loading image
 
ปิด / Close
 
 
HealthExpo Thailand
31 August - 3 September, 2017 10.00 a.m. - 7.00 p.m.
BITEC Bangkok, Thailand

Exposition News

รับโชคกับการช้อปสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามที่งาน Health Expo Thailand 2016  รับโชคกับการช้อปสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามที่งาน Health Expo Thailand 2016   งาน Health Expo Thailand 2016 งานแสดงเพื่อสุขภาพและความงาม ครั้งที่ 1 ขอแสดงความยินดีกับ คุณภัทรวินิษฐ์ เพ็ญศศิธร ผู้โชคดีที่ร่วมกิจกรรม ”ช้อปสนุก..ลุ้นรับของรางวัล” ที่งาน Health Expo Thailand 2016 ที่ผ่านมา  โดยได้รับรางวัลที่ 1 เป็นบัตรกำนัล Ultra Lift HD (Full face) โปรแกรมยกกระชับผิวหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใหม่ให้ผิวดูอ่อนเยาว์ มูลค่า 35,000 บาท จาก เชอร์รี่ คลินิก โดย โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล  ซึ่งร่วมจัดแสดงในงานฯ  โดยมีคุณรฤต พอกพูนขำ ตัวแทนผู้โชคดีให้เกียรติมารับรางวัล และคุณณัฐชา เขียวชะอุ่ม ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ร่วมแสดงความยินดีด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง เมื่อบ่ายวานนี้  

Product Highlight

Review

  • Healthy & Lifestyle
  • Diet & Fitness
  • Food & Recipes
  • Beauty & Cosmetic
  • Surgery
  • Other
761a61f4eb5.jpg

งานวิจัยบอกว่า กลุ่มเด็กวัยรุ่นที่ฉลาดมีแนวโน้มที่จะใช้กัญชามากกว่าเด็กคนอื่น!

การวิจัยพบว่ามีความเป็นไปได้มากกว่าที่เด็กวัยรุ่นในโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จมากกว่าจะดื่มแอลกอฮอล์และใช้กัญชามากกว่าเด็กในรุ่นเดียวกันในโรงเรียน จากการศึกษาของกลุ่มวัยรุ่นในอังกฤษ นักวิจัยได้ทำการติดตามเด็กวัยรุ่นในสหราชอาณาจักร จำนวน 6,000 คน ตั้งแต่กลุ่มอายุ 11 ปีจนถึงประมาณ 20 ปี ที่ใช้ยาสูบและแอลกอฮอล์รวมถึงกัญชา ในช่วงระหว่างที่พวกเขาเริ่มเป็นวัยรุ่น มีความเป็นไปได้ว่านักเรียนที่ฉลาดมากนั้นจะสูบบุหรี่น้อยกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันที่มีพรสวรรค์ในด้านการเรียนน้อยกว่าพวกเขา แต่มีความเป็นไปได้มากกว่าที่พวกเขาจะดื่มแอลกฮอล์ในระหว่างคาบเรียน อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะบอกว่าตัวเองใช้กัญชา แต่นี่ก็ยังไม่ใช่ตัวเลขทางสถิติที่ชัดเจนเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่นักเรียนเหล่านี้ก้าวมาถึงความเป็นวัยรุ่นในตอนปลาย มีความเป็นไปได้ถึง 50% ที่เด็กฉลาดพวกนี้จะใช้กัญชาในบางโอกาส และน่าจะใช้ติดต่อกัน มากกว่าเด็กในโรงเรียนที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะพวกเขานั้นใช้มากกว่า 2 ครั้ง พอๆ กับที่ดื่มแอลกฮอล์เป็นประจำ การศึกษาแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องที่ไม่ได้เป็นสาเหตุ ถึงแม้ว่านักวิจัยจะคาดการณ์ว่าบางครั้งแล้วคนที่ฉลาดก็เชื่อมโยงกับการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ บางประสบการณ์ ที่สามารถนำพาพวกเขาไปสู่การทดลองใช้ยาเสพย์ติดและแอลกอฮอล์ และนักวิจัยยังตั้งสมมติฐานว่ามันมีความเป็นไปได้ที่เด็กนักเรียนที่ประสบความสำเร็จมากๆ นั้นจะเป็นเด็กนักเรียนที่ร่ำรวยกว่า หรือมาจากพื้นฐานครอบครัวที่มีการศึกษาสูง ซึ่งมันอาจทำให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขาในการจะเข้าถึงแอลกอฮอล์ ตัวอย่างเช่น การค้นพบของที่ว่าวัยรุ่นที่มีความสามารถทางการเรียนสูง จะมีความเป็นไปได้ในการสูบบุหรี่น้อยกว่า แต่มีความเป็นไปได้มากกว่าที่พวกเขาจะดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำและรวมถึงใช้กัญชา มันมีความสอดคล้องกันกับบทพิสูจน์ที่ได้มาจากผู้ใหญ่โดยตรง และผู้เขียนวิจัยได้บอกเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่าการใช้แอลกอฮอล์และกัญชาในกลุ่มนักเรียนที่ประสบความสำเร็จสูง ยังคงตามมามีอยู่ในความเป็นผู้ใหญ่ในตอนต้น เป็นบทพิสูจน์ที่ใช้สำหรับการแย้งข้อสันนิษฐานที่ว่าความสามารถในทางวิชาการที่สูงนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการทดลองชั่วคราวกับการใช้สารเสพย์ติด     source : time.com , pixabay

cee1382c3a1f770.jpg

จะเกิดอะไรขึ้น หากคุณใช้แปลงสีฟันร่วมกับคนอื่น?

การรักษาความสะอาดของฟัน เป็นเรื่องจำเป็นเพราะในช่องปาก เป็นที่อยู่อาศัยของแบคทีเรียกว่า 700 ชนิด แน่นอนว่าอาจมีบางคนเผลอใช้แปลงสีฟันร่วมกับคนอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคไวรัสตับอักเสบบี หรือไวรัสเริมได้   หลายคนอาจมีความคิดที่ หากเป็นแฟนกันคงจะใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกันได้ โดยไม่มีปัญหาอะไร แต่นั่นอาจหมายถึงการรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ได้ตั้งใจ นอกจากนั้นเด็กเล็กในบ้านที่อาจเผลอหยิบแปลงของคนอื่นไปใช้ ก็อาจทำให้เกิดโรคติดต่อในเด็กๆ ได้ โดยในปากคนเรามีเชื้อโรคอยู่มากมาย ซึ่งอาศัยอยู่ในรูปแบบของคราบแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่ และเป็นต้นเหตุของฟันผุ   ทั้งยังก่อให้เกิดโรคติดต่อ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบบี ที่มีอาการไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ตัวเหลือง ปวดชายโครงข้างขวา เนื่องจากเซลล์ตับถูกทำลาย และโรคเริม ที่ทำให้เกิดแผลพุพอง บริเวณที่ติดโรค และหากเกิดในเด็กเล็ก หรือเด็กทารก แล้วเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงอาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้ นอกจากนั้นทั้งสองโรคที่กล่าวมา ยังสามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้อีก หากสัมผัสโดนน้ำลาย หรือสารคัดหลั่งในร่างกาย   ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุด คือ การไม่ใช้แปลงสีฟันร่วมกับบุคคลอื่น ถึงแม้จะเป็นคนในครอบครัว แต่ภูมิคุ้มกันในแต่ละคนไม่เท่ากัน รวมทั้งเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันน้อยกว่า ที่สำคัญควรเปลี่ยนแปลงที่ฟันทุก 3-4 เดือน และควรเก็แปลงสีฟันไว้ในที่แห้ง   *นอกจากการใช้แปลงสีฟันร่วมกันแล้ว สิ่งที่ควรระวังอีกอย่างหนึ่ง คือการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ร่วมกับผู้อื่น โดยที่อุปกรณ์นั้นอาจปบเปื้อนสารคัดหลั่งที่มีแบคทีเรียอยู่ เช่น ลิปสติกตามเคาเตอร์ที่ให้ทดลองฟรี แก้มน้ำดื่ม เครื่องดนตรีที่ใช้ปากเป่า อาทิ ทรัมเป็ต แซกโซโฟนและฮาร์โมนิก้า   Source : rd

9eb940935148cd_7e64b0270ab758a.jpg

เหตุใดชาวอามิชในสหรัฐอเมริกาถึงไม่เป็นโรคมะเร็ง?

อามิชคือชุมชนชาวคริสเตียน ที่มีการตั้งรกรากเป็นชุมชนใหญ่อยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศอเมริกา มีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย พวกเขาใช้รถม้าเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง รวมถึงปฏิเสธสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เป็นสิ่งจำเป็นราวกับปัจจัยที่ 5 สำหรับผู้คนที่ใช้ชีวิตในเมือง แต่ที่น่าสนใจคืออัตราการเป็นมะเร็งของพวกเขานั้นอยู่ในระดับที่ต่ำมากๆ งานศึกษาหนึ่งซึ่งถูกเผยแพร่โดย the Cancer Causes and Control journal ได้เผยว่าชาวอามิชนั้นเป็นกลุ่มประชากรที่มีสุขภาพดีที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยที่พวกเขาแทบไม่มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งเลย อีกการศึกษาที่เผยแพร่โดย the Ohio State University ได้ตรวจสอบว่าการขาดแคลนการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบันที่ใช้ดูแลสุขภาพและรองรับการเจ็บป่วยนั้นจะเป็นการเพิ่มอัตราการเป็นโรคมะเร็งในกลุ่มชาวอามิชหรือไม่ แต่พวกเขาได้ก้าวข้ามมาถึงการค้นพบที่ว่าจริงๆ แล้วในกลุ่มชาวอามิชนั้นมีอัตราการเป็นโรคมะเร็งที่ต่ำกว่าด้วยซ้ำ โดยเรื่องนี้ก็ได้กลายมาเป็นการจุดประกายให้กับนักวิทยาศาตร์ที่จะตรวจสอบและค้นหาพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และรูปแบบการใช้ชีวิตของชาวอามิช เพื่อค้นหาว่าทำไมพวกเขาถึงไม่เป็นโรคมะเร็งกัน โดยรูปแบบการใช้ชีวิตของชาวอามิชนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมไปถึงการสูบบุหรี่และการสำส่อนทางเพศ ซึ่งด้วยประเด็นเหล่านี้ทำให้เชื่อว่ามันเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในชาวอามิชถึงได้มีอัตราการเป็นโรคมะเร็งที่ต่ำ และชาวอามิชนั้นก็ยังเป็นกลุ่มคนที่ทำงานหนัก และงานส่วนใหญ่ที่พวกเขาทำก็จำเป็นต้องใช้แรงงาน ซึ่งก็หมายความพวกเขาจะมีรูปร่างที่ดี และสุขภาพของพวกเขาก็จะสมบูรณ์แบบ อาหารที่ชาวอามิชบริโภคก็มีสารอาหารที่คุณประโยชน์สูง และยังเป็นอาหารธรรมชาติที่ไร้สารเคมี 100% ซึ่งพวกเขาปลูกด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ใช้สารเคมีใดๆ รวมไปถึงยาฆ่าแมลงหรือว่าใช้เครื่องจักรทางการเกษตรขนาดใหญ่เลย รูปแบบการใช้ชีวิตของชาวอามิชนั้นมักเป็นสิ่งที่ถูกนำมาพูดถึงอยู่บ่อยๆ และมันก็เป็นข้อเท็จจริงที่ว่ากลุ่มชาวอามิชนั้นมีสุขภาพที่แข็งแรงมาก ด้วยอาหารที่พวกเขารับประทานรวมถึงสภาพแวดล้อมแบบไร้มลพิษที่พวกเขาอาศัยอยู่ ในทางกลับกันพวกเราที่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลภาวะ หลายคนรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดรวมถึงชื่นชอบเครื่องดื่มที่ไม่มีสารอาหารใดๆ เลย อีกทั้งยังชอบใช้การรักษาสุขภาพตัวเองด้วยวิธีที่แตกต่างหลากหลาย และปัจจัยเหล่านี้ก็มักจะกลายเป็นสาเหตุที่เป็นอันตรายมากกว่าที่จะส่งผลดีกับสุขภาพของเรา ซึ่งจากเรื่องนี้ มันก็ทำให้เราสามารถที่จะระบุได้ง่ายขึ้นว่าการใช้ชีวิตในรูปแบบไหนกันแน่ที่ดีต่อสุขภาพของพวกเรา   source : dailyhealthgen.com , pixabay

d2cbe0fb3a4b.jpg

สื่อโซเชียล ช่วยในเรื่องสุขภาพและน้ำหนัก

ผู้คนในปัจจุบันล้วนใช้สื่อโซเชียลเป็นจำนวนมาก ทั้งติดต่อสื่อสาร และติดตามข่าว ในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ ในช่องทางต่างๆ เช่น Facebook Instagram หรือ twitter สิ่งที่หลายคนพบเจอ คือการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันของเพื่อนๆ เช่น ปาร์ตี้ ทานข้าว หรือเข้ายิมออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเห็นภาพการออกกำลังกายบ่อยๆ จะทำให้เกิดความรู้สึกในเชิงบวก และกระตุ้นให้อยากลดน้ำหนักและออกกำลังกาย   จากงานวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย (สหรัฐอเมริกา) พบว่ารูปลักษณ์ภายนอก ที่ผอม แลดูสุขภาพดี จะทำให้ผู้คนมีความกระตือรือร้นที่จะอยู่ในสังคม รวมถึงคนที่ชอบโพสต์เรื่องราวในเชิงบวก กลับมีส่วนช่วยให้พวกเขาสุขภาพดี ต่างจากคนที่แสดงออกทางความคิดเห็นในเชิงลบ ซึ่งมักจะไม่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก   ผู้คนส่วนมากที่มักแสดงความคิดเห็นในเชิงบวก ทั้งเกี่ยวการออกกำลังกาย และเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ หรือเข้าร่วมกลุ่มกับคนรักสุขภาพ มักได้รับแรงบันดาลใจในการลดน้ำหนักอยู่เสมอ นอกจากนั้นความสนใจในเรื่องโภชนาการในอาหาร และความกะตือรือร้นในเรื่องสุขภาพยังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นมีสุขภาพดี   จะเห็นได้ว่าทัศนคติในเชิงบวกที่แสดงออกในสื่อโซเชียลมีเดียหรือสื่อออนไลน์ มีผลต่อการลดน้ำหนักและสุขภาพ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับตัวของบุคคลเองด้วย การเห็นผู้คนที่มีสุขภาพดี หรือมีหุ่นที่ดี ถือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจส่วนหนึ่ง ไม่ต่างจากการชื่นชอบรูปร่างหน้าตาของเหล่าศิลปิน ดารา หรือคนดัง   แต่การชื่นชอบในเรื่องสุขภาพเพียงอย่างเดียวนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ แต่สิ่งที่ผู้คนควรทำคือการปฏิบัติ นั่นหมายความว่าหากคุณมีแรงบันดาลใจแล้ว ก็ต้องรักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย ไม่ใช่แค่ดูรูป หรือโพสต์รูปเกี่ยวกับสุขภาพแต่เพียงอย่างเดียว   Source : coach

