loading image
 
ปิด / Close
 
 

Exposition News

รับโชคกับการช้อปสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามที่งาน Health Expo Thailand 2016  รับโชคกับการช้อปสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามที่งาน Health Expo Thailand 2016   งาน Health Expo Thailand 2016 งานแสดงเพื่อสุขภาพและความงาม ครั้งที่ 1 ขอแสดงความยินดีกับ คุณภัทรวินิษฐ์ เพ็ญศศิธร ผู้โชคดีที่ร่วมกิจกรรม ”ช้อปสนุก..ลุ้นรับของรางวัล” ที่งาน Health Expo Thailand 2016 ที่ผ่านมา  โดยได้รับรางวัลที่ 1 เป็นบัตรกำนัล Ultra Lift HD (Full face) โปรแกรมยกกระชับผิวหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใหม่ให้ผิวดูอ่อนเยาว์ มูลค่า 35,000 บาท จาก เชอร์รี่ คลินิก โดย โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล  ซึ่งร่วมจัดแสดงในงานฯ  โดยมีคุณรฤต พอกพูนขำ ตัวแทนผู้โชคดีให้เกียรติมารับรางวัล และคุณณัฐชา เขียวชะอุ่ม ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ร่วมแสดงความยินดีด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง เมื่อบ่ายวานนี้  

Product Highlight

Review

  • Healthy & Lifestyle
  • Diet & Fitness
  • Food & Recipes
  • Beauty & Cosmetic
  • Surgery
  • Other
1729518a2a52060.jpeg

7 ตัวช่วยเสริมที่ร่างกายต้องการ

ร่างกายถ้าอยากให้แข็งแรง อย่างที่เรารู้ๆกัน คือต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อสารอาหารที่ครบถ้วน แต่บางทีก็เป็นไปได้ยาก ซึ่งนั้นทำให้ร่างกายเกิดปัญหา ทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร ขาดวิตามิน ทำให้อวัยวะหรือส่วน อื่นๆในร่างกายจำเป็นที่จะต้องหาอาหารเสริม เพื่อไม่ให้เกิดอาการบกพร่อง 1. คุณอาจจะขาด: ไบโอติน มักพบใน: ธัญพืช, ไข่, นม, ถั่ว, และโปรตีนเช่นปลาแซลมอนและไก่ สาเหตุ: หากคุณกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก ในเรื่องของเส้นผมที่มีรังแค ขาดง่าย แตกปลาย ซึ่งนั่นหมายความว่า คุณกำลังขาดไบโอติก และเล็บก็เป็นอีกอย่างที่กำลังเผชิญกับปัญหาเล็บอ่อนแอ และเปราะง่ายเพราะขาดไบโอติก   2.   คุณอาจจะขาด: ไนอาซิน มักพบใน : เนื้อสัตว์ปลาไข่, ถั่ว, ผักสีเขียวและขนมปังอุดมกากใยอาหาร สาเหตุ : ผลกระทบเมื่อขากไนอาซิน คือ เมื่อร่างกายมีบาดแผล ถ้าโดนแสงแดด บาดแผลนั้นจะยิ่งแย่ลงเช่นเดียวกันกับระบบทางเดินอาหาร โรคท้องร่วงคลื่นไส้และอาเจียน "ไนอาซินมีบทบาทที่สำคัญบางอย่างในการช่วยให้ร่างกายของเราทำงานอย่างถูกต้อง" คริสติอาร์เธอร์ แพทยศาสตรบัณฑิต  อายุรแพทย์ส้มชายฝั่งอนุสรณ์ศูนย์การแพทย์ในเฟาแคลิฟอร์เนียกล่าวว่า "มันสามารถเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ดีและคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีที่ กว่าช่วยลดการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงและผลิตฮอร์โมนบางอย่างในต่อมหมวกไตที่ช่วยขจัดสารเคมีที่เป็นอันตรายจากตับ."   3. คุณอาจจะขาด: โฟเลต มักพบใน: ผักสีเขียวเข้ม (เช่นผักโขม), ถั่วชิกพีและถั่ว สาเหตุ : คนส่วนใหญ่ได้รับโฟเลตพอผ่านทางอาหาร  แต่หญิงตั้งครรภ์จำเป็นต้องใช้กรดโฟลิค (รูปแบบสังเคราะห์ของโฟเลต) เสริม เพราะในแต่ละวันที่ได้รับนั้นอาจจะไม่เพียงพอ โฟเลตช่วยป้องกันข้อบกพร่องท่อประสาทของเส้นประสาทไขสันหลังและสมองเพื่อสุขภาพที่ดี   4. คุณอาจจะขาด: วิตามินซี มักพบได้ใน : ผลไม้ ส้ม มะละกอ พริกสีเหลือง ฝรั่ง ผักคะน้า และสตรอเบอร์รี     เป็นต้น สาเหตุ : "วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญที่จะช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ  ที่เรากำลังเผชิญกับการอยู่ในสภาพแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศจากควันบุหรี่และแสงอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์"  "นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีเพื่อปกป้องร่างกายจากโรค"   5. คุณอาจจะขาด : วิตามินบี 2 มักพบใน :นม, เนื้อสัตว์, ไข่, ถั่ว, ปลา, และผักใบเขียว สาเหตุ: หากผู้ใดที่ขาดหรือมีวิตามินบี 2  ไรโบฟลาวิน (Riboflavin) ต่ำ มักจะแสดงอาการที่สังเกตได้ง่ายๆเลยคือ ดวงตาแดงก่ำ    6. คุณอาจจะขาด:แคลเซียม มักพบใน:  นมและโยเกิร์ต, อัลมอนด์และถั่ว สาเหตุ: โดยทั่วไปเด็ก 3–10 ขวบควรได้รับแคลเซียมประมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน วัยรุ่นและผู้ใหญ่ 800–1,000 มิลลิกรัมต่อวัน สตรีมีครรภ์และคุณแม่ที่ให้นมบุตรควรได้รับแคลเซียมเพิ่มขึ้นคือ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน   7. คุณอาจจะขาด: วิตามินอี มักพบใน: ถั่วเมล็ดพืชน้ำมันพืช, ผักใบเขียว, ไข่, และธัญพืชเสริม สาเหตุ : วิตามินอีเป็นหนึ่งในวิตามินหลักของร่างกายซึ่งมีหน้าที่คือการชะลอกระบวนการชรา        ที่มา : http://www.womenshealthmag.com/health/signs-you-might-need-a-supplement/slide/7

