นเหมาะกับผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป เพราะรูปหน้าคงที่แล้ว หากแต่ไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวยุคใหม่ ที่ต้องการปรับแต่งรูปหน้าให้สวยเนี้ยบยิ่งกว่า ต้องการปรับเล็กๆ น้อยๆเพื่อแก้โหงวเฮ้ง หรือเสริมบุคลิกภาพเพื่อสังคม ผู้มีอายุต่ำกว่านั้นก็สามารถทำได้ ไม่ต้องรอให้วัยล่วงเลย   ใครที่ไม่ควรฉีด BOTOX ?         1. ผู้ป่วยโรคระบบกล้ามเนื้อ         2. ผู้ที่มีประวัติแพ้ Albumin         3. ผู้ที่มีประวัติแพ้ Botulinum Toxin         4. หญิงมีครรภ์อยู่ระหว่างให้นมบุตร   การเตรียมตัวก่อนการฉีด BOTOX        1. ห้ามรับประทานยาลดการอักเสบ หรือแอสไพริน ก่อนการฉีดยา 1 อาทิตย์        2. ควรหยุดรับประทานวิตามิน โดยเฉพาะ วิตามินอี น้ำมันปลา ใบแปะก๊วย  และสมุนไพรร้อน เช่น โสม ก่อนการรักษาประมาณ 2-3 วัน   การดูแลหลังรับบริการ  BOTOX         1. ห้ามนอนราบ 3 ชม. หลังทำ เนื่องจากตัวยาอาจกระจายออกนอกตำแหน่งที่ฉีดทำให้ไม่ได้ประสิทธิภาพที่ต้องการ         2. ห้ามนวดบริเวณที่ฉีด เพราะทำให้ยากระจายตัวไปที่กล้ามเนื้อรอบดวงตาได้         3. ขยับกล้ามเนื้อที่ฉีด ทุก 15 นาที ในชั่วโมงแรกหลังฉีด เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ดีขึ้น         4. หากมีรอยช้ำหลังฉีด ประคบเย็นที่บ้านต่อ ไม่ให้นวด หรือประคบอุ่น และงดทานยาจำพวก  แอสไพริน วิตามินอี  สมุนไพรร้อน เช่น แปะก๊วย โสม 2-3 วัน เพื่อลดรอยช้ำหลังฉีด (หากมี)         5. ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 2 อาทิตย์แรกมีผลทำให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ไม่ดี หรืออาจแย่ไปกว่านั้น อีกก็คือ ทำให้เกิดริ้วรอยแผลบริเวณตำแหน่งที่ฉีดโบท็อกซ์         6. ช่วงเดือนแรกงดเว้นการนวดหน้าแรงๆ หรือ การทำ treatment ร้อน เช่น RF, การซาวน่า         7. สำหรับผู้ที่ฉีดหน้าเรียว ควรงดเว้นการเคี้ยวหมากฝรั่ง เนื่องจากจะทำให้การฉีดไม่ได้ผล   ข้อควรระวัง      ไม่ควรทำการฉีดสาร Botulinum Toxin กับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ เนื่องจากแพทย์จะทำการเรียนเรื่องกล้ามเนื้อแต่ละมัดบนใบหน้าของเรา ทำให้เวลาฉีดแพทย์แต่ละท่านจะสามารถฉีดในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด   ที่มา :http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:E6tMZeL1jI0J:hilight.kapook.com/view/33774+&cd=1&hl=en&ct=clnk&gl=th        :www.pinterest.com  

19a752cf2fdb9.jpg

ฉีดสเต็มเซลล์ ไม่ช่วยชะลอวัยแถมยังเสี่ยงมะเร็ง

ในปัจจุบันผู้คนต่างตื่นตัวในเรื่องสุขภาพ โดยนักวิจัยจากหลายๆแห่งได้พยายามศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์เพื่อมาใช้ในการรักษาโรค แต่การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ยังมีข้อจำกัดอยู่มากมาย และในการรักษานั้นต้องใช้เซลล์จากไขกระดูกของผู้ป่วยหรือไขกระดูกของพี่น้องผู้ป่วย เพื่อนำมารักษาโรคทางระบบโลหิตวิทยาบางโรคเท่านั้น ยังไม่มีผลการศึกษาที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าสามารถนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาในเรื่องของการชะลอวัย   มารู้จักกับสเต็มเซลล์ สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด คือ เป็นเซลล์อ่อนที่ไม่มีหน้าที่ของเซลล์ที่เฉพาะเจาะจง สามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ และ พร้อมจะเจริญเติบโต เปลี่ยนแปลงเพื่อไปทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งที่เฉพาะเจาะจงได้ หรือกลายเป็นเซลล์ของเนื้อเยื่อชนิดต่างๆในร่างกายได้   สเต็มเซลล์ (Stem Cell) พบได้จากตัวอ่อนระยะ blastocyst และในเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย เช่น เลือด ฟันน้ำนม ผิวหนัง สายสะดือ ไขกระดูก โดยสเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด จากไขกระดูกในผู้ใหญ่นั้นมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ในระบบเลือด รวมถึงเซลล์ที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอีกด้วย ดังนั้นไขกระดูกจึงมีความสำคัญมากในทางการแพทย์   โดยปกติเซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายของมนุษย์จะทำหน้าที่จำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่ย้อนกลับมาเป็น สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด อีก ตัวอย่างของเซลล์ที่พัฒนาไปจนสุดทางจนเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง เช่น เซลล์สมอง เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์เหล่านี้เมื่อตายไปแล้ว จะไม่มีเซลล์ใหม่มาทดแทนได้อีก   ปัจจุบันได้มีนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยมากมายที่สนใจในการนำสเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิดมาใช้ในการรักษาโรค ซึ่งในทางการแพทย์ยังไม่มีการกำหนดแนวทางการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ไว้ในแนวทางเวชปฏิบัติของแพทย์สำหรับรักษาโรคต่าง ๆ ยกเว้นโรคทางโลหิตวิทยา 5 โรค ได้แก่ -โรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาว  -โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง -โรคไขกระดูกฝ่อ -โรคมะเร็ง multiple myeloma -โรคโลหิตจางพันธุกรรมธาลัสซีเมีย   และการนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาอย่างไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดโทษต่อผู้ป่วยที่ได้รับสเต็มเซลล์ อาจเกิดอาการแพ้ เกิดการอุดตันของหลอดเลือด มีการปนเปื้อนของสารเคมี สารโปรตีนแปลกปลอม เชื้อโรค หรือเซลล์แปลกปลอมในระหว่างกระบวนการเตรียมสเต็มเซลล์ที่ไม่ถูกวิธี เคยมีรายงานการใช้สเต็มเซลล์อย่างไม่ถูกต้องในผู้ป่วยทั้งคนไทยและต่างประเทศ ทำให้ผู้ป่วยเกิดเป็นโรคมะเร็งชนิดร้ายแรงหลังจากเข้ารับการรักษา ซึ่งในปัจจุบันมีสถานให้บริการชะลอวัยด้วยสเต็มเซลล์หลายแห่งในต่างประเทศ ที่ไม่ได้มีการรับรองจากทางการแพทย์ว่ารักษาได้จริงดังนั้น ผู้ใช้บริการควรศึกษาข้อมูลต่างๆให้ดี และไม่ควรเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่ยังไม่มีงานวิจัยรองรับ   Source : thaibiotech.info                wongkarnpat.com