b467fcbfd.jpg

15 วิธีลดน้ำหนักแบบที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก

หลายคนพยายามลดน้ำหนักเพื่อให้ได้รูปร่างที่ต้องการโดยใช้เวลาถึงข้ามคืนออกกำลังกายที่ฟิตเนส และหลายคนก็หมดเวลาไปกับการเช็คแคลอรี่อาหารที่รับประทานในเครื่องคิดเลข ถ้าหากคุณเริ่มเบื่อที่จะทำอะไรแบบนี้ มาลอง 15 วิธีง่ายๆ ที่ได้ประสิทธิภาพแต่ไม่ต้องใช้ความพยายามมากขนาดนั้น แต่แค่ลองปรับใช้ในชีวิตประจำวัน   1. นับเวลารอ 10 นาที งานวิจัยชี้ว่า ความปรารถนาในการทานอะไรซักอย่างจะมีเวลาคงอยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ 10 นาที และหลังจากนั้นมันจะหายไป เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มรู้สึกอยากจะทานอะไรซักอย่าง ให้เริ่มนับเวลา 10 นาทีในหัวของคุณได้เลย และหันไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์ระหว่างเวลานี้เพื่อที่จะทำให้คุณหันเหความสนใจไปเรื่องอื่น 2. เลิกนั่งติดอยู่กับที่เป็นเวลานาน  มันเป็นข้อเท็จจริงที่เรารู้กันดีว่าการใช้ชีวิตแบบที่ไม่เคลื่อนไหวจะทำให้ระบบเผาผลาญของคุณทำงานช้าลง  แต่การเดินเร็วๆ เพื่อไปชั้นอื่นในออฟฟิศของคุณหรือออกไปชงกาแฟ  แค่ 2 - 3 ชั่วโมงต่อ 1 ครั้งก็สามารถช่วยสุขภาพคุณได้ และมันก็ดีกว่าถ้าหากคุณใช้เวลา 2 ชั่วโมงต่อวันในการยืน แทนที่จะนั่งอยู่เฉยๆ  เพราะการนั่งเฉยๆ จะใช้พลังงาน 100 แคลอรี่ต่อชั่วโมง แต่การยืนจะใช้พลังงาน 140 แคลอรี่ ลองเตือนตัวเองให้ใช้วิธีง่ายๆ แบบนี้ให้บ่อยขึ้น   3. ดื่มน้ำเปล่า ร่างกายของเรามักจะสับสนระหว่างความหิวกับความกระหายน้ำ ดังนั้นครั้งหน้าถ้าคุณรู้สึกหิว ให้ลองใช้วิธีง่ายๆ อย่างการดื่มน้ำเปล่า หรือชาเย็นๆ ซักแก้ว แต่ถ้าความหิวของคุณไม่ยอมหายไปไหนใน 10 - 20 นาที ค่อยลองทานอาหารอย่างอื่นแทน 4. เปลี่ยนใจจากน้ำอัดลืมไปดื่มเครื่องดื่มอย่างอื่นแทน สิ่งที่คุณต้องรู้คือน้ำอัดลมสามารถทำลายทุกวิธีที่คุณเคยทุ่มเทเพื่อให้ได้รูปร่างที่ต้องการ เพราะโคล่า 1 ลิตร ก็จุน้ำตาลมากกว่า 90 กรัมเข้าไปแล้ว ดังนั้นมันไม่คุ้มเลยที่คุณจะเสี่ยง    5. อย่านั่งกินขนมไปเรื่อยเปื่อย เมื่อไหร่ที่คุณตัดสินใจจะกินขนม อย่ารีบหาขนมใส่ปากระหว่างที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ แต่ให้เลือกไปนั่งที่โต๊ะอาหาร แล้วก็จัดขนมของคุณในสัดส่วนมาตรฐานที่ควรทาน แล้วก็นั่งลงทานอย่างช้าๆ    6. โปรตีนคือเพื่อนของคุณ เป็นที่รู้กันดีว่า โปรตีนจะทำให้คุณรู้สึกอิ่มได้นานกว่า ดังนั้นถ้าคุณทานอาหารที่มีโปรตีนสูง และมีไขมันต่ำในอาหารมื้อเช้าและกลางวัน คุณจะไม่ต้องจบลงด้วยการทานมื้อเย็นที่มากเกินไป   7. ถ้าคุณอยากจะออกกำลังกาย ให้เลือกออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ คาร์ดิโอ คือการออกกำลังกายที่จำเป็นสำหรับคุณ และถ้าคุณตั้งใจที่จะออกกำลังกายที่ยิม การออกกำลังกายรูปแบบนี้จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะมันเผาผลาญไขมัน และจะกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อจำนวนมาก   8. เลือกใช้จานที่เล็กลงในการทานอาหาร เราจะทานอาหารน้อยลงถึง 22 % หากเราใช้จานที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางลดลง 5 เซ็นติเมตร   9. อย่าเรียกลิฟท์ แต่ให้ใช้บันได ทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่ชอบการวิ่งจ็อกกิ้ง คือการเลือกเดินขึ้นลงบันไดที่ไหนก็ตามที่เป็นไปได้ เพราะการเดินขึ้นลงขั้นบันไดประมาณ 15 นาทีจะใช้พลังงาน 150 แคลอรี่ ถ้าคุณทำแบบนี้ทุกๆ วัน คุณจะเผาผลาญพลังงานถึง 1,050 แคลอรี่ต่อสัปดาห์   10. โบกมือลาเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ แอลกอฮอล์เต็มไปด้วยพลังงาน เพราะไวน์แค่ 1 แก้วก็จุถึง 85 แคลอรี่ ขณะที่เบียร์มีปริมาณ 150 - 200 แคลอรี่    11. พิซซ่ามังสวิรัต ถ้าคุณเป็นคนชื่นชอบการทานพิซซ่าล่ะก็ พิซซ่ามังสวิตรัต 1 แผ่นบางๆ จะให้ผลเสียน้อยกว่าพิซซ่าเปปเปอร์โรนีหรือพิซซ่าที่ใส่เครื่องหนักๆ อย่างอื่น เช่น ชีส   12. ป๊อปคอร์นออริจินั่ล อยู่ให้ห่างจากป๊อปคอร์นรสคาราเมล , แบบโรยเกลือ , แบบหวาน และแบบชีส แต่เลือกรสชาติต้นตำรับที่อร่อยได้แบบเรียบๆ และยังไม่มีส่วนผสมใดเพิ่มเติมเข้ามา    13. ไปโยนโบว์กับครอบครัว ถ้าคุณไม่สามารถพาตัวเองออกนอกบ้านเพื่อออกกำลังกายในหน้าหนาวได้ ทางเลือกที่เจ๋งมากๆ ก็คือไปเล่นโบว์ลิ่ง เพราะ 2 ชั่วโมงของการเล่นเกมที่ไม่เร่งรีบอย่างโบว์ลิ่งก็สามารถเผาผลาญแคลอรี่ไปได้ถึง 500 แคลอรี่  14. เต้นจนเช้า ถ้าคุณอยู่ที่งานปาร์ตี้ จงเลือกไปเต้นที่แดนซ์ฟลอร์ แทนที่จะยืนอยู่กับที่ตรงโต๊ะอาหาร เพราะแค่ 2 ชั่วโมงของการเต้นจะช่วยให้คุณเผาผลาญได้ถึง 650 แคลอรี่    15. ทำความสะอาดพื้นที่อื่นๆ ในบ้าน นอกเหนือจากที่ที่คุณเคยทำตามปกติ ทำงานบ้านที่แตกต่างออกไปในแต่ละวัน อย่างเช่น วันนี้ทำความสะอาดห้องนั่งเล่น พรุ่งนี้ทำความสะอาดห้องครัว หรือวันต่อๆ ไปก็ทำความสะอาดห้องน้ำ คุณอาจจะเคยได้ยินว่าการออกกำลังกายเพียงแค่ 45 นาที ก็สามารถส่งผลดีกับร่างกายของคุณได้      source : brightside.me

cdc198a32461.jpg

โรคกระจกตาอักเสบ จากการใส่คอนแทคเลนส์

คอนแทคเลนส์นอกจากจะช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นและยังสะดวกกว่าการใส่แว่นหนาๆ ที่อาจขัดกับบุคลิคภาพของบางคน โดยเฉพาะสาวๆ ที่ไม่เพียงใส่คอนแทคเลนส์ในการปรับค่าสายตา แต่บางคนยังนิยมใส่เพื่อแฟชั่น ซึ่งในปันจุบันจะเห็นได้ว่าคอนแทคเลนส์มีวางขายทั่วไปเกือบทุกที่ ไม่เพียงแค่ร้านแว่นเทานั้น และคอนแทคเลนส์ไม่ได้มีเพียงแค่ชนิดที่ใส่ปรับค่าสายตา แต่กลับมีวางจำหน่ายในหลากหลายแบบ ทั้งแบบที่มีสี มีลวดลาย หรือแบบที่ใส่สำหรับแต่งคอสเพลย์ในหมู่เด็กวันรุ่น อีกทั้งยังมีคอนแทคเลนส์ชนิดบิ๊กอายที่ใส่แล้วทำให้ดวงตาดูกลมโตอีกด้วย   ในปัจจุบันคอนแทคเลนส์มีวางจำหน่ายในประเทศไทยหลายยี่ห้อ ทั้งชนิดรายวัน และรายเดือน แต่ยังมีหลายยี่ห้อที่วางขายโดยไม่มี อย. ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก สำหรับคนที่ไม่ได้ศึกษาถึงโทษของการใช้คอนแทคเลนส์ที่ไม่ได้มาตรฐาน การใช้คอนแทคเลนส์สายตาเป็นที่นิยมแพร่หลาย สำหรับคนที่ใช้คอนแทคเลนส์เป็นประจำ อาจจะยังไม่ทราบว่า นอกจากใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มารฐานแล้ว สิ่งสำคัญสำหรับการใส่คอนแทคเลนส์ คือ การรักษาความสะอาด เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบาง และต้องสัมผัสกับเลนส์ตลอดเวลาเมื่อใส่ จึงทำให้การหลีกเลี่ยงจากเชื้อโรคที่ติดอยู่ในเลนส์เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก   สำหรับการใส่คอนแทคเลนส์หากไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่โรคกระจกตาอักเสบ ที่ส่งผลร้ายจนถึงขั้นสูญเสียดวงตา ซึ่งโรคนี้มีสาเหตุจากการใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป ทำให้เกิดภาวะพร่องออกซิเจน หรือการใช้คอนแทคเลนส์ที่ทำความสะอาดไม่ดีและมีคราบสกปรกติดอยู่ อาการของโรคกระจกตาอักเสบ ในเบื้องต้น คือ ปวดตา ตาแดง ตาสู้แสงไม่ได้ ตาอักเสบ มีแผลอยู่กลางกระจกตา และมีอาการตามัว   การป้องกันและรักษาโรคกระจกตาอักเสบ คือ ทำความสะอาดคอนแทคเลนส์และอุปกรณ์ (ตลับ) เป็นประจำ และควรล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดก่อนใส่คอนแทคเลนส์ เลือกซื้อคอนแทคเลนส์ที่ได้มาตรฐาน หรือซื้อจากร้านที่ใบอนุญาตการนำเข้า,จัดจำหน่ายอย่างถูกต้อง ไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือใส่นอน ใช้คอนแทคเลสนส์ตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน เมื่อมีความผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาเกิดขึ้น เช่น มีอาการระคายเคือง ตาแดง น้ำตาไหลตลอดเวลา ควรพบแพทย์ และไม่ควรปล่อยให้ทิ้งไว้ หรือซื้อยามารับประทานเองเพราะอาจทำให้เชื้อโรคดื้อยาในอนาคต   Source : emedicine pixabay thaihealth

2bb9896b90f9f.jpg

เคล็ดลับหุ่นดีแบบสาวรัสเซีย

สาวรัสเซียมักขึ้นชื่อเรื่องความสวยและมีรูปร่างที่ดี ความลับของการหุ่นดีแบบสาวรัสเซียนั้น ไม่ได้เป็นเคล็ดลับเฉพาะ แต่เป็นเทคนิคเล็กๆ ที่สาวๆ หลายคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับตัวเอง และสามารถปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายๆ     1.ลดคาร์โบไฮเดรต   การลดคาร์โบไฮเดรตของสาวๆ รัสเซียนั้น เป็นเพียงการลดปริมาณของคาร์โบไฮเดรตที่ทานในแต่ละวัน และเน้นการทานโปรตีนสูงแทน และโปรตีนส่วนมาก็มาจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เช่น อกไก่ ไข่ขาว รวมถึงการเพิ่มผักเข้ามาในเมนูอาหารในแต่ละมื้อ พร้อมลดเครื่องปรุงต่างๆ เช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำส้มส่ายชู มัสตาดลง   2.ทำตารางโภชนาการ   การมีตารางโภชนาการของตัวเอง จะทำสาวๆ ทราบว่า รับประทานอะไรไปบ้าง และทานไปในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายหรือไม่ เพราะหากทานน้อยไปย่อมทำให้เกิดทุพโภชนาการ รวมไปถึงการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่มีผลต่อความแข็งแรงของร่างกาย และส่งผลต่อการตั้งครรภ์ในผู้หญิง (การมีบุตรยาก)   3.ออกกำลังกาย   สาวๆ รัสเซียมีการออกกำลังกายที่เคร่งครัด แน่นอนว่าพวกเธอมีร่างกายที่สมบูรณ์แบบทั้งส่วนเว้าส่วนโค้ง และไร้ไขมันส่วนเกิน นั่นเป็นเพราะความเคร่งครัดในการออกกำลังกาย ไม่เพียงแค่ออกกำลังกายในฟิตเนส ที่รัสเซีย การเล่นกีฬาต่างๆ ยังเป็นที่นิยมเป็นจำนวนมาก   จะเห็นได้ว่าการมีรูปร่างที่ดี ถึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป เพราะในปัจจุบันผู้คนต่างนิยมการออกกำลังกาย รวมทั้งการมีรูปร่างที่ดียังทำให้ดูน่าดึงดูดใจ โดยเฉพาะสาวๆ ที่จำเป็นต้องแต่งกายในชุดเดรส หรือกระโปรง ยิ่งต้องมีรูปร่างที่ดี แต่นอกเหนือจากรูปร่างภายนอกแล้ว สิ่งที่ได้จากการออกกำลังกาย และทานอาหารที่เป็นประโยชน์ คือ การได้สุขภาพที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครๆ ต่างต้องการ เพราะหากเจ็บป่วยแล้ว เงินทองมากมายก็ซื้อสุขภาพร่างกายที่ดีกลับคืนมาไม่ได้   Source : womansneed

c014c778e35a9.jpg

3 วิธีลดไขมันหน้าท้องใน 1 สัปดาห์

ปัญหาไขมันหน้าท้อง ไม่เพียงแค่ออกกำลังกายเท่านั้นที่จะสามารถกำจัดไขมันเหล่านี้ได้ แต่ถ้าหากสาวๆ หรือหนุ่มๆ คนไหนต้องการวิธีลดหน้าท้องแบบเร่งด่วน คุณสามารถใช้วิธีต่อไปนี้ช่วยลดไขมันส่วนเกินในระยะเวลาสั้นๆ ได้   1.ลดน้ำตาลและแป้งโดยด่วน   ต้นเหตุของปัญหาไขมันส่วนเกินส่วนใหญ่ล้วนมาจากอาหารที่เต็มไปด้วยแป้งและน้ำตาล ในคนที่ติดหวาน การดื่มน้ำอัดลม ทานเค้ก หรือโดนัทเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง คุณต้องเลิกอาหารเหล่านี้ให้ได้ ถึงแม้จะทานในปริมาณที่น้อย แต่ผลข้างเคียงของแป้งและน้ำตาล จะเป็นตัวที่ก่อให้ปัญปัญหาไขมันส่วนเกินตามมา   2.งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์   เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นภัยร้ายต่อสุขภาพ และส่งผลกระทบรุนแรงต่ออวัยภายใน นอกจากนั้นยังมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลายชนิดที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ส่วนเบียร์ก็มีปริมาณแคลอรี่สูง โดยปริมาณที่ดื่มได้ต่อวัน สำหรับผู้ชาย คือ 2 แก้ว และ 1 แก้ว สำหรับผู้หญิง แต่ในกรณีที่ต้องการลดไขมัน การเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และควรทำที่สุด   3.เลิกทานอาหารไขมันสูง   ไขมันเป็นพลังงานที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่การทานไขมันนั้น ต้องเลือกทานเฉพาะไขมันดี หากทานไขมันชนิดทรานส์นอกจากจะไม่ดีต่อร่างกายแล้ว ยังทำให้คนที่ทานน้ำหนักเพิ่มและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ สำหรับการลดไขมันส่วนเกินให้ได้ผล ควรงดทานอาหารประเภททอด เช่น ไก่ทอด เฟรนฟราย รวมถึงผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ เช่น เนย ชีส และน้ำมันหมู   Source : womansneed pixabay

2736075a80482a9.jpg

การบริโภคไข่ดิบมีอันตรายต่อสุขภาพหรือเปล่า?