73a74dfa2.jpg

6 ปัญหาผิวหนัง ที่คุณควรทราบ

ผิวหนังเป็นส่วนประกอบในร่างกายที่มีไว้ห่อหุ้มกระดูก   มีหน้าที่ช่วยปกป้องมลภาวะต่างๆ และการสัมผัส รับรู้ต่างๆ  ทำให้ผิวหนังอาจจะเกิดภาวะผิวเสียได้ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับผิวหนังก็มีอย่างหลากหลาย แต่ใครจะรู้บ้างว่าตัวเองกำลังเผชิญอยู่กับปัญหาผิวอะไรบ้าง บทความนี้จึงได้นำปัญหาผิวมาให้หนุ่มๆสาวๆได้สำรวจตาม 6 ข้อด้างล่างนี้   1. ติ่งเนื้อผิวหนัง หรือ ติ่งเนื้อ (Acrochordon หรือ Skin tag หรือ Cutaneous skin tag)  คือ เนื้องอกชนิดหนึ่งที่มิใช่มะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ติ่งเนื้อผิวหนัง มีลักษณะเป็น ติ่ง ที่มีก้านติดกับผิวหนัง มีขนาดประมาณ 1-5 มิลลิเมตร สีเดียวกับผิวหนัง หรือสีเข้มกว่าผิวหนัง มีลักษณะนุ่ม ก้อนเนื้อมักไม่ค่อยมีการเจริญเติบโต มักพบบริเวณข้อพับที่มีการเสียดสีระหว่างผิวหนังกับผิวหนังบ่อย เช่น รักแร้ คอ แต่บริเวณ ใบหน้า หนังตา ลำตัว ขาหนีบ ก้น    2.สะเก็ดเงิน (Psoriasis)  เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่งจากผิวหนังขึ้นผื่นเป็นปื้น แดง หนา คัน เจ็บ และตกสะเก็ดเป็นมันและมีสีเงิน จึงได้ชื่อว่าโรคสะเก็ดเงิน อาการพบบ่อยของโรคสะเก็ดเงินได้แก่ การเกิดผื่นเป็นปื้นผิดปกติบนผิวหนัง อาจเกิดเพียงจุดเดียวหรือหลายจุดพร้อมๆกันทั่วตัว โดยปื้นมีลักษณะหนา แห้ง แตก แดง คัน และตกสะเก็ดเป็นสีเงิน    3.ผื่น (Rashes) ซึ่งอาการนี้มักเกิดขึ้นบ่อยกับคนที่มีผิวแห้ง  ในประเภทของผื่นนั้นมีหลากหลายประเภทมาก อย่างเช่น ผื่นคัน(กลาก) ผื่นร้อน ผื่นลมพิษ อาการเป็นการอักเสบของผิว หนังที่ทำให้มีผิวแห้ง บวม แดง  ผิวลอก และมีอาการคัน  ซึ่งผื่นบางชนิดนั้นอาจจะเป็นผลมาจากพันธุกรรมก็เป็นได้อีกด้วย   4.อาการคัน (Itching) ภาวะผิวแห้ง (Dry skin หรือ Xerosis) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในฤดูหนาวที่มีอากาศแห้ง อาการของผิวแห้งมีตั้งแต่ผิวแห้งเล็กน้อยที่ไม่สังเกตเห็น ไม่มีอาการ หรือผิวแห้งมากจนมีอาการคันและติดเชื้อแบคทีเรียจากการเกา    5.โรคเท้านักกีฬา  (Athlete’s foot) โรคน้ำกัดเท้า หรือโรคฮ่องกงฟุต (Athlete’s foot หรือ Hong Kong foot) คือ โรคผิวหนัง ที่เกิดจากผิวหนังบริเวณเท้าติดเชื้อรา เป็นโรคพบบ่อยโรคหนึ่ง พบบ่อยในผู้ชาย และในช่วงวัยรุ่น นื่องจากเป็นโรคเกิดจากเท้าเปียกน้ำหรือจากการลุยน้ำ พบในนักกีฬาจากการที่รองเท้าเปียกชื้นจากเหงื่อ จึงได้ชื่อว่า “โรคเท้านักกีฬา” (Athlete’s foot)   6.โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)  เป็นโรคที่เกิดจากผิวหนังมีการอักเสบเรื้อรังจากปฏิกิริยาทางภูมิแพ้ พบบ่อยในผู้เด็ก ซึ่งผิวหนังมักมีลักษณะแห้ง ขึ้นผื่น มีอาการคันมาก ตำแหน่งการกระจายของผื่นแตกต่างกัน     ที่มา :http://www.stylecraze.com/articles/common-dry-skin-problems-you-should-be-aware-of/        :http://haamor.com/