a277764f2c84fb.jpg

7 วิธีง่ายๆ หลีกเลี่ยงอันตรายจากฟ้าผ่า

ในช่วงฤดูฝนนอกจากต้องระวังโรคที่มากับน้ำท่วมขังแล้ว อันตรายที่ควรต้องระวังอีกอย่างหนึ่งคือ ปรากฏการณ์ฟ้าผ่า เนื่องจากหลายพื้นที่เป็นจุดเสี่ยงของการเกิดฟ้าผ่า ไม่ว่าจะเป็น ดาดฟ้า ถนน ต้นไม้ หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นสายล่อฟ้า ซึ่งฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้แบบไม่คาดคิด และยังก่อให้เกิดอันตายแก่ชีวิตและทรัพย์สินได้ จึงควรระมัดระวังและป้องกันอันตราย ดังวิธีต่อไปนี้   1.เมื่ออยู่ในที่โล่ง ในทุ่งราบ หรือบริเวณป่าเขา เมื่อมีฝนตกฟ้าคะนอง ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ข้อห้าม คือ ไม่ควรอยู่ในที่ต่ำ เพราะอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ ดังนั้นเมื่ออยู่ในบริเวณดังกล่าว  ควรคุกเข่าและโน้มตัวไปข้างหน้าแต่ไม่ควรนอนราบกับพื้น เนื่องจากพื้นเปียกเป็นสื่อไฟฟ้า และม่ควรอยู่ในที่โดดเดี่ยว หรืออยู่สูงกว่าสภาพสิ่งแวดล้อม   2.ไม่ควรอยู่ใกล้กับวัตถุที่เป็นตัวนำสื่อไฟฟ้าทุกชนิด เช่น ลวด โลหะ ท่อน้ำ แนวรั้วบ้าน รถแทรกเตอร์ จักรยานยนต์ เครื่องมืออุปกรณ์ทำสวนทุกชนิด รางรถไฟ ต้นไม้สูง ต้นไม้โดดเดี่ยวในที่แจ้ง   3.ไม่ควรใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์ วิทยุ ฯ และควรงดใช้โทรศัพท์มือถือ   4.ไม่ควรใส่เครื่องประดับโลหะ เช่น ทองเหลือง ทองแดง ฯลฯ ในที่แจ้ง หรือถือวัตถุโลหะ เช่น ร่ม ฯลฯ ในขณะเกิดปรากฏพายุฝนฟ้าคะนอง   5.หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ เพราะเป็นตัวนำไฟฟ้า และเสี่ยงที่จะถูกไฟดูดได้   6.หลีกเลี่ยงการหลบในเขตที่สิ่งปลูกสร้างไม่แข็งแรง เพราะในช่วงฝนฟ้าคะนองร่วมถึงฟ้าผ่า เช่น ป้ายโฆษณา   7.ตรวจสอบข้อมูลพยาการณ์อากาศ เพื่อรับข่าวสารเกี่ยวกับฝนฟ้าอากาศ หากไม่มีความจำเป็นก็ไม่ควรออกจากบ้านในขณะที่ฝนตกคะนอง   ทั้งนี้ฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นภายใต้ก้อนเมฆฝนฟ้าคะนอง ซึ่งเกิดขึ้นจากอิเล็กตรอนจำนวนมาก เคลื่อนที่กันไปมาระหว่างเมฆกับเมฆ หรือเมฆกับพื้นโลก มีพลังงานสูงมากๆ จนอาจก่อให้เกิดอันตราย หรือทำลายสิ่งที่กีดขวาง เช่น คน สัตว์ สิ่งของ ต้นไม้ บ้านเรือน ซึ่งการเกิดฟ้าผ่าเป็นเรื่องที่ไมาสามารถบังคับได้ สิ่งสำคัญคือการหลีกเลี่ยงอันตรายที่เกิดจากฟ้าผ่าดัง 7 วิธี ตามที่กล่าวมานี้   ข้อมูลจาก : thaihealth

440adef8d599b6e.jpg

ถั่วเหลืองดีต่อวัยทอง

วัยทองหรือที่เข้าใจง่ายๆ ว่าเป็นวัยหมดประจำเดือนของผู้หญิง เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และอารมณ์อย่างมาก เพราะร่างกายจะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง เช่น อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากในตอนกลางคืน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ นอนไม่หลับ และยังเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ และโรคกระดูกพรุน การรักษาสุขภาพของผู้ที่อยู่ในวัยทองจึงเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงการทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะถั่วเหลื่องที่ดีต่อคนวัยนี้   ถั่วเหลืองจัดเป็นแหล่งของสารไอโซฟลาโวนส์ตามธรรมชาติ ซึ่งมีโครงสร้างและคุณสมบัติคล้ายคลึงกันกับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ร่างกายสร้างขึ้น ถึงแม้จะมีฤทธิ์ไม่แรงเท่าฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้น แต่ก็สามารถเข้ามาทดแทนฮอร์โมนในส่วนที่ขาดไปได้ ซึ่งอาการของวัยทองพบได้น้อยมากในผู้หญิงญี่ปุ่นเพราะมีนิสัยชอบรับประทานอาหารจากถั่วเหลืองเป็นประจำ    จากการวิจัยเบื้องต้นพบว่า อาหารที่มีโปรตีนถั่วเหลืองซึ่งเป็นแหล่งของไอโซฟลาโวนส์ตามธรรมชาติสูงนั้น มีประโยชน์ต่อผู้หญิงหลายประการ เช่น ช่วยลดการสูญเสียมวลกระดูก และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ยิ่งไปกว่านั้น การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนถั่วเหลืองยังอาจช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ ซึ่งผู้หญิงวัยทองส่วนใหญ่มักจะต้องประสบได้อีกด้วย   ข้อมูลจาก : thaihealth