การบริโภคไข่ดิบจะเป็นอันตรายกับเราหรือเปล่า? หลายคนบริโภคไข่ดิบเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ หรือแม้กระทั่งไข่ดิบที่ผสมรวมอยู่ในเมนูอาหารบางประเภท เคยสงสัยไหมว่ามันจะให้ประโยชน์กับร่างกายของเราได้โดยที่ไม่มีผลกระทบใดๆ เลยจริงหรือเปล่า ไข่ดิบคือสิ่งที่เป็นส่วนผสมอยู่ในคุ้กกี้โดหรือว่าคุกกี้ดิบที่ยังไม่ได้ผ่านการอบ ซึ่งบางคนก็ชื่นชอบการทานขนมประเภทนี้เป็นชีวิตจิตใจ และหลายคนก็ยอมให้กับความล่อใจของคุ้กกี้โด แล้วก็ยังไม่เคยป่วยจากการรับประทานขนมประเภทนี้ที่มีไข่ดิบๆ เป็นส่วนผสมอยู่ รวมถึงยังมีอาหารเกาหลี ญี่ปุ่นหลายจานที่มีส่วนผสมเป็นไข่ดิบๆิ และในประเด็นนี้ก็มีบางอย่างที่คุณควรรู้ก่อนที่จะตัดสินใจทานไข่ดิบ หนึ่งในเรื่องที่เป็นที่จดจำจากภาพยนตร์ชื่อดังที่มี ร็อคกี้ บัลโบ นักมวยหุ่นฟิตกำยำ ที่ดื่มไข่ดิบเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และถึงแม้ว่าไข่จะอุดมไปด้วยสารอาหารไม่ว่าเราจะบริโภคแบบดิบหรือสุก แต่เรื่องราวเก่าๆ ที่หลายคนจดจำติดหัวนั้นก็อาจทำให้คุณต้องตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะป่วยขึ้นมาจริงๆ  แล้วทำไมคนเราถึงบริโภคไข่ดิบ? มีคนบางคนเชื่อว่าการบริโภคไข่ดิบนั้นจะได้ประโยชน์มากกว่า เนื่องจากว่าการที่เราทำให้มันสุกจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโปรตีนและเอนไซม์ตามธรรมชาติ ซึ่งมีการรายงานว่ามันจะเป็นการตัดสารอาหารที่ให้ประโยชน์บางอย่างออกไป   World's Healthiest Foods ได้ยกรายการประโยชน์ตามธรรมชาติที่ได้จากไข่ดิบ โดยตรารับรองอาหารและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคมาดังนี้ ประโยชน์ของไข่ดิบ มีวิตามิน D มากกว่า 36%  มีโอเมก้า 3 มากกว่า 33% มี DHA มากกว่า 33% มีลูทีนและซีแซนทินมากกว่า 30% มีโคลีนมากกว่า 23% มีไบโอตินมากกว่า 20% มีซิงค์มากกว่า 19% ทุกวันนี้มีการบริโภคไข่ดิบจากหลายกรณีที่แตกต่าง อย่างเช่น บริโภคไข่ดิบที่อยู่ในคุกกี้ บราวนี่ย์ หรือว่าเค้ก หรือบางทีก็รับประทานไข่ที่ทอดหรือต้มในระยะเวลาที่อาจจะเร็วเกินไปที่ทำให้ไข่ยังไม่สุกดี  ความเสี่ยงทางสุขภาพอะไรที่คุณกำลังจะเป็น? การบริโภคไข่ดิบหรือไข่ที่ยังไม่สุก อาจเป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษที่เรียกว่า ลำไส้อักเสบจากเชื้อซาลโมเนลลา อาการของซาลโมเนลลาที่เป็นพิษนั้นรวมไปถึงตะคริว, โรคท้องร่วงหรือว่าเป็นไข้ ซึ่งอาจจะส่งอาการเป็นเวลานานถึงสัปดาห์     ตามการวิจัยของ USDA หรือตรารับรองอาหารและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคของสหรัฐอเมริกา บอกว่าทุกๆ ปี มีไข่จำนวน 2.3 ล้านฟองที่ปนเปื้อนกับแบคทีเรียซาลโมเนลลา และความสดใหม่ของมันก็ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าไข่พวกนั้นจะไม่ได้ปนเปื้อนกับเชื้อซาลโมเนลลา  แต่ไข่สุกก็สามารถเป็นสาเหตุของเชื้อซาลโมเนลลาได้เช่นกัน ถ้าหากมันไม่ได้แช่ในความเย็นอย่างเหมาะสม ไข่สุกก็สามารถมีเชื้อซัลโมเนลลาเช่นกัน ถ้าพวกมันไม่ได้ถูกแช่เย็นอย่างเหมาะสม แล้วไข่ที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อนั้นปลอดภัยต่อการบริโภคแบบที่ยังไม่ได้ปรุงให้สุกหรือเปล่า? มันก็ยังมีความเสี่ยงอยู่บ้างเล็กน้อยเหมือนกันที่จะได้รับเชื้อซาลโมเนลลาจากไข่ดิบที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว แต่พวกมันก็ถูกยอมรับกันโดยทั่วไปว่าปลอดภัยที่จะรับประทานแบบดิบๆ  แล้วใครบ้างที่ควรเลือกบริโภคไข่ดิบแบบที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้วบ้าง? สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ อาการอาหารเป็นพิษสามารถเป็นอันตรายมากขึ้นได้กับทารกที่กำลังเติบโตอยู่ในท้อง โดยทาง The FDA หรือองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้แนะนำว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ควรซื้อไข่ที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว แล้วคุณยังอยากทานคุกกี้โดนั่นอยู่หรือเปล่า? CDC หรือศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค บอกว่า เราควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่ดิบ (ทั้งแบบที่ผสมอยู่ในไอศครีมโฮมเมดหรือว่าอยู่ใน Eggnog)  และเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงเชื้อซาลโมเนลลา และความป่วยไข้อื่นๆ ที่อาจเป็นไปได้ ไข่ที่คุณรับประทานควรถูกปรุงให้สุกที่ 160 องศาาฟาเรนไฮท์     source : medicaldaily

6f58c0650beb38a.jpg

5 วัตถุดิบที่ไม่จำเป็นต้องแช่เย็น

วัตถุดิบที่ใช่ในการทำอาหารส่วนมากมักถูกเก็บไว้ในตู้เย็น โดยเฉพาะคนที่ชอบทำอาหารเอง เพราะหากวัตถุดิบถูกเก็บอย่างไม่ถูกวิธี อาจทำให้วัตถุดิบเหล่านั้นเน่าเสีย และหากนำไปรับประทานอาจก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ ส่วนมากวัตถุดิบต่างๆ มักถูกเก็บไว้ในตู้เย็น แต่ทราบหรือไม่ว่าวัตถุดิบ 5 ชนิดต่อไปนี้สามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องได้โดยไม่จำเป็นต้องแช่เย็นแต่อย่างใด   1.เนย   ถึงแม้เนยจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม แต่เนยสามารถเก็บไว้ได้โดยที่ไม่ต้องแช่เย็น แต่แน่นอนว่าต้องเก็บไว้ในภาชนะที่มิดชิด และไม่เก็บไว้ในที่ที่อุณหภูมิร้อนเกินไป   2.น้ำมันมะกอก   โดยส่วนมาก น้ำมันประเภทต่างๆ มักถูกเก็บไว้นอกตู้เย็นเพื่อป้องกันการเป็นไข แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่เก็บน้ำมันมะกอกไว้ในตู้เย็น แต่ที่จริงแล้วน้ำมันมะกอกสามารถเก็บไว้ข้างนอกได้ หากปิดฝาอย่างมิดชิด   3.ซอสต่างๆ   ซอสมีหลายชนิด ทั้งแบบเค็ม แบบเผ็ด หรือซอสนิดปรุงรสแบบเฉพาะ การเก็บซอสไว้ในตู้เย็น เป็นการย่นระยะเวลาการเสียของซอสลง เพราะหากวางไว้ข้างนอก ความร้อนจะทำให้ซอยบูดเสียได้ง่าย แต่ถ้าหากอุณหภูมิไม่ร้อนจนเกินไป เราสามารถเก็บซอสไว้ในห้องครัวได้ง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องแช่เย็น   4.เกลือ   เกลือเป็นเครื่องปรุงที่ไม่จำเป็นต้องแช่เย็น และเป็นเรื่องที่หลายๆ คนทราบ แต่บางคนยังติดกับการแช่เครื่องปรุงไว้ในตู้เย็นอยู่ ทางที่ดีคุณควรเก็บเกลือไว้นอกตู้เย็น เพราะนอกจากจะลดปริมาณของที่ต้องแช่ หากตู้เย็นมีของแช่น้อย ยังทำให้ไม่เปลืองไฟอีกด้วย   5.น้ำผึ้ง   อาหารจากธรรมชาติ ที่หลายคนใช้ให้ความหวานแทนน้ำตาล น้ำผึ้งมีประโยชน์ในด้านโภชนาการอย่างมาก อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องแช่เย็น น้ำผึ้งสามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิปกติของห้อง เพียงแค่เก็บให้มิดชิดและอย่างเปิดฝาเผลอเปิดฝาภาชะที่ใส่น้ำผึ้งทิ้งไว้ก็พอแล้ว   Source : time

58609da3b8a83a.jpg

ส่วนผสมในของทอดของฟาสต์ฟู้ดชื่อดังที่อาจทำให้คุณต้องเลิกกิน

หลายคนน่าจะเคยได้ยินหรือว่าเคยอ่านข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่จะได้รับจากกระบวนการทำอาหารของเหล่าอาหารขยะที่ส่งผลเสียกับสุขภาพของเราอยู่บ่อยๆ แต่หลายคนก็ยังเลือกที่จะทานอาหารประเภทนี้อยู่เนื่องจากมันเป็นอาหารที่อร่อยและทำให้บางคนถึงกับติด โดยที่ไม่รู้ว่ามันจะให้อันตรายกับสุขภาพของเราอย่างไรบ้าง การทานอาหารขยะแค่บางครั้งบางคราวอาจยังไม่เป็นปัญหานัก ตราบเท่าที่มื้ออาหารส่วนใหญ่ของเรายังประกอบไปด้วยอาหารจากธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะอาหารจังก์ฟู้ดเหล่านี้ประกอบไปด้วยโซเดียม และน้ำตาลแอบแฝง รวมไปถึงไขมันที่เป็นสาเหตุหลักของโรคอ้วน และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รวมไปถึงโรคความดันโลหิตสูง Grant Imahara ผู้ดำเนินรายการ Mythbuster ได้ไปเฝ้าสังเกตกระบวนการผลิตอาหารประเภทของทอดที่โรงงานของแมคโดนัลด์ และขณะที่เขาอยู่ที่นั่น ก็สังเหตุเห็นส่วนผสมถึง 14 ชนิดที่ถูกใช้ในกระบวนการปรุงอาหารทอด ซึ่งเป็นสาเหตุที่จะส่งผลให้เกิดเป็นความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน และยังเป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ อีกมากมาย และนี่คือส่วนผสมที่อยู่ในของทอดเหล่านั้น - Hydrolyzed wheat - TBHQ  - Sodium acid pyrophosphate - Dimethylpolysiloxane - Natural beef flavor - Hydrolyzed milk  - Hydrogenated soybean oil - Soybean oil  - Canola oil  - Hydrogenated oil  - Dextrose  - Citric acid - Potatoes  - Salt  คุณอาจจะคุ้นเคยกับส่วนผสมบางอย่างข้างต้น แต่มีส่วนผสมอยู่ 3 ชนิดที่มีอันตรายที่สุด ซึ่งก็คือ TBHQ , dimethylpolysiloxane และ hydrogenated soybean oil Dimethylpolysilioxane ใช้อยู่ในกระบวนการของการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับเส้นผม และของเล่นอย่าง silly putty รวมไปถึงสารกันรั่วของตู้ปลา ซึ่งส่วนประกอบนี้เต็มไปด้วย ก๊าซไร้สีที่มีกลิ่นแรงและใช้ทำยาฆ่าเชื้อและยากันเน่า ซึ่งเป็นสาเหตุของภูมิแพ้ ,โรคแพ้ภูมิตัวเอง และความเสียหายที่เกิดกับสมอง และแม้กระทั่งโรคมะเร็ง Hydrogenated soybean oil น้ำมันชนิดนี้เป็นหนึ่งในไขมันทรานซ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และเป็นอันตรายอย่างยิ่งกับสุขภาพของเรา การศึกษาให้ผลลัพธ์ออกมาว่าเราสามารถป้องกันการเสียชีวิตของคนจำนวน 100,000 ได้ โดยการกำจัดวัตถุดิบชนิดนี้ออกจากอาหารที่เรารับประทาน TBHQ – tertiary butylhydroquionone ส่วนผสมนี้มักจะถูกใส่เพิ่มลงในอาหารเพื่อทำให้มันมีความสดนานขึ้น แต่สารประกอบชนิดนี้ที่คุณรับประทานเข้าไปยังเป็นสิ่งที่ถูกใช้ในการผลิตน้ำหอมรวมไปถึงไบโอดีเซลอีกด้วย เพราะฉะนั้น ครั้งหน้าหากคุณเกิดความรู้สึกว่าอยากทานอาหารจังก์ฟู้ด ก็อย่างลืมนึกถึงส่วนผสมน่ากลัวเหล่านี้ที่จะส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของคุณ และลองถามตัวเองดูว่ายังอยากจะทำร้ายสุขภาพของตัวเองอยู่อีกหรือเปล่า     source : dailyhealthgen , freepik

7db9e3fc2733c3.jpg

กล้วยไม่กล้วย กับประโยชน์ 10 อย่าง

การที่กล้วยเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินสูง เป็นสิ่งที่ทำให้กล้วยเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีประโยชน์มากที่สุด กล้วยเป็นผลไม้ที่มีรสชาติและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ นอกจากจะมีรสชาติที่อร่อยทานง่ายแล้ว ผลไม้ชนิดนี้ก็ยังให้ประโยชน์กับสุขภาพได้มากมาย ตลอดจนถึงเป็นยารักษาปัญหาทางสุขภาพได้ด้วย   การรับประทานกล้วยเป็นประจำจะช่วยป้องกันและรักษาโรคดังต่อไปนี้ได้ - โรคเบาหวาน - โรคซึมเศร้า  - โรคมะเร็งไต - โรคกระดูกพรุน - การสูญเสียการมองเห็น - อาการแพ้ท้อง นอกจากนี้กล้วยก็ยังสามารถช่วยพัฒนาศักยภาพของสมอง ซึ่งจะทำให้คุณฉลาดขึ้นได้ ยังมีอีก 10 ประโยชน์อื่นๆ ที่คุณจะได้รับเมื่อเป็นคนรักกล้วย   1. กล้วยจะช่วยต่อสู้กับภาวะโลหิตจาง กล้วยอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ซึ่งจะทำให้เลือดของคุณมีความเข้มข้นขึ้น และรักษาโรคโลหิตจางได้ 2. กล้วยต่อสู้กับอาการอักเสบ วิตามินบี 6 ซึ่งเราพบได้ในกล้วย มีสรรพคุณในการต้านอาการอักเสบที่สูงมากๆ เมื่อคุณมีอาการเจ็บปวดตามข้อ อีกทั้งกล้วยยังช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อีกด้วย รวมไปถึงช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบประสาท   3. กล้วยป้องกันการสูญเสียแคลเซียม  กล้วยไม่เพียงแต่จะป้องกันภาวะการสูญเสียแคลเซียม แต่มันยังช่วยทำให้คุณมีการดูดซึมแคลเซียมที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งนั่นจะทำให้กระดูกและฟันของคุณแข็งแรงขึ้น 4. กล้วยจะช่วยเพิ่มระดับพลังงานของคุณ กล้วยจะให้พลังงานที่ร่างกายคุณต้องการ เพราะฉะนั้นทำให้แน่ใจว่าคุณรับประทานกล้วย 2 ผล ก่อนการออกกำลังกายที่จะต้องใช้พลังงานมาก 5. กล้วยป้องกันการเป็นมะเร็งไต กล้วยจะช่วยป้องกันการเป็นนิ่วในไต และสนับสนุนการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย นอกจากนั้นกล้วยยังป้องกันดวงตาของคุณจากการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม 6. กล้วยช่วยในการย่อยอาหาร โรคทั้งหมดที่เกี่ยวกับระบบการย่อยสามารถช่วยได้ด้วยการรับประทานกล้วย  เนื่องจากกล้วยนั้นเต็มไปด้วยไฟเบอร์ คุณยังสามารถรับประทานกล้วยเพื่อช่วยรักษาอาการท้องผูกได้ด้วย และควบคุมการขับถ่ายอุจจาระได้ 7. กล้วยช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรพิจารณาถึงการทานกล้วยที่มากขึ้น เพราะว่ากล้วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ และกล้วยยังสามารถช่วยรักษาอาการก่อนมีประจำเดือนของผู้หญิงได้ อย่างการมีอารมณ์แปรปรวน 8. กล้วยจะทำให้คุณฉลาดขึ้น โพแทสเซียมที่อยู่ในกล้วย จะช่วยการทำงานของสมอง ซึ่งจะช่วยให้ความสามารถในการรับรู้และความสามารถในเรื่องของเหตุผลให้ดีขึ้น 9. กล้วยป้องกันหัวใจวายและโรคหลอดเลือดในสมอง โพแทสเซียมและโซเดียมในกล้วยนั้นต่างสามารถลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดในสมองและภาวะหัวใจวายได้ 10. กล้วยช่วยรักษาอาการซึมเศร้า กล้วยอุดมไปด้วย ทริปโตเฟน หรือกรดอะมิโนจำเป็นชนิดหนึ่งของร่างกาย ซึ่งเป็นสารประกอบที่จะเปลี่ยนเป็นเซโรโทนิน (สารสื่อประสาทและฮอร์โมน) เมื่อคุณบริโภคเข้าไป  เซโรโทนินนั้นเป็นสารสื่อประสาทที่มีศักยภาพสูงมากๆ ที่สามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของคุณ รวมถึงสามารถรักษาอาการซึมเศร้าได้     สำหรับใครที่อาจเคยดูถูกกล้วย หรือไม่ชอบกลิ่นและเนื้อสัมผัสของมัน อาจจะต้องกลับมาลองคิดเสียใหม่ เพราะการทานกล้วยให้ประโยชน์กับสุขภาพร่างกายของเราได้มากมายจริงๆ และหลังจากนี้ กล้วย ก็คงจะไม่กล้วยอีกต่อไป   source : dailyhealthgen , pixabay