10141577c369cf.jpg

6วิธี ผ่อนคลายสายตาเมื่อรู้สึกเมื่อยล้า

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ซึ่งจริงๆแล้วดวงตาของเราทำงานหนักมากๆในหนึ่งวัน  ถ้าเราไม่รู้จักดูแลใส่ใจในดวงตา ก็อาจจะเป็นอันตรายจากโรคอื่นๆมากมาย ซึ่ง health จึงขอแนะนำวิธี พักผ่อนดูแลสายตาเบื้องต้น ให้หนุ่มสาวได้นำไปทำตามกัน 1. กระพริบตาถี่ๆ   การกระพริบตาถือว่าช่วยให้สายตาได้พักผ่อนในชั่วขณะ  การอยู่หน้าคอมพิวเตอร์หรืออ่านหนังสือติดต่อกันเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อตาจะเกร็งและเกิดอาการอ่อนล้า ควรกระตุ้นกล้ามเนื้อตาด้วยการหลับตาลง แล้วลืมตาขึ้น เพื่อช่วยผ่อนคลายอาการล้า ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมกล้ามเนื้อตาอีกด้วย ข้อดีของการกระพริบตา ช่วยกระตุ้มต่อมน้ำตาให้มีน้ำตาไหลออกมาในปริมาณคงที่ น้ำตาช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา น้ำตาซึ่งไหลจากต่อมน้ำตาทำหน้าที่ล้างสิ่งสกปรกในดวงตา การกระพริบตาเป็นการบริหารกล้ามเนื้อตาซึ่งมีส่วนช่วยในการปรับโฟกัส กระตุ้นการหมุนเวียนเลือดบริเวณรอบดวงตา ช่วยคลายอาการเกร็งของกล้ามเนื้อตา น้ำตามีคุณสมบัติป้องกันเชื้อโรคให้ดวงตา ถือเป็นยาหยอดตาธรรมชาติ 2.ใช้แว่นตากรองแสง การใช้แว่นตากรองแสงคอม ก็สามารถช่วยลดภาระไม่ให้ตาโดนแสงรังสีโดยตรง  ซึ่งการใช้แว่นกรองแสงนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าสายตาสั้น ยาว เสมอไป  3.ทำให้ห้องสว่าง ซึ่งห้องที่เราใช้ในการทำงาน จำเป็นมากในการอยู่ที่สว่างไม่มืด  เพราะการอยู่ในที่สว่างตาจะได้ไม่รู้สึกทำงานมาก ไม่ใช้การเพ่งมอง  4.ปรับแสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่โทรศัพท์ให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้สายตาต้องใช้งานหนัก โดนการปรับสมดุจ ของแสง 5.พักสายตา ทำได้โดยการ ไม่ว่าจะเป็นการหลับตาเพียงชั่วครู่ หรือหันไปมองต้นไม้ใบเขียวเพื่อให้สายตาได้รู้สึกผ่อนคาย 6.วิตตามิน A ที่สายตาต้องการ วิตามิน A วิตามินเอมีหน้าที่ช่วยในการมองเห็น  ช่วยในการบำรุงสายตาและช่วยป้องวกันโรคตาฟาง โดยหาได้จากบรรดา ผักผลไม้ เช่น ตำลึง คะน้า แครอท แตงโม เป็นต้น       ที่มา : http://sistacafe.com/summaries/14382         :http://www.laservisionthai.com/health         :http://www.muscle.in.th/article/story

771974dc5d.jpg

มาทำความรู้จักกับอาการ Premenstrual syndrome (PMS)

กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome)  หรือเรียกย่อๆได้ว่า  PMS พีเอ็มเอส  ซึ่งเป็นอาการก่อนมีประจำเดือน พบได้ในกลุ่มเพศหญิง  75-80%  เป็นความผิดปกติ หรือความเปลี่ยนแปลงสัมพันธ์กันกับการมีประจำเดือน เช่น อาการปวดศีรษะ อารมณ์หงุดหงิด เจ็บคัดตึงเต้านม   ซึ่งอาการที่แสดงออกก็แตกต่างกันออกไป แต่จะมีกลุ่มอาการอยู่ 2 กลุ่มใหญ่แบ่งแยกได้ตามนี้ กลุ่มอาการที่แสดงออกทางด้านจิตใจ อารมณ์ เช่น หงุดหงิด เครียด โมโหง่าย หรือซึมเศร้า กลุ่มอาการที่แสดงออกทางด้านร่างกาย เช่น เจ็บคัดตึงเต้านม น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น บวมตามนิ้วมือนิ้วเท้า  สาเหตุที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการ PMS ยังไม่ทราบแน่ชัดมากนักถึงสาเหตุของอาการ PMS แต่ มีการสังเกตว่า การเกิดของอาการเหล่านี้มักอยู่ในช่วงรอบประจำเดือนช่วงหลังจากมีการตกไข่แล้วมากกว่าช่วงรอบประจำเดือนที่ยังไม่มีไข่ตก (โดยทั่วไปในสตรี วัยเจริญพันธุ์จะมีประจำเดือนทุก 28-30 วัน การตกไข่จะเกิดขึ้นประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือนครั้งถัดไป) จึงสันนิษฐานว่าน่าอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนโดยเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสเตโรน (Progesterone) ที่เกิดขึ้นหลังการตกไข่ (หากไม่มีการตกไข่ในรอบเดือนนั้นก็จะไม่มีการผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตโรน) และฤทธิ์ของฮอร์โมนโปรเจสเตโรนจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น บวม อารมณ์หงุดหงิด ทั้งนี้ยังพบว่า ถ้าช่วงมีอาการ ร่างกายมีสารซีโรโตนิน (Serotonin) จากสมอง (สารนี้ทำงานสัมพันธ์กับการควบคุมอารมณ์ ความโกรธ และการหิว) ลดลง จะส่งผลให้มีอาการรุนแรงขึ้นฃ   วิธีการรักษา สตรีในวัยมีประจำเดือน มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ หงุดหงิด โมโหง่าย หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายก่อนมีประจำเดือน เช่น เจ็บคัดตึงเต้านม รู้สึกน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ที่เราเรียกว่ากลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน กันเกือบทุกคน เเต่อาการเหล่านี้ไม่ได้ รุนแรงจนกระทบต่อชีวิตครอบครัว หรือ ชีวิตการทำงาน จะรักษาให้หายขาดเลยได้ไหม คำตอบคือหายขาดถ้าหากเราไม่มีประจำเดือนมาอีก/ไม่มีการตกไข่หรือหมดประจำเดือนไปเลย เพราะอาการเหล่านี้สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในความเป็นหญิง  ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถบรรเทาได้เอง   การป้องกัน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดหรือป้องกันกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนนี้ได้ เพราะเวลาออกกำลังกายจะมีฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ทำให้เรามีความสุขไม่เครียด เกี่ยวกับอาหารก็มีส่วนสำคัญ ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตชนิดดี เช่น ข้าวที่ไม่ขัดสีจนวิตามินหายหมด ลดอาหารหวานจัด รับประทานผัก ผลไม้มากๆ เพื่อให้ได้วิตามิน เกลือแร่ ครบถ้วน และลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และกาเฟอีน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตช่วงก่อนมีประจำเดือนไปได้     ที่มา: http://haamor.com/th/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99/  