4bccaff177df.jpg

เห็ดพิษ ทานผิดอาจถึงตาย

เห็ดเป็นอาหารสุขภาพ และได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อน ที่มีความเหมาะสมต่อการขยายพันธุ์ของเห็ด จะเห็นได้ว่าในประเทศไทยมีเห็ดมากมายหลายชนิดให้เลือกทาน แต่นอกจากประโยชน์แล้ว เห็ดบางชนิดยังมีพิษแอบแฝง หากทานแบบไม่ระวังอาจอันตายถึงชีวิตได้   ปัญหาจากกการทานเห็ดที่มีพิษเกิดจาก ผู้ที่ทานไม่รู้จักเห็นชนิดนั้น เพราะเห็ดที่เกิดทั่วไปในประเทศไทยมีหลากหลายชนิด และในเห็ดพิษอาจมีสารชีวพิษอยู่หลายชนิด ตามพื้นที่ที่เห็ดงอก โดยเห็ดพิษในไทยที่มีพิษร้ายแรงที่สุด หากทานเข้าไปแล้วอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ที่พบได้บ่อย คือ เห็ดระโงกหิน เห็ดระงากหรือเห็ดสะงาก และเห็ดไข่ตายซาก   ซึ่งผู้ที่ทานเห็ดพิษเข้าไป จะมีอาการดังนี้ อาการแรก คือ รู้สึกคลื่นไส้ และอาเจียน ส่วนอาการรองลงมา คือ  ถ่ายเหลว ปวดท้อง มักจะเกิดขึ้นหลังกินแล้วประมาณ 20 นาที-24 ชั่วโมง ในรายที่อาการรุนแรง จะเสียชีวิตได้ภายใน 1-8 วัน เพราะภาวะตับวาย-ไตวาย   วิธีช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้น คือ ต้องทำให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมาให้หมด โดยการล้วงคอหรือกรอก "ไข่ขาว" เพื่อลดการดูดซึมพิษเข้าร่างกาย จากนั้นรีบนำส่งโรงพยาบาล หรือ สถานีอนามัยใกล้บ้านทันที   ทั้งมี เห็ดพิษ และเห็ดที่ทานได้นั้น ในบางชนิดมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก วิธีสังเกตเบื้องต้น เห็ดพิษส่วนใหญ่จะงอกงามในป่า มีลักษณะก้านสูง ลำต้นโป่งพองออก สีผิวของหมวกเห็ดมีหลายสี เช่น สีมะนาวถึงสีส้ม สีขาวถึงสีเหลือง โดยที่ผิวของหมวกเห็ดจะมีเยื่อหุ้มดอกเห็ดเหลืออยู่ในลักษณะที่ดึงออกได้ หรือเป็นสะเก็ดติดอยู่ ครีบเห็ดแยกออกจากกันชัดเจน มักมีสีขาว บางชนิดสีแดงหรือสีเขียวอมเหลือง สปอร์ใหญ่มีสีขาวหรือสีอ่อน มีลักษณะใส ๆ รูปไข่กว้าง เห็ดพิษแม้จะปรุงสุกแล้ว พิษจะยังอยู่ เนื่องจากความร้อนทำลายไม่ได้ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย จึงไม่ควรบริโภคเห็ดที่ไม่รู้จัก   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมควบคุมโรค 1422   ข้อมูลจาก : thaihealth

b6e9db47bff94ed.jpg

รู้ทันภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

คุณแม่หลังคลอดต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งเรื่องรูปร่างและฮอร์โมน โดยอาการนี้ พบได้ถึง 1 ใน 6 ของของคุณแม่หลังคลอด และประมาณ 10-15 % สามารถพบอาการนี้ตั้งแต่ช่วง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์   อาการซึมเศร้าหลังคลอด สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่หลายท่าน ซึ่งสามารถสังเกตุอาการได้ง่ายๆ มีอารมณ์แปรปรวนหรือมักหงุดหงิดได้ง่าย รู้สึกเศร้า วิตกกังวล เบื่ออาหาร เหนื่อยล้า หรือมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของลูกน้อยมากเกินไป มีอาการนอนไม่หลับ มีความกังวลเกี่ยวกับการดูแลลูกน้อย   โดยโรคนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่าเร่งด่วน เนื่องจากอาการของโรคจะหายไปได้ในไม่ช้า เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นาน จะทำให้อาการของโรคซับซ้อนและรักษายากขึ้น ในผู้ป่วยแต่ละคนจะมีอาการซึมเศร้าแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ระดับความรุนแรงน้อย ไปถึงความรุนแรงมากที่อาจทำให้มีอาการอยากทำร้ายลูกตัวเองเกิดขึ้น สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนี้ คือ ระดับฮอร์โมนที่ลดลงอย่างรวดเร็วหลังคลอด จนไม่สามารถตรวจพบในกระแสเลือด แต่ก็ยังไม่ใช่สาเหตุที่แน่ชัด คาดว่าสาเหตุหลักๆ น่าจะเกิดจากการสั่งการของสมองและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย   แต่ในบางกรณีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด อาจเกิดจากปัญหาและสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่คุณแม่อาจรับมือไม่ไหวก็เป็นได้ เช่น มีประวัติเคยเป็นโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวล หรือเคยมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น เคยถูกกระทำทารุณ หย่าร้าง หรือการเสียชีวิต รวมถึงการมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์หรือในระหว่างการคลอด เช่น ลูกคลอดก่อนกำหนดและไม่แข็งแรง ครอบครัวมีปัญหาทางด้านการเงินจนทำให้เกิดความเครียด ไม่สามารถให้นมบุตรได้ หรือน้ำนมไม่ไหล ลูกเลี้ยงยากหรือมักงอแงโดยไม่มีเหตุผล หรือไม่มีคนช่วยดูแลลูก   การรักษาโรคซึมเศร้าหลังคลอดนั้น สามารถรักษาได้ด้วยการพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษาด้วยการใช้ยา ละได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ เนื่องจากการเลี้ยงดูลูกน้อยนั้น จะทำให้เวลาที่จะได้พักผ่อนลดลง รวมถึงคนเป็นแม่ควรได้รับการดูแลจากครอบครัวอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่มีความสบายใจส่งผลให้ภาวะเครียดและซึมเศร้าดีขึ้น   ข้อมูลจาก : medthai

latest update product

ThanyapuraPhuket

บริษัท:PhuketInternationalSportsClubLtd.(HeadOffice) ยี่ห้อ/ชื่อสินค้า:ธัญญปุระภูเก็ต ประเภทสินค้า:แพ็คเกจสุขภาพ บูธหมายเลข:A101 EscapetoAsia’sleadingsports,healthandwellnessresortandtraininparadise.ThanyapuraislocatedonthetropicalislandofPhuketandisbasedonfitness,healthandyourwell-beingwithworldclassfacilities.JustfifteenminutesawayfromthePhuketInternationalAirport,Thanyapurapresentsauniqueandinspiringdestinationforindividualsandgroups,fromprofessionalstoamateursportsenthusiastsorsimplyforthoselookingforabalancedapproachtotheirlifestyle   Theresortcomprisesof115rooms,77roomsinthePoolWingand38roomsintheGardenWing,surroundedbythebeautifulKhaoPhraTaewNationalPark.ThePoolWingoffersa25mrecreationalpool,apoolbaranda24hourreception.TheDivineRestaurantservesfresh,organicandcarefullyselectedproductsforbreakfast,lunchanddinner.Foranydietplanordetoxyouarefollowing,ourChefscanofferyoualkalineandnourishingdishestoenhanceyourjourneytohealthatDiLiteRestaurant.AttheBoosterDeliandBar,snacks,coffeeandpastriesareservedoverlookingthe50mpoolandtheNationalPark.TheLoungeSportsBaropensitsdoorseveryeveningandinviteseveryonetocometogetherinarelaxedandfunatmosphere.   ThanyapuraHealthandWellnessCentrefeaturesdetox,weight-loss,preventativemedicine,anti-aging,meditationandyogaprogramstopromoteoverallwell-beingforthebody,mindandsoul.Onabasiclevel,thecentreofferstailoredprogramstosuityourneedsandincludesone-to-oneconsultants,assessments,analysisandrejuvenatingtherapies.Theexperiencedanddedicatedspecialistspresentadvancedtechniquesandpracticalwaystohelpguestsfeelamazinginsideout.Combiningmodernmedicineandthelatestholisticmedicine,theThanyapurawayseekstogivethebodyacompleteanalysisandprovidestherootcauseofhealthissues.