757a39a3364.jpg

แก้ปัญหารูขุมขนกว้างด้วยวัตถุดิบธรรมชาติแบบง่ายๆ

ทุกวันนี้ มีผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยงามมากมายวางจำหน่ายตามท้องตลาด ซึ่งผลิตขึ้นมาเพื่อแก้ไขและรักษาปัญหาผิวที่หลากหลาย อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงผิวก็มักจะมีราคาแพง และอาจเต็มไปด้วยสารเคมีเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นแทนที่จะใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น คุณสามารถแก้ไขปัญหาผิวด้วยวิธีธรรมชาติด้วยตัวคุณเอง ซึ่งอาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นก็เป็นได้ วิธีแก้ปัญหารูขุมขนกว้างด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติด้วยตัวคุณเอง  1. เบคกิ้งโซดา เบคกิ้งโซดา คือหนึ่งในการแก้ไขปัญหาผิวที่เป็นธรรมชาติที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สำหรับการรักษาปัญหาผิว คุณสามารถใช้เบคกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ และทำให้มันกลายเป็นเหมือนแป้งเปียก ด้วยการใส่น้ำเพียงเล็กน้อยลงไป และทาส่วนผสมนั้นลงบนใบหน้าของคุณ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นให้ล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำเย็น 2. ไข่ขาว และน้ำเลมอน นำไข่ขาวจากไข่ 2 ใบ มาผสมกับน้ำเลมอน 2 - 3 หยด ทาส่วนผสมนี้ลงบนใบหน้าของคุณและทิ้งไว้จนกระทั่งมันแห้ง ประมาณ 2 - 3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น มาส์กนี้จะช่วยกระชับรูขุมขนของคุณ และยังช่วยขจัดความมันส่วนเกิน รวมไปถึงเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปด้วย 3. อัลมอนด์ และน้ำมะนาว ใส่อัลมอนด์ลงในชามเล็กๆ แล้วเทน้ำส่วนหนึ่งลงไป ทิ้งไว้ข้ามคืนเพื่อให้อัลมอนด์เหล่านั้นดูดซึมน้ำจนชุ่ม และวันรุ่งขึ้น ก็นำอัลมอนด์มาบดหรือป่นจนกระทั่งมันเป็นกลายเป็นเหมือนแป้งเปียก เติมน้ำมะนาว 1 ช้อนชาลงไปในอัลมอนด์บด จากนั้นทาส่วนผสมนั้นลงบนหน้าของคุณ ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น 4. มะเขือเทศและน้ำมะนาว ผสมน้ำมะเขือเทศจำนวนเล็กน้อยกับน้ำมะนาว 2 - 4 หยด ใช้สำลีก้อนกลมชุบส่วนผสมนั้นทาลงบนใบหน้าของคุณ และทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำเย็น น้ำมะนาวจะกำจัดไขมันส่วนเกินออกไปจากผิว ขณะที่น้ำมะเขือเทศจะทำให้รูขุมขนเกิดการหดตัว ซึ่งจะเป็นการทำให้รูขุมขนของคุณกระชับ 5. แตงกวา เลมอน และน้ำดอกกุหลาบ ปั่นเนื้อแตงกวาที่ปอกเปลือกเรียบร้อยแล้วให้ละเอียด และเติมน้ำมะนาวลงไปประมาณ 2 - 3 หยด กับน้ำดอกกุหลาบอีก 1 ช้อนชา นำผ้าสะอาดไปชุบกับส่วนผสมนี้และวางผ้าผืนนั้นลงบนใบหน้าของคุณ ทิ้งไว้ซักครู่ และหลังจากนั้นก็ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น 6. เลมอน กับน้ำสับปะรด  ผสมน้ำสับปะรดครึ่งแก้ว กับน้ำเลมอนครึ่งแก้วเข้าด้วยกัน เทส่วนผสมนี้ลงบนผ้าสำหรับเช็ดหน้า แล้วนำผ้าผืนนั้นมาวางลงบนใบหน้าของคุณ ทิ้งเอาไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำเย็น เอนไซม์ของสับปะรดจะทำความสะอาดผิว และกรดของเลมอนจะช่วยลดรูขุมขนที่กว้าง   source : dailyhealthgen , pixabay

adc209f19062.jpg

บริเวณสำคัญที่ผู้คนมักลืมทาครีมกันแดด

ครีมกันแดดเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน เพราะรังสียูวีทำร้ายผิวเรามากกว่าที่คิด การทาครีมกันแดดป้องกันผิวในทุกวัน จึงถือเป็นเรื่องที่ดี บางคนทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน แถมยังมีหมวกหรือร่มไว้ป้องกันแดดอีกขั้นตอน แต่ในขณะที่ทาครีม บางคนอาจลืมทาในส่วนที่สำคัญจนทำให้ครีมกันแดดทำงานได้ไม่ทั่วถึง   โดยส่วนมาก “ใบหน้า” มักเป็นอวัยวะที่ผู้คนเป็นกังวลมากที่สุดหากโดนแดด นอกจากนั้นยังมีผิวส่วนนอกร่มผ้าที่ถูกหลายคนมักมาครีมกันแดดป้องกันเป็นส่วนแรกๆ แต่ทราบหรือไม่ว่าผิวในส่วนอื่นๆ ก็จำเป็นต้องได้รับการป้องกันเช่นเดียวกัน ในส่วนของใบหน้า ที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่หลายคนกลับลืมทาครีมกันแดด ในบริเวณ หางตา ใต้ตา ใบหู ขมับ (ไรผม) และบริเวณริมฝีปาก ซึ่งในปัจจุบันมีลิปบำรุงริมฝีปากที่มีส่วนผสมของสารกันแดดให้เลือกสรรมากมาย   อีกส่วนของร่างกายที่หลายคนลืมดูแล ได้แก่บริเวณด้านหลังต้นคอ ที่เป็นส่วนที่โดนแดดมากที่สุดส่วนหนึ่ง รวมไปถึงบริเวณหนังศีรษะและเส้นผมที่ควรได้รับการดูแลไม่ต่างจากที่อื่น โดยผลิตภัณฑ์ที่ใช้ป้องกันแดดสำหรับเส้นผมสามารถซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านขายยาทั่วไป และอีกส่วนคือบริเวณมือและเท้า ที่ถูกละเลยในการทาครีมกันแดด   นอกจากนั้นยังมีข้อควรระวังอื่นๆ ในการใช้ครีมกันแดด คือ ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก 20 นาทีเมื่ออยู่กลางแจ้ง หรือเวลาที่โดดแดดแรงๆ ควรใช้ครีมกันแดดที่เหมาะสมกับผิวแต่ละส่วน เช่น ส่วนใบหน้า ที่ควรใช้ครีมกันแดดเฉพาะที่ ตรวจสอบค่า SPF ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ และข้อสุดท้ายไม่ควรวางครีมกันแดดในในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง เพราะจะทำให้เนื้อครีมเสื่อมสภาพ   Source : coach.nine

84e490305f106a6.jpg

10 อาหาร สำหรับผิวหน้า

สำหรับคนที่อายุมากขึ้นการดูแลบำรุงเป็นเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะใบหน้า ที่ต้องเจอกับแสงแดดและฝุ่นละอองเป็นประจำ หลายคนจึงเลือกบำรุงผิวด้วย ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูง แต่ความจริงแล้ว ยังมีอาหารผิวที่ราคาไม่แพง และสามารถบำรุงผิวให้สวยอย่างเป็นธรรมชาติ   1.มะเขือเทศ สามารถใช้ดื่ม และใช้สำหรับมาส์คหน้าบำรุงผิวได้ในคราวเดียวกัน มะเขือเทศ ประกอบไปด้วย ไลโคปิน ที่ดีต่อสุขภาพ แถมยังหาซื้อได้ง่าย ทั้งในตลาดและซุปเปอร์มาร์เก็ต   2.ว่านหางจระเข้ มีคุณสมบัติในการบำรุงผิว และรักษาผิวจากอาการอักเสบต่างๆ ทั้ง สิว และรอยไหม้จากแดด   3.เบกกิ้งโซดา สามารถใช้ขัดใบหน้าแทนสครับ ซึ่งทำให้ผิวของเราเนียนนุ่ม แต่ห้ามใช้บ่อย ควรใช้สัปดาห์ละครั้ง เพราะหากใช้บ่อยอาจเกิดการระคายเคืองได้   4.น้ำมันมะพร้าว สุดยอดน้ำมันบำรุงผิว เต็มไปด้วยวิตามินอี ช่วยลดความแห้งกร้าน และเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว   5.แตงกวา ขึ้นชื่อเรื่องการเติมความชื้นให้ผิว เพียงแค่นำแตงกวามาฝานบางๆ แล้วมาส์กหน้า ก็จะช่วยให้ผิวชุ่มน้ำ นอกจากนั้นแตงกวายังช่วยลดรอยคล้ำใต้ตาได้อีกด้วย   6.น้ำผึ้ง สามารถใช้พอกหน้าและนวดหน้าได้ในคราวเดียวกัน แถมยังช่วยลดการอักเสบของผิวหน้า และกระชับรูขุมขน   7.น้ำมันทับทิม เป็นกรดไขมันดี มีคุณสมบัติช่วยลดริ้วรอย ลดความหมองคล้ำ ให้ความชุ่มชื้นกับผิว และลดอาการระคายเคืองของผิว   8.น้ำตาล การขัดผิวด้วยน้ำตาลเป็นอีกทางเลือกของคนที่ไม่อยากเสียเงินกับการซื้อครีมสครับผิว นอกจากน้ำตาลจะใช้ขัดหน้าได้แล้ว ยังใช้ขัดริมฝีปาก ช่วยให้ปากไม่ลอก ก่อนที่จะทาลิปปาล์มบำรุงริมฝีปากเพิ่ม   9.วิตามินอี วิตามินอีแบบแคปซูลสามารถน้ำมาทาทั่วใบหน้า เพื่อบำรุงผิวได้ เพราะวิตามินอี จะซึมลงสู่ผิวหน้าโดยตรงหนังจากที่ทาทับบนใบหน้า   10.น้ำมันมะกอก นอกจากผิวกายแล้ว น้ำมันมะกอกยังสามารถใช้ทา หรือนวดใบหน้าได้ แถมยังใช้สำหรับบำรุงเส้นผมไปในคราวเดียวกัน น้ำมันมะกอกมีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิวที่แห้งกร้าน และให้ความชุ่มชื่นกับผิวเช่นเดียวกับน้ำมันมะพร้าว   Source : womansneed

35cb3c593_1fdc9a91.jpg

5 เหตุผล ในการใช้น้ำมันมะพร้าวแทนยาสีฟัน

น้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์มากมาย หนึ่งในนั้น คือ คุณสมบัติในการบำรุงฟัน เพราะในน้ำมันมะพร้าว มีเอนไซม์ที่ช่วยยับยั้งการก่อตัวของแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของฟันผุ และยังไม่มีสารพิษตกค้างเพราะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ   1.ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตราย   ในยาสีฟันบางชนิดอาจมีสารเคมี เรียกว่า ไตรโคลซาน ซึ่งมีคุณสมบัติต่อต้านแบคทีเรีย และระงับกลิ่น แต่ในน้ำมันมะพร้าวปราศจากสารเคมีที่เป็นพิษ และยังสามารถยับยั้งแบคที่เรียได้เป็นอย่างดี   2.ป้องกันแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดฟันผุ   ในน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งแบคทีเรียและฟันพุ เพียงแค่นำน้ำมันมะพร้าวมานวดเหงือก วันละ 5-10 นาที ก็จะช่วยลดการเกิดคราบบนฟัน และลดอาการเหงือกอักเสบอีกด้วย   3.ไม่มีฟอง   ยาสีฟันโดยทั่วไป ประกอบด้วยโซเดียมซัลเฟตลอเรล หรือสารเคมีที่ทำให้เกิดฟอง เป็นส่วนผสมที่มีอยู่ใน สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และยาสีฟัน แน่นอนว่าการใช้สารเคมีในอุตสาหกรรมย่อมอยู่ในปริมาณที่กำหนด แต่ก็ในบางคนอาจมีอาการแพ้สารก่อฟอง ดังนั้นหากเปลี่ยนมาผลิตภัณฑ์ทดแทนที่มาจากธรรมชาติย่อมปลอดภัยกว่า   4.ราคาไม่แพง   น้ำมันมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้เอนกประสงค์ และยังมีราคาที่ถูกกว่ายาสีฟันบางชนิดเสียอีก นอกจากจะช่วยในเรื่องสุขภาพแล้ว ยังมีราคาที่สามารถคนทั่วไปหาซื้อได้   5.ปลอดภัยสำหรับสุนัข   การดูแลความสะอาดฟันของสัตว์เลี้ยง นอกจากยาสีฟันแบบเฉพาะแล้ว ในบางคนกลับใช้ยาสีฟันที่มีส่วนประกอบของสารเคมี ซึ่งสารเหล่านี้จะส่งผลเสียกับสุนัข การใช้น้ำมันมะพร้าวสำหรับฟันในสัตว์เลี้ยงเป็นสิ่งที่ปลอดภัยกว่า ที่สำคัญการงดใช้ผลิตภัณฑ์ทางเคมีกับสัตว์เลี้ยงเป็นเรื่องที่ควรทำ เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางชนิดถูกทดสอบและใช้ในมนุษย์เท่านั้น   การใช้นำมันมะพร้าวแทนยาสีฟันนั้น เป็นเรื่องที่ดี แต่การใช้ยาสีฟันทั่วไปก็ไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด แต่ในบางคนที่มีอาการแพ้ หรือแสบร้อนเมื่อแปลงฟัน หากต้องการหาผลิตภัณฑ์เพื่อทดแทนยาสีฟันก็สามารถใช้น้ำมันมะพร้าวได้ ที่สำคัญควรแปลงฟันให้ถูกวิธีด้วย   Source : womansneed.com

d5846cfa.jpg

อันตรายจากการขาดโพแทสเซียม

โพแทสเซียมเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และเราคงเคยได้ยินบ่อยๆ ว่าในผลไม้ เช่น กล้วยมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งโพแทสเซียมมีหน้าที่ควบคุมสมดุลน้ำในร่างกาย และช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นปกติ ทั้งยังทำหน้าที่ส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หากร่างกายขาดโพแทสเซียมย่อมส่งสัญญานผ่านความผิดปกติของร่างกายให้สามารถรับรู้ จากอาการต่อไปนี้     1.กล้ามเนื้ออ่อนแรง 2.ท้องผูก 3.ชาปลายนิ้วมือ ปลายเท้า 4.หัวใจเต้นผิดจังหวะ     โดยสาเหตุหลักๆ คือ การรับประทานอาหารจำพวกที่มีโพแทสเซียมต่ำ เช่น ข้าว ถั่วงอก หรือหน่อไม้ ผลข้างเคียงจากการใช้ยาปฏิชีวนะ การออกกำลังกายหักโหมเกินไป และคนที่เสียเหงื่อมากจากการทำงานหรือเล่นกีฬา ภาวะขาดโพแทสเซียมจึงกล่าวได้ง่ายๆ ก็คือ อาการที่เกิดจาก ร่างกายขาดโพแทสเซียม และอาการที่ร่างกายขับโพสแทสเซียมออกมามากจนเกินไป   ซึ่งการรักษาอาการโพสแทสต่ำ ทำได้โดยการรับโพแทสเซียมเข้าสู้ร่างกาย หลังจากได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ การป้องกันโรคโพสแทสซียมต่ำที่ดีที่สุดคือการรักษาสุขภาพ และทานอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว กล้วย ลูกพีช มันฝรั่ง มะเขือเทศ ผักใบเขียว และแคนตาลูป เป็นต้น   สิ่งสำคัญในการรับโพแทสเซียมเข้าสู่ร่างกาย ต้องทราบว่าหากร่างกายได้รับโพแทสเซียมมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้ และถ้าหากร่างกายขาดโพสแทสเซียม ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน   Source : menshealth

6f6dfddd.jpg

ทำไมการฉีดลดริ้วรอยถึงเป็นที่นิยม?