3269ff616b1ce80.jpg

10 วิธี ลดความอยากขนม

ขนมขบเคี้ยวเป็นสิ่งที่หลายๆคนชื่นชอบ แต่การรับประทานขนมหรือของว่างมากเกินไป นอกจากจะทำให้เราอ้วนแล้ว ยังสิ้นเปลืองสุดๆ ดังนั้นหาเราลดการรับประทานลงได้ นอกจากจะได้สุขภาพที่ดีแล้ว ยังประหยัดเงินในกระเป๋าได้อีกด้วย   1.ทานน้ำมันปลา หากรับประทานอาหารแล้ว แต่ยังมีความรู้สึกอยากทานขนมขบเคี้ยว ให้ลองทานน้ำมันปลาเพิ่มหลังอาหารเช้า เพราะมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ช่วยลดความอยากอาหารและช่วยให้เลปทิน (ฮอร์โมนความอิ่ม) ทำงานได้ดีขึ้น   2.ดื่มน้ำอย่างน้อย 200 มิลลิลิตร ระหว่างที่หิว โดยเฉพาะก่อนช่วงเวลาพักรับประทานอาหาร เพราะช่วงนี้แหละที่จะทำให้เราอยากทานขนม ดังนั้นถ้าหากรู้สึกหิวก่อนเวลา หรืออยากทานของว่าง ควรทานน้ำซัก 1 แก้ว ก็จะช่วยให้ไม่หิวไปชั่วขณะ นอกจากนั้นการทานน้ำก่อนรับประทานอาหารยังช่วยให้เราลดน้ำหนักได้อีกด้วย   3.รับประทานอาหารช้าๆ เป็นเคล็ดลับง่ายๆ ที่หลายคนทราบกันดี เพราะการรับประทานอาหารช้าๆ จะทำให้เราอิ่มนานขึ้น และทำให้เราไม่อยากทานของว่าง แถมการเคี้ยวอาหารช้าๆ ยังช่วยให้เราคลายความวิตกกังวลอีกด้วย    4.จิบกาแฟดำ กาแฟดำเป็นสุดยอดตัวช่วย ที่ทำให้ไม่หิวระหว่างวัน เพราะนอกจากแคลอรี่ต่ำแล้ว ยังทำให้ความกระปรี้กระเปร่าของเรากลับคืนมา แต่ระวังว่าอย่าดื่มมากจนเกินไป เพราะหากร่างกายมีคาเฟอีนเยอะ จะทำให้เรานอนไม่หลับ และพักผ่อนไม่เพียงพอ   5. ทานอาหารเช้าแบบโปรตีนสูง ถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบทานขนมระหว่างวันมากๆ ขอแนะนำให้คุณรับประทานอาหารเช้าแบบที่มีโปรตีนสูง เพราะการทานโปรตีนจะทำให้คุณอิ่มนานกว่าอาหารประเภทอื่น ซึ่งจะลดความอยากทานของว่างลง โดยอาหารเช้าที่ควรรับประทานคือ อาหารประเภท ไข่ หรือ อกไก่   6.อาหารรสชาดจัดจ้าน โดยเฉพาะที่ทีพริกเป็นส่วนประกอบ ในพริกมีสาร แคปไซซิน ที่ให้รสเผ็ด มีฤทธิ์ยับยั้งความอยากอาหาร และยังช่วยเผาผลาญพลังงานได้ดี แถมยังปลอดภัยเพราะเป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ   7.เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ  หากคุณรู้สึกหิว อย่านั่งอยู่เฉยๆ เพราะยิ่งจะเพิ่มความอยากอาหาร ลองออกกำลังกายเล็กๆน้อยๆ เพราะการออกกำลังกายจะระงับฮอร์โมน leptin และ ghrelin  ซึ่งก่อให้เกิดความอยากอาหาร ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ก่อนที่คุณจะกลับมาหิว   8.ดื่มน้ำขิง การดื่มน้ำขิงนอกจากจะช่วยในเรื่องของสุขภาพมากมาย หนึ่งในนั้นคือช่วยให้เราหิวน้อยลง หากดื่มแทนของว่าง และในน้ำขิงยังสามารกักเก็บความร้อนไว้ในร่างกาย ซึ่งช่วยในเรื่องการเผลาผลาญไขมัน   9.ผ่อนคลายเข้าไว้ ความหิวส่วนหนึ่งเกิดจากความเครียด เพียงแค่คุณผ่อนคลายโดยการเล่นโยคะ หรือเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ ก็จะช่วยลดความอยากทานขนมขบเคี้ยวได้ ตรงกันข้าม ถ้าเราเผลอรับประทานขนมกรุบกรอบในเวลาที่เครียด นอกจากจะทำให้เราอ้วนแล้ว ยังจะทำให้เราติดเป็นนิสัย จนหยุดทานไม่ได้เลยทีเดียว   10.ดูภาพตัวเองกินขนม โดยนักวิจัย จากมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ในเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา พบว่ากลุ่มคนที่มีจินตนาการ หรือกลุ่มคนที่ได้ดูรูปขณะตัวเองทานอาหาร จะทำให้มีสติรับรู้และจัดการกับความหิว (อยากทานขนม) ได้ดีกว่า กลุ่มคนที่ไม่ได้ดูรูป   ที่มา : coach.nine.com