Suggest

บทความแนะนำ

ไข้หวัดใหญ่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน

ในสังคมเมืองที่ผู้คนทำงานในอาคารใช้ระบบหมุนเวียนอากาศร่วมกันรวมทั้งการเดินทางโดยอาศัยระบบการขนส่งมวลชนที่ผู้คนแออัดไปจนถึงการเดินทางระหว่างประเทศที่ทำได้รวดเร็วขึ้นเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยทำให้ไข้หวัดใหญ่ระบาดได้อย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง นพ.ไพฑูรย์บุญมาอายุรแพทย์ศูนย์อายุรกรรมทั่วไปโรงพยาบาลกรุงเทพให้ข้อมูลเรื่องโรคไข้หวัดใหญ่โดยชี้ให้เห็นว่าเนื่องจากไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจจึงติดต่อกันได้ง่าย “ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส(InfluenzaVirus)ซึ่งทำให้เกิดโรคกับระบบทางเดินหายใจแต่มีความรุนแรงมากกว่าไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆโดยอาการบ่งชี้ที่เกิดกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่คือไข้ปวดศีรษะปวดเมื่อยตัวเหนื่อยไอแห้งๆเจ็บคอมีน้ำมูกและในเด็กอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนท้องเสียได้จะมีโอกาสในการเกิดโรคได้ตลอดปีแต่ระยะเวลาที่จะมีการระบาดมากในฤดูฝนและไวรัสไข้หวัดใหญ่จะติดต่อผ่านเสมหะของผู้ป่วยโดยการไอหรือจามแล้วเข้าสู่ปากและจมูกของผู้ใกล้ชิดส่วนน้อยเกิดจากการสัมผัสกับเสมหะของผู้ป่วยที่ติดกับสิ่งของเครื่องใช้แล้วมือที่สัมผัสเชื้อมาสัมผัสที่ปากหรือจมูก” โดยไข้หวัดใหญ่จะทวีความรุนแรงจนถึงขั้นเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ในกลุ่มเสี่ยงคือผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่นโรคปอด,โรคหัวใจ,โรคเบาหวาน,หญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีความต้านทานร่างกายไม่แข็งแรงดังนั้นนพ.ไพฑูรย์จึงแนะนำให้ประชาชนในกลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เพราะหลังเกิดอาการของไข้หวัดใหญ่ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวจะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนเช่นปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียภาวะขาดน้ำและทำให้โรคประจำตัวที่เป็นอยู่แย่ลงเช่นภาวะหัวใจวายหอบหืดเบาหวานซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีโอกาสเสียชีวิตได้ซึ่งโดยปกติแล้วควรฉีดวัคซีนก่อนช่วงที่จะมีการระบาดของโรคในประเทศไทยควรฉีดระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายนของทุกปีโดยร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคหลังการฉีดวัคซีน2สัปดาห์จำเป็นต้องฉีดวัคซีนทุกปีเนื่องจากเชื้อไข้หวัดมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ที่ระบาดและวัคซีนจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคไวรัสไข้หวัดใหญ่เฉพาะสายพันธุ์ที่ฉีดได้ประมาณ1ปีและการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่จะเปลี่ยนสายพันธ์ได้บ่อยวัคซีนที่ผลิตแต่ละปีจะเป็นวัคซีนเฉพาะสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในปีนั้นเท่านั้น ดังนั้นจึงควรฉีดวัคซีนปีละครั้งเพราะเป็นการป้องกันโรคที่ดีที่สุดนอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยและเสมหะของผู้ป่วยล้างมือบ่อยๆหลีกเลี่ยงการสัมผัสจมูกตาปากของตัวเองหลังจากสัมผัสกับผู้ป่วยเมื่อมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ควรอยู่ห่างผู้อื่นและปิดปากจมูกเวลาไอหรือจาม และในฤดูฝนปีนี้กระทรวงสาธารณสุขได้รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลจำนวน3.5ล้านโด๊สให้กลุ่มเสี่ยงได้แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข4แสนโด๊สและประชาชนกลุ่มเสี่ยง3.1ล้านโดสประกอบด้วย 1.หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์4เดือนขึ้นไป 2.เด็กอายุ6เดือนถึง2ปี 3.ผู้มีโรคเรื้อรังคือปอดอุดกั้นเรื้อรังหอบหืดหัวใจหลอดเลือดสมองไตวายผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัดและเบาหวาน 4.บุคคลที่มีอายุ65ปีขึ้นไป 5.ผู้มีน้ำหนักตัวมากกว่า100กิโลกรัม 6.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 7.ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย 8.ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรวมผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีอาการ ทั้งนี้จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่1มิ.ย-31ส.ค.นี้โดยประชาชนในกลุ่มเสี่ยงที่กล่าวมานี้สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ที่สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้านฟรี สำหรับการเตรียมตัวฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่นั้นก่อนฉีดวัคซีนควรพักผ่อนให้เพียงพอไม่ป่วยหรือเป็นไข้ก่อนรับการฉีดวัคซีนนอกจากนี้ผู้ที่ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้แก่เด็กอายุน้อยกว่า6เดือนผู้ที่มีประวัติแพ้ไข่ไก่อย่างรุนแรงหรือมีประวัติเคยแพ้วัคซีนไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรงโดยทั่วไปอาการข้างเคียงพบได้น้อยส่วนใหญ่เป็นอาการเฉพาะที่เช่นบวมแดงตรงบริเวณที่ฉีดวัคซีนปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือมีไข้ต่ำๆอาการที่เกิดขึ้นมักหายได้เองภายใน1-3วัน สำหรับการดูแลรักษาอาการข้างเคียงหากปวดบวมบริเวณที่ฉีดให้ประคบด้วยผ้าเย็นหรือถ้ามีไข้ก็ให้รับประทานยาลดไข้เช่นพาราเซตามอลในขนาดที่เหมาะสมแต่ถ้ามีอาการรุนแรงหรือเป็นมากควรปรึกษาแพทย์ทันทีและแจ้งอาการให้ทราบโดยละเอียดหรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรคโทร1422หรือสำนักโรคติดต่อทั่วไปโทร02-590-3183ได้ในวันเวลาราชการ Source: news.thaipbs.or.th และ thaipr.net/health/782090    