เรื่องความสวยความงามเป็นที่นิยมมาตั้งแต่ในอดีต ในแต่ละยุคสมัยก็มีความงามแตกต่างกันออกไป และค่านิยมของความงามก็ไม่ได้มีแต่ในผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายก็มีความนิยมที่ต่างกันออกไป และนอกจากความงามแล้ว การมีใบหน้าสวยใสไร้ริ้วรอย ไม่หย่อนคล้อยตามกาลเวลา ก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนฝันหา   ในปัจจุบันมีวิทยาการทางการแพทย์มากมาย ที่สามารถทำให้ผู้คนมีความงามอย่างที่ตัวเองต้องการ ทั้งศัลยกรรมทางการแพทย์หรือแม้แต่สกินแคร์ต่างๆ ที่ช่วยคงความอ่อนเยาว์ของผิวหน้าและผิวกาย คนเราจึงต้องแสดงหาความสวยสมบูรณ์และยื้อเวลาเพื่อคงความอ่อนเยาว์ของตนเองไว้   ความนิยมในเรื่องของการลดริ้วรอยมีมายาวนาน ทั้งคลินิคศัลยกรรม หรือคลินิคสกินแคร์ต่างๆ ย่อมเป็นที่ดึงดูดของลูกค้าที่มีเป้าหมายนี้ อีกทั้งอัตราส่วนทองคำ ที่หมายถึงความสมบูรณ์ของใบหน้าที่สาวๆ หลายคนต่างพูดถึง การมีริ้วรอยและใบหน้าหย่อนคล้อยย่อมไม่เป็นที่ต้องการของคนรักสวยรักงาม โดยวิธีลดริ้วรอยที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน คือ การฉีดสารลดความหย่อนคล้อย หรือโบท็อกซ์ที่เราได้ยินสรรพคุณเกี่ยวกับการลดริ้วรอยอยู่เป็นประจำ   โบท็อกซ์ได้รับความนิยมมากมาย และผู้คนมักเลือกฉีดลดริ้วรอยมากกว่าการผ่าตัดเพื่อกระชับใบหน้า เพราะไม่มีรอยแผลใหญ่ ที่เสี่ยงกับการติดเชื้อ รวมถึงวิธีการฉีด ไม่ส่งผลต่อการบวมของใบหน้ามากนัก เมื่อทำเสร็จก็สามารถทำงานได้ปกติโดยไม่ต้องพักฟื้น ในประเทศไทย โบท็อกซ์เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ไม่เพียงแต่ผู้หญิงที่ใบหน้ามีริ้วรอยเท่านั้น แต่สาวๆ ที่อายุยังไม่มาก ยังนิยมฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดขนาดของใบหน้า ทำให้ใบหน้าเรียวเล็ก และกระชับ ซึ่งผลที่ได้อาจไม่ได้ทำให้ใบหน้าเปลี่ยนรูป แต่การทำงานของโบท็อกซ์ คือ การทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนหยุดทำงาน จึงส่งผลให้ใบหน้าตึง และมัดกล้ามเนื้อแก้มตรงที่ถูกฉีดไม่ทำงาน (เป็นอัมพาต) เลยส่งผลให้ใบหน้าในส่วนนั้นตึงขึ้น ใบหน้าจึงดูกระชับ   แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว การฉีกสารโบท็อกซ์ หรือการฉีดลดริ้วรอยนี้ ไม่ได้เป็นการศัลยกรรมอย่างถาวร ดังนั้นในเวลาเพียงไม่นาน ใบหน้าจะเข้าสู่ปกติ การฉีดโบท็อกซ์จึงต้องฉีดซ้ำต่อไปเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 6-12 เดือน แน่นอนว่าการทำหัตถกรรมแบบนี้บ่อยๆ จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อย แต่เพื่อความสวยความงามแล้วหลายๆ คนยอมสามารถจ่ายได้เสมอ เพราะความดูดีเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นใจ และที่ผู้คนส่วนหนึ่งต้องการคงความอ่อนเยาว์ไว้ เพราะในการทำงานที่ต้องพบปะผู้คน ความประทับใจแรกจึงเป็นสิ่งสำคัญ   นอกจากการฉีดสารลดริ้วรอยแล้ว การฉีดสารเติมเต็มเพื่อปรับรูปหน้า ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ในต่างประเทศ แถบยุโรปและอเมริกา นิยมฉีดสารเติมปากอวบอิ่มและโหนกแก้ม ส่วนในแถบเอเชียจะเน้นการเติมสารในส่วนที่ทำให้ใบหน้าดูน่ารักจิ้มลิ้ม เช่น เติมหน้าผาก หรือร่องแก้มมากกว่า   อ่านบทความ “โบท็อกซ์” เพิ่มเติมได้ที่ : healthexpothailand Source : allure

4496f43a.jpg

Botox (โบท็อกซ์) คืออะไรและช่วยในเรื่องอะไร

Botox (โบท็อกซ์)  คืออะไรและช่วยในเรื่องอะไร ในยุคปัจจุบันนี้ เราจะได้ยินคำว่า  Botox  (โบท็อกซ์)  และเราอาจจะสงสัยว่า โบท็อกซ์  นั้นคืออะไรซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกัน กับโบท็อกซ์     "โบท็อกซ์" (Botox)แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ชื่อทางการค้า (trade name) ที่เราเรียกกันจนชินปาก ที่จริงโบท็อกซ์ ผลิตโดยบริษัทยายักษ์ใหญ่ของอเมริกา Allergan  เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างจากแบคทีเรีย ชื่อ คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum) ที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษแก่มนุษย์ หากได้รับในปริมาณมากๆ เช่น จากอาหารกระป๋องที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อตัวนี้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จากการที่กล้ามเนื้อกระบังลมไม่ทำงาน  ผู้ป่วยจึงหยุดหายใจ    สารโบทูลินั่มท็อกซิน ออกฤทธิ์ได้ อย่างไร?          โบทูลินั่ม ท็อกซิน ออกฤทธิ์โดยการไปจับกับส่วนปลายของเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ประสาท ไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทได้ กล้ามเนื้อจึงคลายตัว หรือ อีกนัยหนึ่งก็คือ เกิดการอัมพาตของกล้ามเนื้อเล็ก โดยจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 2-3 วัน และเห็นผลสูงสุดในเวลาประมาณ 7– 14 วัน     แพทย์สามารถนำเอา "สารพิษ" นี้มาใช้ได้หรือไม่ ?          หากฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อในปริมาณน้อยๆ โบทูลินั่ม ท็อกซินจะทำให้กล้ามเนื้อ "คลายตัว" ดังนั้นในยุคแรกๆ จักษุแพทย์จึงนำโบทูลินั่ม ท็อกซิน มาฉีดรักษาโรคตาเหล่  ตาเข และโดยบังเอิญจากการฉีดรักษาในบริเวณรอบดวงตานี้เอง ก็ทำให้แพทย์พบว่าริ้วรอยบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากหว่างคิ้วและรอบดวงตาดีขึ้นด้วย ในยุคต่อมาจึงมีการฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน เพื่อประโยชน์ในด้านความสวยงามตามมาอย่างแพร่หลาย และมีเทคนิควิธีการที่ต่างๆ กันออกไป มีการนำมาฉีดเพื่อทำให้หน้าเรียวลง  ยกกระชับผิวหนัง ลดเหงื่อบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ ตลอดจนรักษาอาการปวดศีรษะ ปวดเกร็งต้นคอ และอีกหลายกรณี ในประเทศสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวมีการฉีดกันเป็น ล้านๆครั้ง ต่อปี    การฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน อยู่นานเท่าใด?          โดยทั่วไปผลของการฉีดจะอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นกับว่าฉีดรักษาอาการอะไร ฉีดบริเวณใด  ฉีดเป็นครั้งแรกหรือเป็นการฉีดซ้ำ  ผู้รับการรักษาอายุเท่าใด ซึ่งการที่ผลการรักษาอยู่ไม่ถาวรนั้น ที่จริงอาจนับได้ว่าเป็นข้อดี เพราะหากผลที่ได้รับไม่เป็นที่น่าพอใจ ในที่สุดก็จะค่อยๆ หายไปเองได้          การฉีดโบท็อกซ์นั้นเหมาะกับผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป เพราะรูปหน้าคงที่แล้ว หากแต่ไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวยุคใหม่ ที่ต้องการปรับแต่งรูปหน้าให้สวยเนี้ยบยิ่งกว่า ต้องการปรับเล็กๆ น้อยๆเพื่อแก้โหงวเฮ้ง หรือเสริมบุคลิกภาพเพื่อสังคม ผู้มีอายุต่ำกว่านั้นก็สามารถทำได้ ไม่ต้องรอให้วัยล่วงเลย   ใครที่ไม่ควรฉีด BOTOX ?         1. ผู้ป่วยโรคระบบกล้ามเนื้อ         2. ผู้ที่มีประวัติแพ้ Albumin         3. ผู้ที่มีประวัติแพ้ Botulinum Toxin         4. หญิงมีครรภ์อยู่ระหว่างให้นมบุตร   การเตรียมตัวก่อนการฉีด BOTOX        1. ห้ามรับประทานยาลดการอักเสบ หรือแอสไพริน ก่อนการฉีดยา 1 อาทิตย์        2. ควรหยุดรับประทานวิตามิน โดยเฉพาะ วิตามินอี น้ำมันปลา ใบแปะก๊วย  และสมุนไพรร้อน เช่น โสม ก่อนการรักษาประมาณ 2-3 วัน   การดูแลหลังรับบริการ  BOTOX         1. ห้ามนอนราบ 3 ชม. หลังทำ เนื่องจากตัวยาอาจกระจายออกนอกตำแหน่งที่ฉีดทำให้ไม่ได้ประสิทธิภาพที่ต้องการ         2. ห้ามนวดบริเวณที่ฉีด เพราะทำให้ยากระจายตัวไปที่กล้ามเนื้อรอบดวงตาได้         3. ขยับกล้ามเนื้อที่ฉีด ทุก 15 นาที ในชั่วโมงแรกหลังฉีด เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ดีขึ้น         4. หากมีรอยช้ำหลังฉีด ประคบเย็นที่บ้านต่อ ไม่ให้นวด หรือประคบอุ่น และงดทานยาจำพวก  แอสไพริน วิตามินอี  สมุนไพรร้อน เช่น แปะก๊วย โสม 2-3 วัน เพื่อลดรอยช้ำหลังฉีด (หากมี)         5. ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 2 อาทิตย์แรกมีผลทำให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ไม่ดี หรืออาจแย่ไปกว่านั้น อีกก็คือ ทำให้เกิดริ้วรอยแผลบริเวณตำแหน่งที่ฉีดโบท็อกซ์         6. ช่วงเดือนแรกงดเว้นการนวดหน้าแรงๆ หรือ การทำ treatment ร้อน เช่น RF, การซาวน่า         7. สำหรับผู้ที่ฉีดหน้าเรียว ควรงดเว้นการเคี้ยวหมากฝรั่ง เนื่องจากจะทำให้การฉีดไม่ได้ผล   ข้อควรระวัง      ไม่ควรทำการฉีดสาร Botulinum Toxin กับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ เนื่องจากแพทย์จะทำการเรียนเรื่องกล้ามเนื้อแต่ละมัดบนใบหน้าของเรา ทำให้เวลาฉีดแพทย์แต่ละท่านจะสามารถฉีดในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด   ที่มา :http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:E6tMZeL1jI0J:hilight.kapook.com/view/33774+&cd=1&hl=en&ct=clnk&gl=th        :www.pinterest.com  

19a752cf2fdb9.jpg

ฉีดสเต็มเซลล์ ไม่ช่วยชะลอวัยแถมยังเสี่ยงมะเร็ง

ในปัจจุบันผู้คนต่างตื่นตัวในเรื่องสุขภาพ โดยนักวิจัยจากหลายๆแห่งได้พยายามศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์เพื่อมาใช้ในการรักษาโรค แต่การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ยังมีข้อจำกัดอยู่มากมาย และในการรักษานั้นต้องใช้เซลล์จากไขกระดูกของผู้ป่วยหรือไขกระดูกของพี่น้องผู้ป่วย เพื่อนำมารักษาโรคทางระบบโลหิตวิทยาบางโรคเท่านั้น ยังไม่มีผลการศึกษาที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าสามารถนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาในเรื่องของการชะลอวัย   มารู้จักกับสเต็มเซลล์ สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด คือ เป็นเซลล์อ่อนที่ไม่มีหน้าที่ของเซลล์ที่เฉพาะเจาะจง สามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ และ พร้อมจะเจริญเติบโต เปลี่ยนแปลงเพื่อไปทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งที่เฉพาะเจาะจงได้ หรือกลายเป็นเซลล์ของเนื้อเยื่อชนิดต่างๆในร่างกายได้   สเต็มเซลล์ (Stem Cell) พบได้จากตัวอ่อนระยะ blastocyst และในเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย เช่น เลือด ฟันน้ำนม ผิวหนัง สายสะดือ ไขกระดูก โดยสเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด จากไขกระดูกในผู้ใหญ่นั้นมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ในระบบเลือด รวมถึงเซลล์ที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอีกด้วย ดังนั้นไขกระดูกจึงมีความสำคัญมากในทางการแพทย์   โดยปกติเซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายของมนุษย์จะทำหน้าที่จำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่ย้อนกลับมาเป็น สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด อีก ตัวอย่างของเซลล์ที่พัฒนาไปจนสุดทางจนเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง เช่น เซลล์สมอง เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์เหล่านี้เมื่อตายไปแล้ว จะไม่มีเซลล์ใหม่มาทดแทนได้อีก   ปัจจุบันได้มีนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยมากมายที่สนใจในการนำสเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิดมาใช้ในการรักษาโรค ซึ่งในทางการแพทย์ยังไม่มีการกำหนดแนวทางการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ไว้ในแนวทางเวชปฏิบัติของแพทย์สำหรับรักษาโรคต่าง ๆ ยกเว้นโรคทางโลหิตวิทยา 5 โรค ได้แก่ -โรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาว  -โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง -โรคไขกระดูกฝ่อ -โรคมะเร็ง multiple myeloma -โรคโลหิตจางพันธุกรรมธาลัสซีเมีย   และการนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาอย่างไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดโทษต่อผู้ป่วยที่ได้รับสเต็มเซลล์ อาจเกิดอาการแพ้ เกิดการอุดตันของหลอดเลือด มีการปนเปื้อนของสารเคมี สารโปรตีนแปลกปลอม เชื้อโรค หรือเซลล์แปลกปลอมในระหว่างกระบวนการเตรียมสเต็มเซลล์ที่ไม่ถูกวิธี เคยมีรายงานการใช้สเต็มเซลล์อย่างไม่ถูกต้องในผู้ป่วยทั้งคนไทยและต่างประเทศ ทำให้ผู้ป่วยเกิดเป็นโรคมะเร็งชนิดร้ายแรงหลังจากเข้ารับการรักษา ซึ่งในปัจจุบันมีสถานให้บริการชะลอวัยด้วยสเต็มเซลล์หลายแห่งในต่างประเทศ ที่ไม่ได้มีการรับรองจากทางการแพทย์ว่ารักษาได้จริงดังนั้น ผู้ใช้บริการควรศึกษาข้อมูลต่างๆให้ดี และไม่ควรเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่ยังไม่มีงานวิจัยรองรับ   Source : thaibiotech.info                wongkarnpat.com

21617a8180739f.jpg

อันตราย! ใช้คอตตอนบัดแคะหู เสี่ยงหูหนวก

คอตตอนบัด หรือสำลีแคะหู เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมสำหรับการทำความสะอาดหู แต่คอตตอนบัดแคะหู เต็มไปด้วยอันตรายที่แฝงอยู่ เพราะก่อให้เกิดโรคหูอื้แบะหูอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการแก้วหูทะลุ ซึ่งก่อให้เกิดโรคหูหนวกตามมา   ขี้หู เกิดจากต่อมสร้างขี้หู ที่อยู่ระหว่างช่องหูชั้นนอกกับเยื่อแก้วหู โดยมีหน้าที่ป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในหู มีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อ ที่สามารถทำลายแบคทีเรียนที่หลุดลอดเข้ามาในรูหู และยังช่วยเคลือบผนังหูให้ชุ่มชื่น เพื่อลดการอักเสบ เช่น เมื่อถึงช่วงฤดูหนาวที่ผิวแห้งมากกว่าปกติ ขี้หูจึงมีหน้าที่สร้างความชุ่มชื้นภายในรูหู   นอกจากนั้นขี้หูยังมีกลิ่นเฉพาะตัว และในบางครั้งอาจสร้างความรำคาญ หลายๆ คนจึงติดนิสัยแคะหู โดยเฉพาะการใช้ไม้แคะหูหรือคอตตอนบัด ในการแคะเข้าไปข้างในรูปหูเพื่อทำความสะอาด แต่ความจริงแล้วการทำแบบนี้อาจส่งผลร้ายแรงต่อรูหู ซึ่งในหู ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ หูชั้นนอก หูชั้นใน และหูชั้นใน หากเรานำไม้เข้าไปแหย่เพื่อทำความสะอาด อาจทำให้หูทั้งสามชั้นเกิดการอักเสบตามมา เนื่อจากรูหู เป็นอวัยวะที่บอบบาง นอกจากนั้นการใช้คอตตอนบัดแหย่เข้าไปในรูหู ยิ่งทำให้ขี้หูดันกันอยู่ภายในส่งผลให้เกิดโรคขี้หูอุดตัน   ซึ่งโรคนี้เกิดจากการแคะหู จนเป็นเหตุให้ต่อมสร้างขี้หูถูกกระตุ้น และสร้างขี้หูออกมาจำนวนมาก เมื่อเราพยายามแคะขี้หู จึงเป็นเหตุให้รูปหูถูกขูดด้วยไม้แคะ จนเกิดการถลอก เนื่องจากรูหูมีความบอบบาง เมื่อหูถลอกร่างกายจะหลั่งสารฮิสตามีนออกมาทำให้เกิดอาการคันมากกว่าเดิม วิธีรักษาคือการเลิกแคะหู และปล่อยให้อาการคันหายไปเอง   ทั้งนี้การรักษาความสะอาดของรูหูนั้น ไม่ควรแคะ หรือใช้สำลีปั่นหู การทำความสะอาดหูทำให้เพียงเช็ดใบหูชั้นนอกเท่านั้น เพราะขี้หูจะถูกขับออกมาข้างนอกตามกลไกของร่างกยอยู่แล้ว มีจำเป็นต้องใช้อะไรเข้าไปแคะ ที่สำคัญหากมีอาการหูอักเสบ คัน น้ำเข้าหู หรือได้ยินเสียงไม่ชัด ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่แคะหูหรือซื้อยามาหยอดเอง   Source : coach