6324e74ce356f_69a88133ad99ec7.jpg

7 อาหารเร่งการเผาผลาญ

ความรู้ทั่วๆไป  ที่เรามักจะคิดไปเองว่า การรับประทานอาหารน้อยลง ก็จะช่วยลดน้ำหนักได้แล้ว  นั่นก็เป็นเรื่องจริง แต่ทว่าการลดแบบนั้นย่อมไม่เป็นเรื่องดีต่อสุขภาพร่างกายแน่ๆ เพราะจะทำให้ร่างกายไม่มีพลังงานไปใช้ส่งผลเสียในหลายๆอย่าง  health จึงได้นำเสนอ 7 อาหารที่กินแล้วจะช่วยเร่งการเผาผลาญในร่างกาย    1 – Coconut Oil น้ำมันมะพร้าว หลายๆคนมักจะเข้าใจว่าน้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยไขมัน แต่น้ำมันมะพร้าวนั้นไม่ใช่ไขมันรูปแบบเดียวกันกับที่พบในชีสเบอร์เกอร์  น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์มีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ได้ดีกว่าไขมันชนิดอื่น ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย กระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ และสร้างความร้อนได้เร็วจึงไม่สะสมในร่างกาย    2 – Potatoes  มันฝรั่ง มันไม่ใช่ มันฝรั่งทอดอย่างที่ทุกคนกำลังคิดอย่างแน่นอน   แต่จะหมายถึงมันฝรั่งที่ผ่านกรรมวิธีการต้มหรือ อบ เท่านั้น  ซึ่งข้าวกล้องและขนมปังธัญพืชยังเทียบกับมันฝรั่งต้มไม่ได้เลย เกี่ยวกับความอิ่ม  มันฝรั่งประกอบไปด้วยสารอาหาร อย่างแร่ธาตุและวิตตามิน ที่ร่างกายต้องการเป็นอย่างมาก 3 – Caffeine คาเฟอีน การวิจัย ค้นพบว่า คาเฟอีนประมาณ 100 มิลลิกรัม (95มิลลิกรัม=1 ถ้วย) จะเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันในร่างกายได้ถึง 150 แคลลอรี่ต่อวัน 4 – Apple Cider Vinegar น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล การใช้น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ลสามารถช่วยระงับการสะสมของไขมันในร่างกายได้ดี เพราะกรดอะซิติกในน้ำส้มช่วยให้แคลลอรี่ในร่างกายลดได้ถึง 200-275 แคลอรี่ต่อวัน 5 – Hot Peppers พริก พริกจะออกฤทธิ์เผ็ดร้อนและช่วยในการเผาผลาญไขมันเองโดยธรรมชาติ จากความเผ็ดร้อน ในพริกยังมีสาร Capsaicin และ Oleoresin และกรด Ascorbic acid ซึ่งสาร Ascorbic acid มีบทบาทสำคัญในการลดความอ้วน เพราะว่ามันสามารถช่วยให้ไขมันถูกเผาผลาญกลายเป็นพลังงานได้ดี ดังนั้นหากใครที่เป็นคนที่ร่างกายมีการเผาผลาญต่ำ พริกจึงเป็นตัวช่วยที่ดีอีกทางเลือกหนึ่งเลยก็ว่าได้ 6 – Tuna ทูน่า ไขมันที่ได้รับจากปลาทูน่าจัดเป็นไขมันชนิดดี (HDL) หรือไขมันอิ่มตัว ให้พลังงานต่ำ ป้องกันการสะสมของไขมันอิ่มตัว หรือคอเลสเตอรอลซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เส้นเลือดอุดตัน 7 – Eggs ไข่ การรับประทานไข่ต้มตอนเช้าวันละ 2 ฟองมีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้กว่า 400 แคลอรีต่อวัน ไข่เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย โดยมาครบทั้งโปรตีน ธาตุสังกะสี วิตามิน A, D, E และ B12 พร้อมทั้งยังให้พลังงานแค่เพียง 85 กิโลแคลอรีต่อฟองเท่านั้นเอง ดังนั้นไข่จึงเป็นเมนูที่กินแล้วอิ่มนาน ส่งผลให้กินอาหารได้น้อยในมื้อถัด ๆ ไป        ที่มา : https://www.davidwolfe.com/7-foods-proven-accelerate-weight-loss/

31ff19ec7729c.jpg

6 เหตุผลของการลดน้ำหนัก แต่ทำไมน้ำหนักถึงยังไม่ลง

 เชื่อว่าหลายคนก็อยากมีรูปร่างที่ดูดี หุ่นผอมเพรียว แต่ก็อย่าลืมที่จะใส่ใจเรื่องของสุขภาพกันด้วยนะ หนุ่มสาว health ทั้งหลาย  บางคนอาจจะลองสรรหาวิธีการต่างๆแล้วเพื่อมาลดความอ้วน แต่น้ำหนักที่มีนั้นก็ไม่ลงสักที  อาจจะเป็นเหตุผลอะไรบางอย่าง  health จึงแนะนำบทความดีๆนี้ เพื่อให้หนุ่มสาวทั้งหลาย ได้สำรวจตัวเองว่าเข้าข่าย 5 ข้อนี้หรือไม่และควรจะต้องรับมือกับมันยังไงดี 1.อาหารเพื่อสุขภาพ    เราควรจะรู้ว่ากุญแจสำคัญของการทานอาหารสุขภาพอย่างพอเหมาะ และไม่มากไม่น้อยเกินไป แล้วคุณแน่ใจแล้วหรือยังว่าอาหารหลากชนิดที่ทานเข้าไปนั้น เรียกว่าอาหารเพื่อสุขภาพดีจริงๆ ซึ่งถั่วและอโวคาโดเต็มไปด้วยไขมันที่ดีก็จริง แต่ทว่าถ้าไม่ควบคุมปริมาณก็อาจจะเป็นปัญหาของน้ำหนักส่วนเกินเลยก็ว่าได้     2. ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน (Hypothyroidism)    โรคไทรอยด์ และมันจะมีกระทบต่อระบบเผาผลาญอย่างรุนแรง ส่งผลให้ร่างกายรู้สึก อ่อนเพลีย เมื่อยล้า บวม  เหนื่อยง่าย  อ้วนเองโดยความบกพร่องของโรค  แนะนำว่าให้รักษาให้หายก่อนจึงค่อยคิดที่จะเริ่มต้นลดน้ำหนักใหม่     3.ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือ Polycystic ovary syndrome (PCOS)   PCOS เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ หรือฮอร์โมนในร่างกายสตรี ทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ประจำเดือนมาบ้าง ไม่มาบ้าง และมีลักษณะของฮอร์โมนเพศชายสูง ทำให้มีสิว หรือขนดกกว่าผู้หญิงทั่วไป  ซึ่งปัญหามันก็อยู่ตรงที่คุณอาจจะมีน้ำหนักมากกว่าผู้หญิงทั่วไปเนื่องจากฮอร์โมนเพศชายนั้นเอง     4.การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ   สิ่งสำคัญในการลดน้ำหนักที่แล้วดีต่อสุขภาพ คือ การที่เราได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอต่อวัน อย่างน้อย 8ชั่วโมง   ถ้าหากว่าคุณหักโหมการออกกำลังกายมากซึ่งในเวลานอนร่างกายก็จะซ่อมแซมส่วนที่สึกหลอ  และแม้จะไม่ได้ออกกำลังกายก็ตาม ร่างกายก็ต้องได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ     ]5.ยาที่ใช้   ไม่ว่ายาชนิดใดๆ ก็สามารถส่งผลข้างเคียงได้ อาจจะลงท้ายด้วยการทำให้น้ำหนักเพิ่มจากการเกิดโรคภูมิแพ้สารเตียรอยด์   เช่นนั้นก็ควรที่จะระมัดระวังในการรับประทานอาหารเป็นพิเศษ และควบคุมระยะเวลาในการออกกำลังกายในแต่ละวัน และก็ควรที่จะไปปรึกษาแพทย์เพื่อที่จะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง     6.การไม่รับประทานอาหารเช้า   อาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด ใครที่งดการรับประทานอาหารเช้า จึงต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า การกินตอนเช้านั้นไม่ได้ทำให้อ้วนแต่อย่างใด  กลับกันร่างกายจะนำสารอาหารมาใช้เป็นพลังงานตอนเช้า       ที่มา : http://www.fashionlady.in/reasons-women-struggle-to-lose-weight/82649