สถานเสริมความงามแนะนำ

รวมสุดยอดสปาไทย

10อันดับสปาไทยที่ทั้งไทยและเทศชอบมากที่สุด   หลายๆคนอาจใช้เวลาในช่วงวันหลุดหรือเวลาที่ว่างเข้าไปผ่อนคลายที่สปาไม่ว่าจะเป็นการนวดเท้านวดตัวนวดอโรมานวดหน้านวดแผนไทยเพื่อที่จะผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการทำงานหนักหรือจากการเรียนและไม่ใช้แค่คนไทยเท่านั้นที่หันมาเข้าสปาในประเทศไทยเพราะว่าต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยนั้นล้วนมาเพื่อทำสปาเพราะว่าราคาที่ถูกกว่าประเทศของเค้ามากธุรกิจสปาในประเทศไทยเติมโตขึ้นมาเรื่อยๆนับจากอดีตที่น้อยคนนักจะมีโอกาศไปเข้าสปาเพื่อผ่อนคลายอาจจะเป็นเพราะเมื่อก่อนคนไม่นิยมที่จะเข้าสปากันสปาในปัจจุบันนอกจากจะช่วยให้หายเมือยล้าแล้วยังช่วยทำให้หายเครียดอีกด้วยวันนี้เรามาดูอันดับสปาในประเทศไทยกันว่ามีที่ไหนน่าไปบ้าง   PhothalaiLeisurePark โพธาลัยสปาที่เปรียบเสมือนสววรค์ของคนกรุงเพราะว่าเป็นสถานที่ที่ให้บริการครบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการนวดผ่อนคลายโยคะสอนทำอาหารสอนทำดอกไม้เรียนมวยไทยสอนนวดตีกอล์ฟสอนไดร์ฟกอล์ฟและอื่นอีกมากมายก่ายกองที่นี่ถือเป็นสถานที่ที่รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ที่เดียวด้วยความกว้างมากกว่า80ไร่เรียบทางด่วนรามอินทราที่ไปง่ายแสนง่ายทำให้เป็นที่นิยมสำหรับคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าจุดเด่นของที่โพธาลัยคือการนวดสปาแลลครบวงจรเทคนิคการนวดสปาของโพธาลัยได้สืบต่อวิชาการนวดแผนไทยโบราณจากวัดโพธ์ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นตำหรับการนวดของคนไทยเพราะวัดโพธ์เป็นสถานที่ฝึกสอนการนวดแผนไทยที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทยการบริการนวดที่โพธาลัยแบ่งออกเป็น3ประเภทคือBodyTreatment,MassagesและFacialTreatmentสำหรับSignatureของโพธาลัยคือการนวดกดจุดที่มีชื่อเสียงอย่างมากหากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่หลงไหลในการทำสปาและนวดแผนไทยคุณต้องไม่พลาดที่จะไปที่PhothalaiLeisurePark    DivanaVirtueSpaดีวานาสปา MulberrySpaดีวานาสปาเป็นสถานที่ทำสปาที่อยู่บนถถนสาธรการทำสปาของที่นี้จะอยู่ในบ้านไม้ที่มีทรงคลาสสิคและความModernของFurnitureผสมผสานกันอยู่ที่สปาแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นสถานที่สปาระดับเวิลด์คลาสกันเลยทีเดียวเพราะว่าการนวดและเสริมความงามของที่นี่บวกกับความคลาสสิกของบ้านไม้2ชั้นที่อนุรักษ์ไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่6และคงโครงสร้างเดิมไว้ทั้งหมดโครงสร้างของที่สปาแห่งนี้เป็นStyleโคโลเนียลที่ผสมกับ วิกตอเรียนภายในของอาคารเป็นสีขาวเกือบทั้งหมดทำให้ผู้มาใช้บริการรู้สึกถึงความสะอาดของสานที่นอกจากนี้ที่สถานบริการแห่งนี้ยังใช้พันธุ์ไม้โบราณเป็นฉากหลังที่เพิ่มความผ่อนคลายให้กับคุณลูกค้าห้องทำสปาของดีวานามีทั้งหมด9ห้องด้วยกลิ่นอายแบบไทยไม่แตกต่างกันpackageตัวแม่ของสปาที่ดีวานาคือ QueenofTheNightที่ใช้เวลาการทำสปาถึง4ชั่วโมงการทำสปาจะเริ่มจากการนวดเท้าโดยการใช้ถ่านดีท็อกซ์ ตามด้วยแช่ตัวในน้ำอุ่นเพื่อที่จะสลายเซลลูไลต์และสครับผิวด้วยเกสรผึ้งหลังจากนั้นหมักผมด้วยสาหร่ายดีท็อกซ์เพื่อความสวยตั้งแต่หัวจรดเท้า   MulberrySpa หากคุณได้ไปแถวสุขุมวิทแล้วคุณต้องไปที่สปาแห่งนี้เพราะว่าด้วยบรรยากาศร่มรื่นและดึงดูดความสนใจของหนุ่มสาวออฟฟิศการตกแต่งภายในของMulberrySpaนั้นเป็นแบบผสมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออกที่เข้ากันได้อย่างลงตัวเมื่อเดินเข้ามาภายในร้านคุณจะได้สัมผัสถึงความสงบและเงียบทำให้คุณได้ผ่อนคลายการต้อนรับที่สปาที่นี้เป็นการทักทายด้วยมิตรภาพจากพนักงานต้อนรับและWelcomeDrinkสำหรับการนวดที่เป็นซิกเนเจอร์ของที่สปาแห่งนี้คือการนวดแบบกดจุด(BodyMassage)แต่ไม่ใช่การนวดกดจุดแบบธรรมดาทั่วๆไปเพราะว่าการนวดกดจุดที่นี่เป็นการนวดที่ผสมผสานกับการนวดน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ100%นอกจากบริการเรืองสปาแล้วที่สปาแฟห่งนี้ยังมีบริการเสร้มความงามให้กับคุณลูกค้าเช่นทำเล็บทำผมและห้องซาลอนอีกด้วย   TheOasisSpa   โอเอซิสสปาตั้งอยู่บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่สถานที่นวดสปาเป็นแบบสไตล์โคโลเนียลที่มีสีขาวซึ่งตัดกับสีธรรมชาติของความงามต้นไม้และน้ำตกที่ให้ความร่มรื่นของสถานที่สปาแห่งนี้ที่นี่ถือได้ว่าเป็นสปาที่หรูที่สุดในย่านเพชรบุรีตัดใหม่ชาวเมืองมักจะมาผ่อนคลายโดยการนวดสปานวดหน้าหวดเท้าและนวดอโรมาที่สปาแห่งนี้อาจจะเป็นเพราะฝีมือในการนวดของเธอราปีสต์ที่ได้รับการฝึกฝนจากสถานบันการสอนนวดดังๆในประเทศไทยเป็นอย่างดีสิ่งที่คนที่ไปนวดสปาที่โอเอซีสแนะนำและบอกต่อๆกันคือQueenofOasisที่เหมาะมากๆสำหรับผู้หญิงและผู้ชายเพราะว่าเป็นการนวดเพื่อปรับสมดุลร้างกายให้พร้อมกับการนวดเพื่อนคลายกระดูกกล้ามเนื้อเพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ทั่วร่างกายด้วยน้ำมันร้อนหอมระเหยและที่สำคัญของpackageนวดอันนี้ซึ่งเหมาะกับผู้หญิงอย่างมากคือการนวดที่ใช้เทคนิคนวดท้องโกยมดลูกหรือนวดท้องกระตุ้นการไหลเวี่ยนของต้อมลูกหมากที่นวดแห่งนี้จึงเป็นสรรวค์ของSpaLoverโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆเลยหากคุณอยากจะใช้บริการเราแนะนำให้คุณโทรจองล่วงหน้าเพราะว่าโอเอซีสรับลูกค้าจำนวนจำกัดในแต่ละวัน   SpaTen