35ce012e6c.jpg

ทำความรู้จักกับวิตามินโฟลิก ที่ช่วยป้องกันโรคพิการแต่กำเนิด

จากการรณรงค์ให้ผู้หญิงทานวิตามินโฟลิก เพื่อป้องกันโรคพิการแต่กำเนิดในเด็กทารก เพราะวิตามินโฟลิก สามารถลดความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิดได้สูงกว่า 50 % โดยสามารถลดความเสี่ยงจาก 5 โรค ได้แก่ 1.โรคปากแหว่งเพดานโหว่ 2.โรคแขนขาพิการ 3.โรคหลอดประสาทไม่ปิด 4.โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และ 5.โรคดาวน์ซินโดรม   กรดโฟลิก (โฟเลต) หรือวิตามินบี 9 มีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยในกระบวนการเผาผลาญโปรตีน ช่วยในการสร้างกรดนิวคลีอิก มีความจำเป็นต่อการแบ่งตัวของเซลล์ ป้องกันโรคโลหิตจาง ป้องกันโรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ และป้องกันโรคอัลไซเมอร์ กรดโฟลิก สามารถพบได้ใน ผักใบเขียว ไข่แดง ตับ ฟักทอง แคนตาลูป แครอท และถั่ว และยังสามารถซื้อวิตามินโฟลิกชนิดเม็ดได้ที่ร้านขายยาทั่วไป ซึ่งการทานวิตามินโฟลิกไม่ส่งผลเสียร้ายแรงต่อร่างกาย เพราะเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำและไม่สะสมภายในร่างกาย โดยในแต่ละวันร่างกายจะขับวิตามินที่เหลือออกทางปัสสาวะ   การรับประทานกรดโฟลิก ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ช่วยลด 5 โรคพิการแต่กำเนิด มีรายละเอียดดังนี้   1.โรคปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นความพิการส่วนของศรีษะและใบหน้า มีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม และภาวะขาดสารของแม่ในขณะตั้งครรภ์   2.โรคแขนขาพิการ เกิดจากความผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก เนื่องจากมารดาไม่ได้ทานวิตามินโฟลิก จึงเกิดความผิดพลาดขึ้นตอนที่มีการปฏิสนธิ โดยทารกจะแสดงอาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แขนขาทารกอาจได้รับการพัฒนาปกติ  แต่มือและเท้าขาดหายไป หรือกระดูกเชิงกรานขาดไป   3.โรคหลอดประสาทไม่ปิด คือภาวะสมองสร้างไม่สมบูรณ์ ร้อยละ 90 ของทารกมีชีวิตเกิน 1 ปี เพราะได้รับการผ่าตัดแก้ไข และร้อยละ 75 มีชีวิตจนเป็นผู้ใหญ่แต่จะพิการขาทั้งสองข้าง ระบบทางเดินปัสสาวะและอุจจาระทำงานบกพร่อง และยังมีความพิการทางสมอง   4.โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นภาวะที่มีความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดที่เกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยเฉพาะใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ทำให้มีเลือดดำปนอยู่ในเลือดแดงที่ไปเลี้ยงร่างกาย โรคนี้มีความแตกต่างกันไปตามด้านพยาธิสภาพ และอาการแสดง การรักษาและการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงแตกต่างกัน โดยทั่วไปแพทย์จะประเมินการรักษาเป็นรายๆ ไป   5.กลุ่มอาการดาวน์ หรือ ดาวน์ซินโดรม เกิดจากการมีโครโมโซมเกินมา 1 คู่ ถือเป็นความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ พบความเสี่ยงมากในมารดาที่อายุเกิน 35 ปี เด็กจะมีลักษณะของตาที่เฉียงขึ้นบน ดั้งจมูกแบน ตาห่าง มือเท้าสั้น กล้ามเนื้อที่อ่อนแรง และมักจะมีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดร่วมด้วย และมีพัฒนาการทางสมองล่าช้า   ทั้งนี้โรคพิการแต่กำเนิดทั้ง 5 โรคนี้ สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการทานวิตามินโฟลิก (ชนิดเม็ด)ก่อนตั้งครรภ์ 3 เดือน และทานต่อเนื่องหลังจากตั้งครรภ์อีก 3 เดือน นอกจากนั้นยังสามารถทานอาหารที่มีสารโฟเลตประกอบอยู่ด้วยได้   *ผลเสียจากการทานโฟลิกมากจนเกินไป อาจมีอาการผื่นแพ้ในผู้ป่วยบางคน และหากร่างกายมีกรดโฟลิกมากเกินไป อาจทำให้เป็นโรคโลหิตจางจากการขาดวิตามินบี 12 ไม่แสดงออกมา   Source : thaihealth medthai pixabay

9b1c33f9aa.jpg

การเป็นคนยึดติดกับคนอื่นบอกอะไรเกี่ยวกับคนเราได้บ้าง?

หลายคนคงรู้ว่า คนที่ชอบส่งข้อความบ่อยๆ เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับข้อความในโทรศัพท์ แล้วก็อยากจะรู้อยู่ตลอดเวลาว่าเราอยู่ที่ไหน พฤติกรรมติดหนึบที่น่ารำคาญนี้ไม่ใช่นิสัยที่น่าโปรดปรานเอาซะเลย แต่รู้หรือไม่ว่าคนที่มีพฤติกรรมชอบเรียกร้องเหล่านี้ ไม่ใช่ฝ่ายเดียวหรอกนะที่มีปัญหา แต่ว่าเป็นพวกเราด้วย  ในวิดีโอของ school of life ทาง Youtube ในประเด็น "วิธีป้องกันตัวจากคนที่ชอบเรียกร้อง" มีคำอธิบายว่าผู้ที่ชอบเรียกร้องและต้องการผู้อื่นมากๆ นั้น ยึดเอาประโยชน์ของการไม่คาดหวังต่อการเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองที่มากพอ นำไปสู่การขอความช่วยเหลือ เราอาจรู้สึกว่าคนบางคนนั้นเป็นมีความต้องการในตัวผู้อื่นและยังติดแจเข้าขั้นหนัก ขณะที่เราไม่เห็นว่าตัวเองจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมกับความต้องการของพวกเขาตรงไหน เราสงสัยในตัวเองมากจนเกินจะเยียวยาว่าเราไม่ใช่คนแบบที่ไว้ใจได้ หรือเป็นคนแข็งแกร่ง พึ่งพาได้ หรือว่าเหมาะสมพอที่พวกเขาจะมายึดติดกับเรา หรืออีกในหนึ่งคือ เราไม่เห็นจะเป็นผู้ใหญ่พอเลย เราระแวงว่าคนบางคนที่ต้องการเรามากๆ จนถึงขั้นสามารถขึ้นอยู่กับเราในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์อันน่าสบายได้จะกลายเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ  การแสดงความรังเกียจของเราที่มีต่อคนที่มีความต้องการในตัวผู้อื่นมากๆ นั้นคือรากฐานของการขาดความรักในตัวเอง มันอาจเป็นเรื่องน่าตกใจ ถ้าเรายังไม่เชื่อในความสามารถในการรักของตัวเราเอง เรามองผู้คนที่ติดหนึบอยู่กับเราเหมือนเป็นการทำอะไรโง่ๆ ที่จะมาค้นหาสิ่งมหัศจรรย์ในตัวเรา หรือว่าการให้คุณค่ากับเราว่าตัวเรามีความมหัศจรรย์มากกว่าที่เรารู้สึกว่าเรามี นักจิตวิทยาได้พิสูจน์ว่าคนเราต้องการที่จะเชื่อมโยงกับผู้อื่นเพื่อการมีความสุข และการที่ถูกเพิกเฉย หรือถูกละเลย สามารถกลายเป็นความเครียดได้ คนเรามีความต้องการที่จะรู้สึกเชื่อมต่อกับผู้อื่นมาตั้งแต่กำเนิดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นหรือว่าการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น ดังนั้นทำไมเราถึงยังตัดสินผู้อื่นอย่างหยาบคายอยู่อีกในการที่พวกเขาแสดงออกมาอย่างมากในการที่จะตามหาความสัมพันธ์ทางสังคม คุณอาจจะได้เจอกับคนรักที่ติดหนึบมากเกินไป และมองว่าพวกเขาไม่สามารถจะอยู่ด้วยตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม รายการ the school of life นั้นเลือกใช้การมองในมุมที่ต่างออกไปว่า บางทีแล้วพวกเขาอาจไม่ได้ร้องขออะไรที่มากมายขนาดนั้น แต่พวกเขาแค่ไม่ได้ทนทุกข์อยู่กับความรู้สึกที่ว่ามันเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่เราจะเป็นคนที่ได้รับความรักหรือเป็นคนที่รักคนอื่น  คนที่เรียกร้องความสนใจมากๆ นั้นมีความแข็งแกร่งพอที่จะแสดงออกถึงความอ่อนแอของตัวเอง ซึ่งมันเป็นความแข็งแกร่ง ไม่ใช่ความอ่อนแอ เราจำเป็นจะต้องปรับทัศนคติหรือมุมมองของเราว่า พวกเราเป็นคนที่ใช้ได้ ถึงบางครั้งจะเป็นคนที่น่ารำคาญไปบ้างก็ตาม มันเป็นวิสัยทัศน์การมองที่ถูกต้องกว่าสิ่งที่ประกอบขึ้นมาจากความปกติ  เราจะเริ่มพบว่าคนอื่นๆ นั้น มีความเรียกร้องน้อยลง เมื่อเราให้การยอมรับว่ามันไม่ได้มีอะไรที่แปลกเลยในการที่ใครบางคนจะชื่นชอบเรามากๆ  และบางที การที่คุณถูกเรียกว่าเป็นคนชอบเรียกร้องนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องที่แย่เสมอไป     source : medicaldaily , pixabay

f2b5bfee2db179d.jpg

มีความหมายอะไรซ่อนอยู่ในเพลย์ลิสท์ที่คุณไม่เคยแชร์

ในเพลย์ลิสท์ที่คุณชอบฟังแต่ไม่เคยแชร์นั้นมีความหมายอะไรซ่อนอยู่ เพลงบางเพลงที่คุณไม่เคยเปิดฟังตามที่สาธารณะ หรือแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย บางทีแล้วเพลย์ลิสท์แห่งความลับของคุณอาจจะซ่อนปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขของคุณอยู่ก็ได้ สิ่งที่เพลย์ลิสท์ลับๆ สามารถบอกเกี่ยวกับคุณได้ เสียงเพลงช่วยให้การใช้ชีวิตในสังคมและความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นๆ นั้นดีขึ้น บางครั้งเสียงเพลงก็ยังช่วยเพิ่มความสนุกสนาน ความฮึกเหิม ความภาคภูมิ รวมไปถึงความเอาจริงเอาจังในคนเราได้ ตามสถานการณ์ที่แตกต่าง หรือเพลงที่อยู่ในระดับความเป็นส่วนตัว อย่างบทเพลงพิเศษของคนรัก ขณะที่ค่านิยมในการแชร์เพลงกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่แพร่หลายกันอย่างชัดเจน แต่บางบทเพลงที่มีความหมายในทางส่วนตัวนั้น ก็ทำให้หลายคนไม่เต็มใจจะแชร์หรือบอกว่าพวกเขาเพลิดเพลินกับมันโดยส่วนตัว เราอาจจะเข้าใจได้ง่ายๆ ว่าทำไมคนเราถึงรู้สึกอึกอักที่จะเปิดเผยว่าพวกเขาชอบเพลงบางเพลง เพลงป็อปหลายเพลงนั้นถูกมองว่ามันเป็นเพลงง่ายๆ พื้นๆ เอามากๆ และความซ้ำไปซ้ำมาของมัน ก็ทำให้นักฟังเพลงบางคนรู้สึกรำคาญเกินกว่าจะยอมรับ แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับบางคนมันก็ยากที่จะเฉยเมยต่อจังหวะที่ชวนโยกศีรษะหรือท่าทางตาม รวมทั้งการร้องซ้ำไปซ้ำมาของเนื้อเพลงที่มีความสุข ก็ยับยั้งความรื่นเริงไม่ได้ รสนิยมการฟังเพลงของคนๆ หนึ่ง อย่างเพลงที่มีเนื้อหาป็อปๆ เด็กๆ อย่าง bubblegum songs นั้นสามารถสะท้อนความกลัวของคนเราที่กลัวว่าคนอื่นจะมองเราเป็นคนที่ฟังเพลงทื่อๆ หรือเป็นพวกนักฟังเพลงสมัครเล่น ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่อธิบายถึงความต้องการที่จะเก็บความชอบในเพลงที่มีเนื้อหาเด็กๆ เอาไว้เป็นความชอบส่วนตัว แต่เนื้อหาที่ชัดเจนของเพลงเหล่านี้ที่คือความเป็นเด็ก ความเพ้อฝัน มังกรในเทพนิยาย หรือว่ายูนิคอร์นขี้เล่น การยอมรับว่าคุณชื่นชอบเพลงเหล่านั้นอาจเป็นการแบกรับความเสี่ยงที่คนอื่นจะมองว่าคุณไม่เป็นผู้ใหญ่ มีความเป็นเด็ก หรืออย่างน้อยก็เป็นพวกที่ไร้เดียงสา คนบางคนยังจะสามารถคิดไปถึงขั้นที่ว่าเพลงที่มีเนื้อหาเป็นผู้ใหญ่บางเพลงก็ควรจะเก็บไว้เป็นความชอบส่วนตัว เพราะมันอาจจะไม่เท่ ที่จะชอบเพลงที่มันเก่าไปแล้ว ในวัฒนธรรมที่คลั่งไคล้ความแข็งแกร่ง และความมีพลัง อย่างความกล้าหาญ ขัดขวางการยอมรับความอ่อนไหว เปราะบาง และบางครั้งก็สามารถเข้าใจได้ว่าการที่บางคนซ่อนเพลงบางเพลงในเพลย์ลิสท์ส่วนตัวของเขาเพราะอยากจะหลีกเลี่ยงจากการถูกมองว่าไม่โตหรือว่าไม่เท่ คนอื่นๆ อาจเปิดเผยความกังวลที่สำคัญมากกว่านั้น อย่างความกลัวในการเปิดเผยถึงความต้องการที่ไม่ได้ถูกเติมเต็ม ความปรารถนาหรือความขัดแย้งที่อาจจะถูกบีบบังคับให้เป็นความลับ ตลอดจนอุปสรรคที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้น และเพลงบางเพลงก็อาจจะเปิดเผยถึงความอดทนต่อความรู้สึกที่เจ็บปวดของบาดแผลในอดีต การถูกทอดทิ้ง ถูกทรยศ หรือความรักที่ไม่ได้รับกลับมา ความโศกเศร้าที่ไม่สามารถรับมือได้ บทเพลงเหล่านี้สามารถเผยถึงความรู้สึกส่วนลึกของตัวตนเราที่เราเลือกจะเก็บมันเอาไว้เป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า เราอาจจะกลัวว่าการที่เราแสดงถึงความเจ็บปวดที่ลึกที่สุด หรือว่าจุดอ่อนของเรา จะทำให้เราเปราะบางต่อการถูกกระทบกับความรู้สึก และการแชร์เพลงเหล่านี้อาจจะสะท้อนด้านบ้างด้านในตัวเราที่ถูกซ่อนเอาไว้ และทำให้เรากลับไปนึกถึงเรื่องที่เราอยากจะลืมได้ ประสบการณ์ในชีวิตเปลี่ยนแปลงตัวเรา เรามีเพื่อนใหม่ เพื่อนร่วมงานใหม่ๆ และรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่ๆ เราอาจจะรู้สึกว่าเราได้โตขึ้นจากตัวตนในอดีตแล้ว และรู้สึกสบายใจกับการที่ทิ้งมันเอาไว้เบื้องหลัง แต่ว่าตัวตนของเราในอดีตก็เป็นตัวตนที่สร้างความเป็นตัวเราในปัจจุบันขึ้นมา การชื่นชอบเพลงอย่างเป็นความลับสำหรับบางคนนั้น สะท้อนว่าตัวตนส่วนตัวสามารถเป็นแหล่งของความพึงพอใจที่อยู่ภายใน การมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวสามารถเป็นเหมือนกับขุมทรัพย์ทางจิตวิทยาที่ถูกซ่อนเอาไว้ของเรา สำหรับคนอื่นๆ อาจจะเป็นแหล่งของความอับอายที่มีอำนาจ และการที่คุณเก็บกดมันเอาไว้ก็สามารถจะทำให้มันกลายเป็นแหล่งของความวิตกกังวลและความเศร้า งานวิจัยบอกว่าในบางกรณีแล้วการเก็บความลับที่สำคัญเอาไว้อาจจะเป็นการสร้างภาระทางความคิดและอารมณ์ และการเปิดเผยมันออกมาก็สามารถทำให้คุณรู้สึกปลดปล่อยหรือผ่อนคลายได้ การแชร์ส่วนต่างๆ ที่มีความหมายจากเพลย์ลิสท์แห่งความลับของเราอาจจะเป็นสเต็ปแรกของการรักษา           source : psychologytoday

latest update product

ThanyapuraPhuket

บริษัท:PhuketInternationalSportsClubLtd.(HeadOffice) ยี่ห้อ/ชื่อสินค้า:ธัญญปุระภูเก็ต ประเภทสินค้า:แพ็คเกจสุขภาพ บูธหมายเลข:A101 EscapetoAsia’sleadingsports,healthandwellnessresortandtraininparadise.ThanyapuraislocatedonthetropicalislandofPhuketandisbasedonfitness,healthandyourwell-beingwithworldclassfacilities.JustfifteenminutesawayfromthePhuketInternationalAirport,Thanyapurapresentsauniqueandinspiringdestinationforindividualsandgroups,fromprofessionalstoamateursportsenthusiastsorsimplyforthoselookingforabalancedapproachtotheirlifestyle   Theresortcomprisesof115rooms,77roomsinthePoolWingand38roomsintheGardenWing,surroundedbythebeautifulKhaoPhraTaewNationalPark.ThePoolWingoffersa25mrecreationalpool,apoolbaranda24hourreception.TheDivineRestaurantservesfresh,organicandcarefullyselectedproductsforbreakfast,lunchanddinner.Foranydietplanordetoxyouarefollowing,ourChefscanofferyoualkalineandnourishingdishestoenhanceyourjourneytohealthatDiLiteRestaurant.AttheBoosterDeliandBar,snacks,coffeeandpastriesareservedoverlookingthe50mpoolandtheNationalPark.TheLoungeSportsBaropensitsdoorseveryeveningandinviteseveryonetocometogetherinarelaxedandfunatmosphere.   ThanyapuraHealthandWellnessCentrefeaturesdetox,weight-loss,preventativemedicine,anti-aging,meditationandyogaprogramstopromoteoverallwell-beingforthebody,mindandsoul.Onabasiclevel,thecentreofferstailoredprogramstosuityourneedsandincludesone-to-oneconsultants,assessments,analysisandrejuvenatingtherapies.Theexperiencedanddedicatedspecialistspresentadvancedtechniquesandpracticalwaystohelpguestsfeelamazinginsideout.Combiningmodernmedicineandthelatestholisticmedicine,theThanyapurawayseekstogivethebodyacompleteanalysisandprovidestherootcauseofhealthissues.