5ab7048ce51d31.jpg

5 ท่าออกกำลังกายที่ช่วยลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการออกกำลังกายมีหลากหลาย แต่ผู้คนมักเลือกท่าที่ง่ายและใช้เวลาเพียงเล็กน้อย ที่สำคัญมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาไม่มาก แต่อยากดูแลสุขภาพร่างกาย   1.Plank     เป็นท่าออกกำลังกายง่ายๆที่ช่วยกระชับหน้าท้อง วิธีการ คือ นอนคว่ำลงไปกับพื้น ชันแขนและขาขึ้นให้ระนาบกับพื้น แล้วเกร็งหน้าท้องไว้ โดยทำเริ่มต้นที่ 30 วินาที และสามารถเพิ่มเวลาขึ้นได้ถ้าต้องการ(ถ้าร่างกายของคุณทำได้นานกว่า 30 วินาที) นอกจากจะช่วยกระชับหน้าท้องแล้ว ยังช่วยในเรื่องของ ต้นแขน ต้นขาและก้น   2.Push-ups     Push-ups หรือท่าวิดพื้น ช่วยในเรื่องกล้ามแขน และหน้าอก วิธีการ คือ การเหยียดลำตัวตรงในแนวเดียวกัน แขนเหยียดตรงในแรกเริ่ม โดยให้ไหล่ แขน และมือ อยู่ในแนวเดียวกัน ฝ่าเท้าตั้งฉากกับพื้นทั้งคู่ จากนั้นกางแขนออกไปทางด้านข้างของไหล่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก่อน ค่อยๆย่อลำตัวลงอย่างช้าๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อออกแรงได้นานขึ้น ช่วงย่อตัวอย่าให้หลังแอ่น โดยลำคอและลำตัวยังคงเหยียดตรง และให้ระยะหน้าอกและพื้นอยู่ประมาณ 10 cm ไม่ต้องติดพื้นและยืดยกขึ้น และหยุดหย่อยตัวเมื่อข้อศอกตั้ง 45 องศา ในช่วงแรกให้ค่อยๆทำ 5-10 ครั้ง ก่อนจะเพิ่มเป็น 10-20 ครั้ง และมากกว่า 20 ครั้งตามลำดับ   3.Reverse lunges     ท่านี้ช่วยในการกระชับสัดส่วนโดยเฉพาะ สาวๆที่อยากมีก้นงอนเด้ง ต้องไม่พลาดท่าออกกำลังกายท่านี้ โดย เริ่มจาก ยืนตรง แยกเท้าออกเล็กน้อย ก้าวขาถอยหลัง ปล่อยสะโพกทั้งสองข้าง งอเขาลง 90 องศา เกือบติดพื้น ทิ้งค้างไว้ 30 วินาที ก่อนสลับมาทำอีกข้าง โดยทำข้างละ 4 ครั้ง นับเป็น 1 เซ็ต หรือจะเพิ่มด้วยการถือดัมเบลเพิ่มไปด้วย ท่านี้ลองทำแค่วันละ 10 เซ็ต ก็เพียงพอแล้ว   4.Burpees     ท่าออกกำลังกาย Burpees เป็นท่าที่ สามารถใช้ทั้งลดไขมัน คาดิโอ และเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายใรคราวเดียวกัน ถือว่าเป็นท่าออกกำลังกายที่ครอบคลุมทั้งกายกายเลยที่เดียว โดยท่านี้ทำแค่ 60 วินาที ต่อ 1 เซ็ต เริ่มด้วย ยืนตัวตรงแยกขาออกเล็กน้อย ย่อตัวคุกเข่าลงเกือบติดพื้น ใช้มือทั้งสองข้างยันไว้กับพื้น ออกแรงเลื่อนขาทั้งสองข้างไปด้านหลังโดยที่มือทั้งสองข้างยังยันพื้นอยู่คล้ายกับท่าวิดพื้น ออกแรงดันขากลับมาทางด้านหน้าและลุกขึ้นยืน แล้วกระโดดชูแขน ถือว่าเป็น 1 ครั้ง   5.Squat     เป็นท่าออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า วิธีการ คือ ย่อตัวลง หลังตรง ให้สะโพกขนานกับหัวเข่าและหัวเข่าต้องไม่เลยปลายเท้า เมื่อสะโพกขนานกับหัวเข่าแล้วก็ดันตัวขึ้น โดยยืนแยกขาประมาณหัวไหล่ ปลายเท้าชี้ไปด้านข้างนิดหนึ่ง หายใจเข้าพร้อมค่อยๆ ย่อตัวลง ย่อตัวลงให้ต้นขา ขนานกับพื้นหัวเข้างอ 90 องศา และหัวเข่าต้องไม่เลยปลายเท้า ดันตัวขึ้นพร้อมกับหายใจออก โดยนับ 10-15 ครั้งเป็น 1 เซ็ต ถ้าพึ่งออกกำลังกาย ควรลองทำแค่วันละ 3 เซ็ต ก่อนจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ   Source : coach.nine.com    