SpaTenสปากลางกรุงสุดคลาสสิคที่ทำให้ลูกค้าหลายๆคนหลงไหลในการบริการและบรรยากาศภายในร้านสปาแห่งนี้ด้วยการตกแต่งที่ใช้คอนเซปต์ของธาตุทั้ง4คือดินน้ำลมและไฟที่ผสมผสานกันได้อย่างอัศจรรย์บรรยากาศของสปาแห่งนี้จะประกอบไปด้วยเสียงไหลของน้ำเพื่อทำให้ใจของผู้ที่เค้ามาใช้บริการสงบนิ่งรวมไอถึงไออุ่นจากความร้อนของการนวดอโรมาพร้อมไปถึงการตกแต่งด้วยอิฐที่แสดงถึงธาตุดินแล้วอย่างสุดท้ายคือลมที่คุณสัมผัสได้จากการเปิดประตูเข้าสู่ร้านSpaSignatureของที่สปาแห่งนี้คือSibMassageเป็นการนวดน้ำมันที่บำบัดการปวดเมื่อยของร่างกายรวมไปถึงผ่อนคลายจิตใจก่อนที่หมอนวดจะทำการบำบัดให้คุณลูกค้าทุกครั้งเค้าจะถามอาการของลูกค้าก่อนเสมอว่าต้องการให้เน้นจุดไหนรึเปล่าเพื่อที่จะบำบัดได้ตรงจุดที่สุด   Let’sRelaxSpa ชื่อก็บอกแล้วว่ามาที่นี่ต้องสบายเป็นแน่แท้สถานที่ผ่อนคลายความเครียดในประเทศไทยมีมากขึ้นทุกวันและที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ทำให้คุณได้ผ่อนคลายได้ในหลายๆรูปแบบที่Let’sRelaxSpaแห่งนี้ได้จัดโปรแกรมทรีตเมนท์เด็ดๆที่เหมาะสมแต่ละอาการของคุณลูกค้าความน่าสนใจของสปาแห่งนี้คือเทคนิคในการนวดสปาที่ผสมผสานระหว่างวันตกและตะวันออกรวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในตอนนี้เพื่อนที่จะมอบผลลัพธ์ที่พึงพอใจที่สุดสำหรับลูกค้าสปาที่Let’sRelaxSpaถือได้ว่าเป็นสปาระดับPremiumที่ดีที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่และยังถูกแนะนำจากLonelyPlanetอย่างเช่นการนวดด้วยหินภูเขาไฟและน้ำมันหอมระเหยSpaSignatureของที่นี่ก็หนีไม่พ้นการนวดด้วยหินภูเขาไฟที่เด็มไปด้วยแร่ธาตุบวกกับการนวดแบบผสมน้ำมันความร้อนจากหินจะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามตัวได้ได้อย่างดีเยี่ยมและยังเพิ่มการไหลเวียนของเลือดแถมยังส่งผลให้ผิวเนียนนุ่มอีกด้วย   BanyanTreeSpa เป็นสปาที่อยู่ใจกลางกรุงแต่กลับสงบเพราะว่าบรรยากาศของทางร้านที่ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายไปกับแบบไทยร่วมสมัยที่BanyanTreeSpaแห่งนี้เป็นที่ที่เพียบพร้อมไปด้วยทรีตเมนท์ทุกรูปแบบที่จัดเตรียมไว้ให้กับคุณลูกค้าได้มาเลือกใช้บริการได้อย่างเต็มที่นอกจากนี้ที่สปาแห่งนี้ยังมีการบำบัดแบบพิเศษที่หาที่ไหนไม่ได้คือการบำบัดด้วยละอองน้ำในรูปแบบของ TropicalRainที่ใช้น้ำอื่นพ่นไปละอองจากฝักบัวแล้วผสานกับเทคนิคการนวดของเธอราปิสต์หากคุณเป็นคนที่ทำงานและใช้สมองมากๆคุณสามารถใช้บริการRestifulBalanceที่เน้นการนวดไปที่ศรีษะโดยตรงนอกจากนี้ยังมีการนวดสำหรับสตรีมีครรภ์และผู้สูงอายุ(TenderTouch)ที่ใช้ฝีมือการนวดแบบละเอียดอ่อน   SMedicalSpa สปาแห่งนี้ถือเป็นทางเลือกการทำสปาแบบใหม่ใจกลางกรุงอีกแห่งนึงที่สปาแห่งนี้จะล้อมรอบไปด้วยสวนสวยๆเป็นธรรมชาติและน่าเข้าใช้บริการเป็นอย่างมากซึ่งทำให้เกินบรรยากาศที่เงียบสงบเหมาะกับการทำสปาและนวดอย่างยิ่งผู้ที่เหนื่อยกับการทำงานหามรุ่งหามค่ำเหมาะกับการมาทำสปาที่นี่เป็นอย่างยิ่งเพราะโปรแกรมที่เตรียมมาให้คุณหายเหนื่อยและยังสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่าง100%การบำบัดที่SMedicalSpaแห่งนี้เป็นการนำสปามาผสมผสานกับการแพทย์ตะวันตกซึ่งการบำบัดแบบรี้ถือว่าเป็นการบำบัดแบบองค์รวมบวกกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ๆที่มีโปรแกรมตั้งแต่ลดน้ำหนักฟื้นฟูร่างกายและจิตใจนอกจากนี้ยังมีโปรแกรมล้างสารพิษในร่างกายที่แบบดีท็อกซ์ที่ทำให้รู้สึกได้เลยว่าตัวเบาสะอาดสบายและทำให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วย   PranaliWellnessSpa สปาสุดหรูที่มักจะมีผู้บริหารระดับสูงๆเข้ามาใช้บริการเป็นประจำเพราะว่าเป็นสปาแบบเต็มรูปแบบคือมีครบทุกอย่างพร้อมทั้งห้องทรีตเมนนท์กว่า10ห้องที่พร้อมให้คุณได้เข้ามาใช้บริการสปาแห่งนี้เป็นสปาแห่งเดียวที่สยามพารากอนและได้แบ่งสัดส่วนห้องได้อย่างชัดเจนภายในตกแต่งได้อย่างสะอาดสะอ้านมากส่วนห้องสปาด้านในแต่ละห้องมีการตกแต่งที่มีรายละเอียดที่ไม่ซ้ำกันที่สาปแห่งนี้แนะนำการทำทรีตเมนท์อย่างเช่นPranaliMarvelousHerbalCompressที่ใช้ลูกประคบสมุนไพรคลายความเครียดและความเหนื่อยล้าโดยการนวดตั้งแต่เท้าขึ้นไปยังศรีสระที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวและปัญหาสายตาได้เป็นอย่างดี   ChivaSom(ชีวาศรม) ชีวาศรมเป็นรีสอร์ทสุขภาพแห่งเดียวในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ที่หัวหินสปาแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เน้นไปในเรื่องการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจเป็นที่สุดแถมยังได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นสปาแห่งเอเชียเพราะได้ไปคว้ารางวัลBaccaratAsiaSpaAwardSpaEventoftheYearในปี2006และยังได้รับการยกย่องให้เป็นสถานที่การทำสปาที่น่าไปที่สุดในโลกTheBestDestinationSpaintheWorldในปี2002ได้รับรางวัลมากมายขนาดนี้ทำให้ไม่แปบกใจเลยว่าทำไมที่ชีวาศรมถึงได้รับความนิยมมากมายขนาดนี้จุดเด่นที่สุดของที่นี่คือการเอาทุกศาสตร์แห่งสปามาผสมผสานกันได้อย่างไม่น่าเชื่อเช่นสปาไทยสปาจีนสปาสวีเดนก่อนที่คุณจะได้ใช้บริการที่นี่คุณต้องได้รับการตรวจร่างกายก่อนว่าเหมาะกับการนวดแบบไหนนอกจากนี้ยังรวมไปถึงบริการการเลือกอาหารให้เหมาะสมกับแต่ละคนสิ่งอำนวยความสะดวกของที่นี่ก็เด็ดไม่แพ้กับสปาหรูๆที่อื่นเลยเช่นห้องแต่งตัวเซาว์น่าห้องอบไอน้ำส่วนตัวอ่างน้ำวนสนะน้ำเย็นนอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถได้บริการเสริมความสวยด้วยการเลเซอร์ฟื้นฟูสภาพผิวกำจัดขนถาวรการยกกระชับผิวและอื่นอีกมากมาย                                                                                             ที่มาจาก http://bookings.co.th/