Suggest

บทความแนะนำ

เท้าเบาหวาน...ภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

เบาหวานจัดเป็นกลุ่มอาการเมตาบอลิกมีสาเหตุมาจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงทั้งจากเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน(เบาหวานชนิดที่1)หรือเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน(เบาหวานชนิดที่2)ก็ได้ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดความเสื่อมของหลอดเลือดซึ่งภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังจากโรคเบาหวานมักมีผลต่อหลอดเลือดและระบบไหลเวียนโลหิตที่นำเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญต่างๆของร่างกายเช่นหัวใจสมองไตตาและเท้า   เท้าเบาหวาน(Diabeticfoot)หมายถึงสภาวะของเท้าที่เกิดจากปลายประสาทเสื่อมเส้นเลือดส่วนปลายตีบตันและมีการติดเชื้อซึ่งอาจก่อให้เกิดบาดแผลติดเชื้อลุกลามนำไปสู่การตัดขาจากเบาหวาน   ปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดแผลและถูกตัดขาได้แก่  เป็นเบาหวานมานานกว่า10ปี ภาวะประสาทส่วนปลายเสื่อม(Diabeticneuropathy) โครงสร้างเท้าที่ผิดปกติ ระบบเส้นเลือดส่วนปลายผิดปกติ(Peripheralvasculardiseases) เคยมีแผลหรือถูกตัดขามาก่อน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้(ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดHbA1c>7%) นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆเช่นเพศน้ำหนักกลไกการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของเท้าเช่นเดินลงน้ำหนักและขนาดของรองเท้าที่สวมไม่พอดีซึ่งมักก่อให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำๆฯลฯ   สาเหตุของการเกิดแผลเรื้อรังที่เท้า แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานเกิดจากหลายสาเหตุได้แก่ ปลายประสาทเสื่อม(Diabeticneuropathy)เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของผู้ป่วยเบาหวานที่มาพบแพทย์จากการมีแผลปัญหาปลายประสาทเสื่อมส่งผลต่อเท้าดังนี้ 1.1 เส้นประสาทรับความรู้สึกเสื่อม(Sensoryneuropathy)ทำให้ผู้ป่วยมีอาการชาไม่สามารถรับรู้อันตรายที่อาจเกิดกับเท้าทั้งจากของแหลมคมความร้อนความเย็นตลอดจนแรงกดที่ผิดปกติโดยผู้ป่วยมักไม่รู้สึกเจ็บเนื่องจากเส้นประสาทรับความรู้สึกเสื่อมจนกระทั่งเกิดแผล 1.2 เส้นประสาทสั่งการเสื่อม(Motorneuropathy)ทำให้กล้ามเนื้อเท้าขาดสมดุลและฝ่อลีบเกิดภาวะเท้าผิดรูปและทำให้จุดรับน้ำหนักเปลี่ยนแปลงไป 1.3 เส้นประสาทอัตโนมัติเสื่อม(Autonomicneuropathy)ทำให้การผลิตเหงื่อน้อยลงเกิดผิวแห้งแตกเป็นร่องและเกิดแผลได้ง่ายโดยเฉพาะบริเวณฝ่าเท้า หลอดเลือดส่วนปลายตีบตันทำให้เนื้อเยื่อขาดออกซิเจนส่งผลให้การหายของบาดแผลช้าลงเนื่องจากเลือดนำยาปฏิชีวนะไปถึงแผลได้ยากและเกิดการติดเชื้อลุกลามมากยิ่งขึ้น การเกิดหลอดเลือดส่วนปลายตีบตันในผู้ป่วยเบาหวานมักมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วยเช่นอายุมากเป็นเบาหวานมานานสูบบุหรี่ไขมันในเลือดสูงระดับน้ำตาลในเลือดสูงฯลฯ  กลไกการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของเท้าเช่นเดินลงน้ำหนักและขนาดของรองเท้าที่สวมไม่พอดีซึ่งมักก่อให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำๆทำให้เกิดแผลได้ง่ายโดยเฉพาะแผลบริเวณปลายนิ้วจากการสวมรองเท้าที่คับเกินไป การติดเชื้อผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันลดลงทำให้เกิดแผลติดเชื้อได้ง่าย     ศูนย์รักษาแผลที่เท้าจากโรคเบาหวาน(DiabetesMellitusFootCenter) ศูนย์รักษาแผลที่เท้าจากโรคเบาหวาน(DiabetesMellitusFootCenter)ตั้งอยู่แผนกผู้ป่วยนอก(OPD)ชั้น2โรงพยาบาลปิยะเวทให้การดูแลรักษาแผลเรื้อรังที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานแบบครบวงจรโดยทีมแพทย์เฉพาะทางและบุคคลากรทางการแพทย์หลากหลายสาขาเช่นอายุรแพทย์ศัลยแพทย์ตกแต่งศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แพทย์วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและปรับแต่งรองเท้า(CertifiedPedorthist)แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูพยาบาลวิชาชีพนักกายภาพบำบัดและนักกำหนดอาหารโดยเน้นให้บริการภายใต้มาตรฐาน ดังนี้ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในผู้ป่วยเบาหวาน การตัดเล็บเท้าผู้ป่วยเบาหวานและหนังด้านแข็ง การรักษาภาวะติดเชื้อและแผลเรื้อรังที่เท้า การรักษาความผิดปกติของโครงสร้างเท้าเช่นภาวะหัวแม่เท้าเอียงนิ้วเท้าจิก การออกแบบและตัดเย็บรองเท้าและอุปกรณ์เสริมต่างๆสำหรับผู้ป่วยเบาหวานเช่นแผ่นรองฝ่าเท้า การรักษาภาวะแทรกซ้อนอื่นๆในผู้ป่วยเบาหวานเช่นโรคหัวใจและหลอดเลือดโรคแทรกซ้อนทางระบบประสาท   วันและเวลาทำการ:เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา08.00–17.00น.ไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร.02-625-6555ต่อ6933-4   ข้อมูลจาก: piyavate.com

สถานเสริมความงามแนะนำ

รวมสุดยอดสปาไทย

10อันดับสปาไทยที่ทั้งไทยและเทศชอบมากที่สุด   หลายๆคนอาจใช้เวลาในช่วงวันหลุดหรือเวลาที่ว่างเข้าไปผ่อนคลายที่สปาไม่ว่าจะเป็นการนวดเท้านวดตัวนวดอโรมานวดหน้านวดแผนไทยเพื่อที่จะผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการทำงานหนักหรือจากการเรียนและไม่ใช้แค่คนไทยเท่านั้นที่หันมาเข้าสปาในประเทศไทยเพราะว่าต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยนั้นล้วนมาเพื่อทำสปาเพราะว่าราคาที่ถูกกว่าประเทศของเค้ามากธุรกิจสปาในประเทศไทยเติมโตขึ้นมาเรื่อยๆนับจากอดีตที่น้อยคนนักจะมีโอกาศไปเข้าสปาเพื่อผ่อนคลายอาจจะเป็นเพราะเมื่อก่อนคนไม่นิยมที่จะเข้าสปากันสปาในปัจจุบันนอกจากจะช่วยให้หายเมือยล้าแล้วยังช่วยทำให้หายเครียดอีกด้วยวันนี้เรามาดูอันดับสปาในประเทศไทยกันว่ามีที่ไหนน่าไปบ้าง   PhothalaiLeisurePark โพธาลัยสปาที่เปรียบเสมือนสววรค์ของคนกรุงเพราะว่าเป็นสถานที่ที่ให้บริการครบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการนวดผ่อนคลายโยคะสอนทำอาหารสอนทำดอกไม้เรียนมวยไทยสอนนวดตีกอล์ฟสอนไดร์ฟกอล์ฟและอื่นอีกมากมายก่ายกองที่นี่ถือเป็นสถานที่ที่รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ที่เดียวด้วยความกว้างมากกว่า80ไร่เรียบทางด่วนรามอินทราที่ไปง่ายแสนง่ายทำให้เป็นที่นิยมสำหรับคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าจุดเด่นของที่โพธาลัยคือการนวดสปาแลลครบวงจรเทคนิคการนวดสปาของโพธาลัยได้สืบต่อวิชาการนวดแผนไทยโบราณจากวัดโพธ์ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นตำหรับการนวดของคนไทยเพราะวัดโพธ์เป็นสถานที่ฝึกสอนการนวดแผนไทยที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทยการบริการนวดที่โพธาลัยแบ่งออกเป็น3ประเภทคือBodyTreatment,MassagesและFacialTreatmentสำหรับSignatureของโพธาลัยคือการนวดกดจุดที่มีชื่อเสียงอย่างมากหากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่หลงไหลในการทำสปาและนวดแผนไทยคุณต้องไม่พลาดที่จะไปที่PhothalaiLeisurePark    DivanaVirtueSpaดีวานาสปา MulberrySpaดีวานาสปาเป็นสถานที่ทำสปาที่อยู่บนถถนสาธรการทำสปาของที่นี้จะอยู่ในบ้านไม้ที่มีทรงคลาสสิคและความModernของFurnitureผสมผสานกันอยู่ที่สปาแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นสถานที่สปาระดับเวิลด์คลาสกันเลยทีเดียวเพราะว่าการนวดและเสริมความงามของที่นี่บวกกับความคลาสสิกของบ้านไม้2ชั้นที่อนุรักษ์ไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่6และคงโครงสร้างเดิมไว้ทั้งหมดโครงสร้างของที่สปาแห่งนี้เป็นStyleโคโลเนียลที่ผสมกับ วิกตอเรียนภายในของอาคารเป็นสีขาวเกือบทั้งหมดทำให้ผู้มาใช้บริการรู้สึกถึงความสะอาดของสานที่นอกจากนี้ที่สถานบริการแห่งนี้ยังใช้พันธุ์ไม้โบราณเป็นฉากหลังที่เพิ่มความผ่อนคลายให้กับคุณลูกค้าห้องทำสปาของดีวานามีทั้งหมด9ห้องด้วยกลิ่นอายแบบไทยไม่แตกต่างกันpackageตัวแม่ของสปาที่ดีวานาคือ QueenofTheNightที่ใช้เวลาการทำสปาถึง4ชั่วโมงการทำสปาจะเริ่มจากการนวดเท้าโดยการใช้ถ่านดีท็อกซ์ ตามด้วยแช่ตัวในน้ำอุ่นเพื่อที่จะสลายเซลลูไลต์และสครับผิวด้วยเกสรผึ้งหลังจากนั้นหมักผมด้วยสาหร่ายดีท็อกซ์เพื่อความสวยตั้งแต่หัวจรดเท้า   MulberrySpa หากคุณได้ไปแถวสุขุมวิทแล้วคุณต้องไปที่สปาแห่งนี้เพราะว่าด้วยบรรยากาศร่มรื่นและดึงดูดความสนใจของหนุ่มสาวออฟฟิศการตกแต่งภายในของMulberrySpaนั้นเป็นแบบผสมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออกที่เข้ากันได้อย่างลงตัวเมื่อเดินเข้ามาภายในร้านคุณจะได้สัมผัสถึงความสงบและเงียบทำให้คุณได้ผ่อนคลายการต้อนรับที่สปาที่นี้เป็นการทักทายด้วยมิตรภาพจากพนักงานต้อนรับและWelcomeDrinkสำหรับการนวดที่เป็นซิกเนเจอร์ของที่สปาแห่งนี้คือการนวดแบบกดจุด(BodyMassage)แต่ไม่ใช่การนวดกดจุดแบบธรรมดาทั่วๆไปเพราะว่าการนวดกดจุดที่นี่เป็นการนวดที่ผสมผสานกับการนวดน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ100%นอกจากบริการเรืองสปาแล้วที่สปาแฟห่งนี้ยังมีบริการเสร้มความงามให้กับคุณลูกค้าเช่นทำเล็บทำผมและห้องซาลอนอีกด้วย   TheOasisSpa   โอเอซิสสปาตั้งอยู่บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่สถานที่นวดสปาเป็นแบบสไตล์โคโลเนียลที่มีสีขาวซึ่งตัดกับสีธรรมชาติของความงามต้นไม้และน้ำตกที่ให้ความร่มรื่นของสถานที่สปาแห่งนี้ที่นี่ถือได้ว่าเป็นสปาที่หรูที่สุดในย่านเพชรบุรีตัดใหม่ชาวเมืองมักจะมาผ่อนคลายโดยการนวดสปานวดหน้าหวดเท้าและนวดอโรมาที่สปาแห่งนี้อาจจะเป็นเพราะฝีมือในการนวดของเธอราปีสต์ที่ได้รับการฝึกฝนจากสถานบันการสอนนวดดังๆในประเทศไทยเป็นอย่างดีสิ่งที่คนที่ไปนวดสปาที่โอเอซีสแนะนำและบอกต่อๆกันคือQueenofOasisที่เหมาะมากๆสำหรับผู้หญิงและผู้ชายเพราะว่าเป็นการนวดเพื่อปรับสมดุลร้างกายให้พร้อมกับการนวดเพื่อนคลายกระดูกกล้ามเนื้อเพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ทั่วร่างกายด้วยน้ำมันร้อนหอมระเหยและที่สำคัญของpackageนวดอันนี้ซึ่งเหมาะกับผู้หญิงอย่างมากคือการนวดที่ใช้เทคนิคนวดท้องโกยมดลูกหรือนวดท้องกระตุ้นการไหลเวี่ยนของต้อมลูกหมากที่นวดแห่งนี้จึงเป็นสรรวค์ของSpaLoverโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆเลยหากคุณอยากจะใช้บริการเราแนะนำให้คุณโทรจองล่วงหน้าเพราะว่าโอเอซีสรับลูกค้าจำนวนจำกัดในแต่ละวัน   SpaTen SpaTenสปากลางกรุงสุดคลาสสิคที่ทำให้ลูกค้าหลายๆคนหลงไหลในการบริการและบรรยากาศภายในร้านสปาแห่งนี้ด้วยการตกแต่งที่ใช้คอนเซปต์ของธาตุทั้ง4คือดินน้ำลมและไฟที่ผสมผสานกันได้อย่างอัศจรรย์บรรยากาศของสปาแห่งนี้จะประกอบไปด้วยเสียงไหลของน้ำเพื่อทำให้ใจของผู้ที่เค้ามาใช้บริการสงบนิ่งรวมไอถึงไออุ่นจากความร้อนของการนวดอโรมาพร้อมไปถึงการตกแต่งด้วยอิฐที่แสดงถึงธาตุดินแล้วอย่างสุดท้ายคือลมที่คุณสัมผัสได้จากการเปิดประตูเข้าสู่ร้านSpaSignatureของที่สปาแห่งนี้คือSibMassageเป็นการนวดน้ำมันที่บำบัดการปวดเมื่อยของร่างกายรวมไปถึงผ่อนคลายจิตใจก่อนที่หมอนวดจะทำการบำบัดให้คุณลูกค้าทุกครั้งเค้าจะถามอาการของลูกค้าก่อนเสมอว่าต้องการให้เน้นจุดไหนรึเปล่าเพื่อที่จะบำบัดได้ตรงจุดที่สุด   Let’sRelaxSpa ชื่อก็บอกแล้วว่ามาที่นี่ต้องสบายเป็นแน่แท้สถานที่ผ่อนคลายความเครียดในประเทศไทยมีมากขึ้นทุกวันและที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ทำให้คุณได้ผ่อนคลายได้ในหลายๆรูปแบบที่Let’sRelaxSpaแห่งนี้ได้จัดโปรแกรมทรีตเมนท์เด็ดๆที่เหมาะสมแต่ละอาการของคุณลูกค้าความน่าสนใจของสปาแห่งนี้คือเทคนิคในการนวดสปาที่ผสมผสานระหว่างวันตกและตะวันออกรวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในตอนนี้เพื่อนที่จะมอบผลลัพธ์ที่พึงพอใจที่สุดสำหรับลูกค้าสปาที่Let’sRelaxSpaถือได้ว่าเป็นสปาระดับPremiumที่ดีที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่และยังถูกแนะนำจากLonelyPlanetอย่างเช่นการนวดด้วยหินภูเขาไฟและน้ำมันหอมระเหยSpaSignatureของที่นี่ก็หนีไม่พ้นการนวดด้วยหินภูเขาไฟที่เด็มไปด้วยแร่ธาตุบวกกับการนวดแบบผสมน้ำมันความร้อนจากหินจะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามตัวได้ได้อย่างดีเยี่ยมและยังเพิ่มการไหลเวียนของเลือดแถมยังส่งผลให้ผิวเนียนนุ่มอีกด้วย   BanyanTreeSpa เป็นสปาที่อยู่ใจกลางกรุงแต่กลับสงบเพราะว่าบรรยากาศของทางร้านที่ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายไปกับแบบไทยร่วมสมัยที่BanyanTreeSpaแห่งนี้เป็นที่ที่เพียบพร้อมไปด้วยทรีตเมนท์ทุกรูปแบบที่จัดเตรียมไว้ให้กับคุณลูกค้าได้มาเลือกใช้บริการได้อย่างเต็มที่นอกจากนี้ที่สปาแห่งนี้ยังมีการบำบัดแบบพิเศษที่หาที่ไหนไม่ได้คือการบำบัดด้วยละอองน้ำในรูปแบบของ TropicalRainที่ใช้น้ำอื่นพ่นไปละอองจากฝักบัวแล้วผสานกับเทคนิคการนวดของเธอราปิสต์หากคุณเป็นคนที่ทำงานและใช้สมองมากๆคุณสามารถใช้บริการRestifulBalanceที่เน้นการนวดไปที่ศรีษะโดยตรงนอกจากนี้ยังมีการนวดสำหรับสตรีมีครรภ์และผู้สูงอายุ(TenderTouch)ที่ใช้ฝีมือการนวดแบบละเอียดอ่อน   SMedicalSpa สปาแห่งนี้ถือเป็นทางเลือกการทำสปาแบบใหม่ใจกลางกรุงอีกแห่งนึงที่สปาแห่งนี้จะล้อมรอบไปด้วยสวนสวยๆเป็นธรรมชาติและน่าเข้าใช้บริการเป็นอย่างมากซึ่งทำให้เกินบรรยากาศที่เงียบสงบเหมาะกับการทำสปาและนวดอย่างยิ่งผู้ที่เหนื่อยกับการทำงานหามรุ่งหามค่ำเหมาะกับการมาทำสปาที่นี่เป็นอย่างยิ่งเพราะโปรแกรมที่เตรียมมาให้คุณหายเหนื่อยและยังสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่าง100%การบำบัดที่SMedicalSpaแห่งนี้เป็นการนำสปามาผสมผสานกับการแพทย์ตะวันตกซึ่งการบำบัดแบบรี้ถือว่าเป็นการบำบัดแบบองค์รวมบวกกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ๆที่มีโปรแกรมตั้งแต่ลดน้ำหนักฟื้นฟูร่างกายและจิตใจนอกจากนี้ยังมีโปรแกรมล้างสารพิษในร่างกายที่แบบดีท็อกซ์ที่ทำให้รู้สึกได้เลยว่าตัวเบาสะอาดสบายและทำให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วย   PranaliWellnessSpa สปาสุดหรูที่มักจะมีผู้บริหารระดับสูงๆเข้ามาใช้บริการเป็นประจำเพราะว่าเป็นสปาแบบเต็มรูปแบบคือมีครบทุกอย่างพร้อมทั้งห้องทรีตเมนนท์กว่า10ห้องที่พร้อมให้คุณได้เข้ามาใช้บริการสปาแห่งนี้เป็นสปาแห่งเดียวที่สยามพารากอนและได้แบ่งสัดส่วนห้องได้อย่างชัดเจนภายในตกแต่งได้อย่างสะอาดสะอ้านมากส่วนห้องสปาด้านในแต่ละห้องมีการตกแต่งที่มีรายละเอียดที่ไม่ซ้ำกันที่สาปแห่งนี้แนะนำการทำทรีตเมนท์อย่างเช่นPranaliMarvelousHerbalCompressที่ใช้ลูกประคบสมุนไพรคลายความเครียดและความเหนื่อยล้าโดยการนวดตั้งแต่เท้าขึ้นไปยังศรีสระที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวและปัญหาสายตาได้เป็นอย่างดี   ChivaSom(ชีวาศรม) ชีวาศรมเป็นรีสอร์ทสุขภาพแห่งเดียวในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ที่หัวหินสปาแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เน้นไปในเรื่องการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจเป็นที่สุดแถมยังได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นสปาแห่งเอเชียเพราะได้ไปคว้ารางวัลBaccaratAsiaSpaAwardSpaEventoftheYearในปี2006และยังได้รับการยกย่องให้เป็นสถานที่การทำสปาที่น่าไปที่สุดในโลกTheBestDestinationSpaintheWorldในปี2002ได้รับรางวัลมากมายขนาดนี้ทำให้ไม่แปบกใจเลยว่าทำไมที่ชีวาศรมถึงได้รับความนิยมมากมายขนาดนี้จุดเด่นที่สุดของที่นี่คือการเอาทุกศาสตร์แห่งสปามาผสมผสานกันได้อย่างไม่น่าเชื่อเช่นสปาไทยสปาจีนสปาสวีเดนก่อนที่คุณจะได้ใช้บริการที่นี่คุณต้องได้รับการตรวจร่างกายก่อนว่าเหมาะกับการนวดแบบไหนนอกจากนี้ยังรวมไปถึงบริการการเลือกอาหารให้เหมาะสมกับแต่ละคนสิ่งอำนวยความสะดวกของที่นี่ก็เด็ดไม่แพ้กับสปาหรูๆที่อื่นเลยเช่นห้องแต่งตัวเซาว์น่าห้องอบไอน้ำส่วนตัวอ่างน้ำวนสนะน้ำเย็นนอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถได้บริการเสริมความสวยด้วยการเลเซอร์ฟื้นฟูสภาพผิวกำจัดขนถาวรการยกกระชับผิวและอื่นอีกมากมาย                                                                                             ที่มาจาก http://bookings.co.th/