โปรโมชั่นแนะนำ

สำหรับร้านค้าที่สนใจมาจับจองพื้นที่กับHealthExpoThailand

โปรโมชั่นที่ 1.EarlyBird โปรโมชั่นสำหรับExhibitorที่จองและโอนเงินเข้ามาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปได้รับส่วนลด2,000บาท/9ตร.ม. หมดเขตวันที่29กุมภาพันธ์2559   โปรโมชั่นที่2.Like&Share โปรโมชั่นสำหรับExhibitorที่กดLikePageและShareโพสต์นี้รับไปเลยส่วนลด 1,000บาท/9 ตร.ม. โดยท่านสามารถนำโปรโมชั่นนี้มารวมกับโปรโมชั่นEarlyBird ได้ กฏ เปิดแชร์ของท่านเป็นสาธารณะ(ทีมงานจะสามารถตรวจสอบโพสต์ของท่านได้)และติด#HealthExpoThailand วิธียืนยัน บอกชื่อของFacebookที่ท่านใช้แชร์ในPageของท่านกับบุคคลที่ท่านติดต่อ หมดเขตวันที่29กุมภาพันธ์2559   ขอสงวนสิทธิ์การเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เรื่องเด่นวันนี้

กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขเปิดตัวโครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุในประเทศไทย

เมื่อวันที่9พฤษภาคมที่ผ่านมานายแพทย์ณัฐพรวงษ์ศุทธิภากรรองอธิบดีกรมอนามัยเปิดเผยถึงการดำเนินงานโครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุในประเทศไทยว่ากรมอนามัยได้ดำเนินงานโครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุตั้งแต่ปี2543โดยร่วมมือกับโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาคณะทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องและได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการจากองค์การอนามัยโลกรวมทั้งได้รับงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานจากมูลนิธิTheBorrowFoundationประเทศอังกฤษในรูปแบบการเสริมฟลูออไรด์ผ่านทางนมซึ่งอยู่ในโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนเพื่อป้องกันฟันผุ   ซึ่งขณะนี้ดำเนินการใน12จังหวัดได้แก่กรุงเทพมหานครชุมพรขอนแก่นสุราษฎร์ธานีสระแก้วชลบุรีกระบี่พัทลุงตรังปัตตานียะลาและนราธิวาสโดยสามารถผลิตนมฟลูออไรด์ครอบคลุมเด็ก1ล้าน3แสนคนซึ่งขณะนี้มีโรงนมที่ร่วมผลิตนมฟลูออไรด์ทั้งสิ้น26โรงนมทั่วประเทศเพื่อเพิ่มการรองรับในภาคใต้และกรุงเทพมหานครโดยโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาได้จัดอบรมเพิ่มความรู้และทักษะในการผลิตนมฟลูออไรด์และการตรวจวิเคราะห์ให้กับเจ้าหน้าที่ของโรงนมทุกแห่งพบว่าทุกโรงนมสามารถผลิตนมฟลูออไรด์ที่อยู่ในค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่องและจากการกำกับเฝ้าระวังปริมาณฟลูออไรด์โดยรวมที่เด็กได้รับพบว่าเด็กได้รับฟลูออไรด์อยู่ในระดับพอเหมาะในการป้องกันฟันผุ   นายแพทย์ณัฐพรกล่าวต่อไปว่าโครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุในประเทศไทยเริ่มครั้งแรกในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งพบปัญหาฟันผุสูงและมีฟลูออไรด์ในน้ำบริโภคต่ำโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาจึงได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตนมฟลูออไรด์เป็นแห่งแรกในประเทศในรูปแบบนมพาสเจอร์ไรซ์ขนาดถุงละ200มิลลิลิตรมีปริมาณฟลูออไรด์0.5มิลลิกรัม/ถุงตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำซึ่งที่ผ่านมามีผลการศึกษาพบว่าการดื่มนมฟลูออไรด์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา5ปีสามารถลดโรคฟันผุในฟันแท้ได้ร้อยละ34.4โดยปริมาณฟลูออไรด์ที่ได้รับถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมต่อมาจึงได้ขยายโครงการในกรุงเทพมหหานครและในภูมิภาคจนถึงปัจจุบันในพื้นที่ที่มีความชุกของโรคฟันผุสูงมีระดับฟลูออไรด์ในน้ำบริโภคของชุมชนต่ำไม่มีผลในการป้องกันฟันผุยังไม่มีโครงการฟลูออไรด์เสริมในระดับชุมชนโรงนมที่ได้รับสิทธิการจำหน่ายนมโรงเรียนในจังหวัดนั้นมีความพร้อมในการพัฒนาและการเข้าร่วมการผลิตนมฟลูออไรด์และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมีความพร้อมในการดำเนินงานโครงการนมฟลูออไรด์ฯของจังหวัดนั้น   "ในปีนี้จังหวัดที่ดำเนินโครงการนมฟลูออไรด์ฯและโรงนมได้ร่วมกันจัดอบรมพัฒนาสายส่งนมให้มีความรู้และมีการจัดเก็บและจัดส่งนมได้อย่างมีมาตรฐานช่วยรักษาคุณภาพนมที่ดีให้เด็กได้ดื่มนอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็นจำกัดทำการศึกษาขั้นตอนวิธีการผลิตนมผงซึ่งพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเติมฟลูออไรด์ในน้ำนมดิบเพื่อผลิตเป็นนมผงฟลูออไรด์ทั้งนี้ทุกพื้นที่ทั้ง12จังหวัดได้รณรงค์ส่งเสริมให้เด็กทุกคนดื่มนมทุกวันร่วมกับการรณรงค์ปรับลดพฤติกรรมการบริโภคหวานเพิ่มการดูแลอนามัยช่องปากและเร่งรัดงานส่งเสริมสุขภาพในทุกด้านเพื่อให้เด็กไทยแข็งแรงและฟันไม่ผุ”รองอธิบดีกรมอนามัยกล่าวในที่สุด   ข้อมูลจาก: anamai

บุหรี่ยิ่งสูบยิ่งสูญเสีย

หากจะพูดถึงพิษภัยของบุหรี่ต่อตัวผู้สูบย่อมเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วโดยเฉพาะผลกระทบต่อสุขภาพจากข้อมูลล่าสุดพบว่าแต่ละปีทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตก่อนเวลาจากการสูบบุหรี่ถึง6ล้านคนและคาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มมากกว่า8ล้านคนในปีค.ศ.2030หากไม่มีการควบคุมการบริโภคยาสูบหรือการสูบบุหรี่อย่างจริงจัง ยิ่งในวันที่31พฤษภาคมซึ่งเป็นวันงดสูบบุหรี่โลกในปีนี้องค์การอนามัยโลกได้กำหนดประเด็นของการรณรงค์ไว้ว่า“Tobacco–atreattodevelopment”ซึ่งมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ได้นำมาเป็นแนวทางในการชักชวนเครือข่ายมาร่วมรณรงค์เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลกในประเด็น“บุหรี่:ภัยคุกคามต่อการพัฒนา”เพื่อแสดงถึงภัยคุกคามที่ธุรกิจยาสูบมีต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศทั้งเรื่องสุขภาพของคนในชาติไปจนถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ แล้วบุหรี่เป็นภัยคุกคามต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติอย่างไร?จากบทวิเคราะห์ของนักวิชาการธนาคารโลกพบว่ากิจการยาสูบก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งระดับมหภาคและระดับครอบครัวอย่างในระดับมหภาคการสูบบุหรี่ลดผลิตภาพแรงงานจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนเวลาโดยผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ร้อยละ30เสียชีวิตก่อนอายุ60ปีและโดยเฉลี่ยป่วยจนทำงานไม่ได้เป็นเวลา2ปีและอายุสั้นลงคนละ12ปีวิกฤตการณ์นี้ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจเพราะทำให้ประชากรที่ใช้แรงงานเจ็บป่วยและเสียชีงิตก่อนวัยอันควรส่วนในระดับครอบครัวในกลุ่มคนยากจนพบว่ามีอัตราการสูบบุหรี่สูงกว่าประชากรในระดับรายได้อื่นและใช้เงินไปกับการสูบบุหรี่ในสัดส่วนที่สูงมากของรายได้ที่สุดแล้วคนไทยเสียชีวิตปีละกว่า50,000คนจากโรคร้ายแรงที่เกิดจากการสูบบุหรี่เช่นโรคมะเร็งโรคหัวใจโรคหลอดเลือดสมองและโรคถุงลมโป่งพองซึ่งแน่นอนว่าในจำนวนนี้กว่าเป็นกลุ่มคนยากจนและกลุ่มคนในวัยทำงานที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร อีกข้อเท็จจริงที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันซึ่งเปิดเผยโดยมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่คือมีเด็กที่ยังไม่มีรายได้ของตัวเองใช้เงินเกือบสองพันล้านบาทต่อปีในการซื้อบุหรี่โดยผู้สูบบุหรี่ที่มีอายุ15-18ปีมีประมาณ407,813คนมีค่าซื้อบุหรี่ต่อเดือนต่อคนประมาณ368.3บาทเป็นเงินค่าซื้อบุหรี่ต่อปีถึง1,800ล้านบาท ด้วยผลเสียทั้งต่อตัวเองและเศรษฐกิจที่กล่าวมาทั้งหมดนำสู่การคิดคำนวณจำนวนเงินถ้าคุณเลิกสูบบุหรี่ได้ในวันนี้ภายใน1ปีคุณจะมีเงินเหลือเก็บและสร้างสิ่งดีๆอะไรให้เกิดขึ้นกับคนที่รักคุณและคนที่คุณรักได้บ้าง บุหรี่1ซองราคาประมาณ86บาทถ้าสูบวันละ1ซองเสียเงินเดือนละ2,580บาทหรือ1ปีเสียเงิน30,960บาทแต่ถ้าคุณเลิกสูบบุหรี่เงิน30,960บาทของคุณจะได้นำไปใช้จ่ายสิ่งของจำเป็นอื่นให้กับครอบครัว คุณจะมีเงินเพิ่มอย่างน้อยวันละ20-40บาทเพื่อซื้อนมผลไม้ให้ลูก คุณจะมีเงินเพิ่มอย่างน้อยสัปดาห์ละ210280บาทเก็บไว้กินอาหารมื้อพิเศษกับครอบครัว คุณจะมีเงินเพิ่มขึ้นเดือนละเกือบ1,000บาทสำหรับใช้เป็นค่าน้ำค่าไฟให้ครอบครัว คุณจะมีเงินเพิ่มขึ้นปีละ12,000–15,000บาทเพื่อซื้อของที่คุณอยากได้ ขณะที่คุณประหยัดค่ารักษาตัวจากโรคร้ายที่เกิดจากการสูบบุหรี่ไปหลายแสนบาทครอบครัวของคุณไม่ต้องสูญเสียคุณไปก่อนเวลาซึ่งนับเป็นความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ลดโอกาสที่คนในครอบครัวจะล้มป่วยจากการเป็นผู้รับอันตรายจากควันบุหรี่มือสอง รู้อย่างนี้แล้วเลิกสูบบุหรี่ดีไหม? Source: ashthailand.or.th