โปรโมชั่นแนะนำ

สำหรับร้านค้าที่สนใจมาจับจองพื้นที่กับHealthExpoThailand

โปรโมชั่นที่ 1.EarlyBird โปรโมชั่นสำหรับExhibitorที่จองและโอนเงินเข้ามาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปได้รับส่วนลด2,000บาท/9ตร.ม. หมดเขตวันที่29กุมภาพันธ์2559   โปรโมชั่นที่2.Like&Share โปรโมชั่นสำหรับExhibitorที่กดLikePageและShareโพสต์นี้รับไปเลยส่วนลด 1,000บาท/9 ตร.ม. โดยท่านสามารถนำโปรโมชั่นนี้มารวมกับโปรโมชั่นEarlyBird ได้ กฏ เปิดแชร์ของท่านเป็นสาธารณะ(ทีมงานจะสามารถตรวจสอบโพสต์ของท่านได้)และติด#HealthExpoThailand วิธียืนยัน บอกชื่อของFacebookที่ท่านใช้แชร์ในPageของท่านกับบุคคลที่ท่านติดต่อ หมดเขตวันที่29กุมภาพันธ์2559   ขอสงวนสิทธิ์การเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เรื่องเด่นวันนี้

ขาย'หมามุ่ย'อย.จ่อฟันอวดเกินจริง

อย.ลุยตรวจอาหารเสริมหมามุ่ย"รีเซ็ต"พบที่จำหน่ายแต่ไม่มีโรงงานผลิตจ่อเอาผิดทั้งบริษัทและคนขายตรงหลายข้อหาเหตุใช้เลขอย.ปลอมโฆษณาเกินจริงโทษทั้งจำและทั้งปรับเร่งนำตัวอย่างส่งกรมวิทย์ตรวจวิเคราะห์เผยห้ามใส่"หมามุ่ย"ในอาหารเหตุข้อมูลวิชาการไม่ชัดหวั่นกินมากอันตราย จากกรณีน.ส.ศตพรพันทองอายุ21ปีชาวจ.ตรังเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงภายหลังรับประทานอาหารเสริมจากหมามุ่ยอินเดียชนิดแคปซูลและเสียชีวิตเมื่อวันที่11มิ.ย.ที่ผ่านมาซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าแพ้สารใดกันแน่และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ได้เข้าตรวจโรงงานผู้ผลิตอาหารเสริมดังกล่าวแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่21มิ.ย.นพ.ไพศาลดั่นคุ้มรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาแถลงข่าวถึงกรณีดังกล่าวระบุข้อความMUBEANRESETBODYBALANCEไม่มีกล่องบรรจุและไม่มีเลขอย.13หลักส่วนเบอร์โทรศัพท์ผู้แทนขายตรงก็ไม่สามารถติดต่อได้แต่จากการตรวจสอบจากแผ่นพับโฆษณาที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับมาระบุชื่อผลิตภัณฑ์ตรงกันมีเลขสารบบอาหาร13-1-02954-1-0546จำหน่ายโดยบริษัทเดอะเบสท์อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัดและโฆษณาอ้างสรรพคุณกระตุ้นฮอร์โมนลดไขมันในร่างกายขับสารพิษออกจากตับเพิ่มสมรรถภาพทางเพศและระบุว่ามีส่วนประกอบสำคัญของหมามุ่ยอินเดียได้แก่แอล-โดปา(L-dopa)ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์สำคัญในหมามุ่ย นพ.ไพศาลกล่าวว่าส่วนการตรวจสอบสถานที่จำหน่ายเลขที่555ซ.ประเสริฐมนูกิจแขวงบึงกุ่มเขตบึงกุ่มกทม.พบกล่องผลิตภัณฑ์สีน้ำเงินระบุชื่อMUBEANRESETBODYBALANCEตรงกันแต่ไม่มีเลขสารบบอาหารบรรจุ4แผงรวม40แคปซูลลักษณะเหมือนกับแผงตัวอย่างจากจ.ตรังและเป็นรุ่นหมดอายุรุ่นเดียวกันคือ01/04/2018จึงส่งตรวจวิเคราะห์สารที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์คาดทราบผลใน15วันนอกจากนี้ยังพบสติกเกอร์ติดข้างขวดระบุชื่อผลิตภัณฑ์เลขสารบบอาหารเหมือนกับที่อย.ตรวจพบจึงส่งกรมวิทย์ตรวจสอบเช่นกัน "ขณะนี้การตรวจสอบจึงพบแต่สถาณที่จำหน่ายซึ่งเป็นบริษัทขายตรงแต่ยังไม่พบสถาณที่ผลิตอย่างไรก็ตามยังต้องดำเนินคดีกับผู้ขายทั้งบริษัทและผู้ขายตรงโดยสรุปแล้วมีความผิดดังนี้1.โฆษณาสรรพคุณอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต2.โฆษณาสรรพคุณอาหารโอ้อวดเกินจริงหรือหลอกลวงและ3.จำหน่าอาหารที่มีการแสดงฉลากไม่ถูกต้องนอกจากนี้หากผลตรวจวิเคราะห์พบใส่ยาในผลิตภัณฑ์อาหารจะจัดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์มีโทษจำคุกไม่เกิน2ปีหรือปรับไม่เกิน20,000บาทหรือทั้งจำทั้งปรับและหากพบสถาณที่ผลิตก็จะเอาผิดผู้ผลิตด้วยในข้อหาแสดงเลขสารบบอาหารของผู้อื่นเข้าข่ายเป็นการผลิตอาหารที่มีฉลากเพื่อลวงจัดเป็นอาหารปลอมมีโทษจำคุกตั้งแต่6เดือน-10ปีและปรับตั้งแต่5,000-100,000บาท"รองเลขาธิการอย.กล่าวและว่าสาเหตุที่ไม่อนุณาตให้ใช้หมามุ่ยในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพราะข้อมูลทางวิชาการของหมามุ่ยยังไม่ชัดเจนทราบแต่ว่ามีสารแอลโดปาซึ่งเป็นสารตั้งต้นของ"โดปามีน"ที่ใช้ในการรักษาโรคพาร์กินสันและมีฤทธิ์ต่อจิตและประสาทหากนำมาใช้เป็นยานั้นสามารถควบคุมได้เพราะต้องสั่งโดยแพทย์และมีการกำหนดโดสที่ชัดเจนอย.จึงอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนแต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นสามารถหาซื้อมารับประทานได้ตลอดจึงไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร     ที่มาจากhttp://www.thairath.co.th/

กรมอนามัยเผยเด็กไทยดื่มนมน้อยกว่าต่างชาติ4-7เท่า

กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขเผยคนไทยดื่มนมน้อยเฉลี่ยคนละประมาณ14ลิตรต่อปีต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโลก4-7เท่าทำให้ความสูงเฉลี่ยเด็กไทยไม่สูงหนุนเด็กดื่มนมสดรสจืดวันละ2-3แก้วควบคู่กับกิจกรรมทางกายและนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอในแต่ละวันช่วยเพิ่มความสูงได้        นายแพทย์วชิระเพ็งจันทร์อธิบดีกรมอนามัยกล่าวว่านมเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับทุกวัยเพราะในนมมีโปรตีนคุณภาพดีและมีแคลเซียมในปริมาณสูงเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของกระดูกและฟันโดยเฉพาะนมสดรสจืดมีคุณค่าทางโภชนาการดีกว่านมที่มีการปรุงแต่งด้วยน้ำตาลและกลิ่นเนื่องจากมีแคลเซียมในปริมาณมากช่วยสร้างกระดูกที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กด้านความสูงนอกจากนี้จากข้อมูลการศึกษาของสำนักโภชนาการกรมอนามัยโดยนำเอานมโคสดแท้นมปรุงแต่งรสหวานนมเปรี้ยวปริมาณ100มิลลิลิตรเท่ากันมาเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการพบว่านมโคสดแท้จะให้สารอาหารที่จำเป็นได้แก่โปรตีน3.3กรัมแคลเซียม122มิลลิกรัมวิตามินเอ38ไมโครกรัมวิตามินบี20.21มิลลิกรัมในขณะที่นมปรุงแต่งรสหวานกลับให้สารอาหารที่จำเป็นน้อยกว่าคือโปรตีน2.3กรัมแคลเซียม101มิลลิกรัมวิตามินเอ38ไมโครกรัมและวิตามินบี20.20มิลลิกรัม        นายแพทย์วชิระกล่าวต่อไปว่าจากผลสำรวจการบริโภคนมของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรปี2558พบว่าคนไทยดื่มนมน้อยมากเฉลี่ยคนละประมาณ14ลิตรต่อปีในขณะที่อัตราการดื่มนมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เฉลี่ยคนละ60ลิตรต่อปีและทั่วโลกเฉลี่ยคนละ103.9ลิตรต่อปีหรือกล่าวได้ว่าอัตราดื่มนมคนไทยยังต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโลก4-7เท่าส่งผลให้เด็กไทยเมื่อมีอายุ19ปีมีความสูงเฉลี่ยไม่สูงโดยผู้ชายสูงเฉลี่ย169.5เซนติเมตรผู้หญิงสูงเฉลี่ย157.7เซนติเมตรโดยมีผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการดื่มนมวันละประมาณ2-3แก้วร่วมกับกิจกรรมทางกายประเภทที่มีการยืดตัวเช่นว่ายน้ำและเล่นบาสเก็ตบอลเป็นต้นและการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอเป็นการเพิ่มฮอร์โมนการเจริญเติบโตที่ส่งผลต่อการเพิ่มความสูงได้โดยเด็กก่อนวัยเรียนควรนอน10–13ชั่วโมงวัยเรียนควรนอน9-11ชั่วโมงและวัยรุ่น8–10ชั่วโมง         "ทั้งนี้วัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุเป็นวัยที่ต้องการสารอาหารเพิ่มเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและชะลอการสูญเสียมวลกระดูกป้องกันโรคกระดูกพรุนแนะนำให้ดื่มนมสดรสจืดวันละ1-2แก้วส่วนผู้ที่มีปัญหาสุขภาพได้แก่ภาวะอ้วนภาวะไขมันในเลือดสูงโรคหัวใจความดันโลหิตสูงเบาหวานควรดื่มนมชนิดพร่องมันเนยหรือขาดมันเนยเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะไขมันเกินดื่มวันละ1-2แก้ว”อธิบดีกรมอนามัยกล่าวในที่สุด