f183f3ba4.jpg

อาหาร 5 ชนิด ที่ช่วยเพิ่มจำนวนสเปิร์ม

การดำเนินชีวิตประจำวันย่อมส่งผลต่อ สุขภาพร่างกายและสมรรถภาพทางเพศ ทั้ง ความเครียด โรคอ้วน การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ชายที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็มีส่วนช่วยแก้ปัญหาสุขภาพได้อีกทางหนึ่ง   1.กระเทียม ถึงแม้ว่าหลายคนจะไม่ชอบกลิ่นของกระเทียม แต่กระเทียมเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการผลิตสเปิร์ม กระเทียมมีสารซีลีเนียมที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ สารอัลลิซินที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและช่วยในการไหลเวียนโลหิต   2.โสม เป็นที่รู้จักโดยเฉพาะโสมจากเกาหลี ที่มีชื่อเสียงในเรื่องชูกำลังและช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เพิ่มระดับฮอร์โมนในเพศชาย ช่วยในเรื่องการไหลเวียนเลือด  นอกจากนั้นจากการวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าสมุนไพรนี้ช่วยรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ   3.วอลนัท  เต็มไปด้วยโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็น ซึ่งมีส่วนช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยในกระบวนการไหลเวียนเลือด  ทั้งนี้วอลนัทยังเป็นที่รู้จักในคุณประโยชน์ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลรวมถึงเพิ่มการทำงานของสมองให้ดีขึ้น การรับประทาน ควรทานวอลนัท วันละหนึ่งกำมือ หรือปประมาณ 8 เม็ด   4.ดาร์กช็อกโกแลต ข่าวดีสำหรับคนรักช็อกโกแลต เพราะในช็อคโกแลตมีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระที่เป็นปัจจัยสำคัญในการมีบุตรยากในกลุ่มผู้ชาย   5.หอยนางรม เป็นอาหารชูกำลังมาตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ แถมยังมีข่าวลือว่า Giacomo Casanova ชาวอิตาลี ผู้เป็นตำนานเรื่องความรัก และมักมีคู่นอนหลายคน บริโภคหอยนางรมถึงวันละ 50 ตัว ในขณะที่มีการทำวิจัยเกี่ยวกับหอยนางรมที่มีส่วนช่วยในเรื่องสมรรถภาพทางเพศ โดยหอยนางรมมีสังกะสีอยู่ในบริมาณมากซึ่งมีส่วนจำเป็นอย่างมากในการผลิตสเปิร์มและสร้างฮอร์โมนเพศชาย   ที่มา : bodyandsoul

c9c239946cd43d.jpg

5 อาหารที่ไม่ช่วยเรื่องสุขภาพ แต่ทำให้เรามีความสุข

หลายคนคงเคยทานขนมหวานโดยที่ไม่รู้สึกผิด ถึงแม้จะรู้ว่าอาหารเหล่านี้ไม่ใช่อาหารเพื่อสุขภาพ แต่เป็นอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เรารู้สึกอารมณ์ไม่ค่อยดี จนสุดท้ายต้องเผลอทานโดนัทชิ้นใหญ่แก้เครียด ในครั้งนี้เราจะมาทำความรู้จักกับอาหารห้าอย่างที่เราทานเข้าไปแล้วทำให้มีความสุข     1.ช็อกโกแลต เมื่อคุณรับประทานช็อกโกแล็ตเข้าไป ในสมองจะหลั่งเอ็นโดร์ฟิน ซึ่งเป็นสารที่ผลิตขึ้นเมื่อเรามีความสุข อีกทั้งช็อกโกแลตยังประกอบไปด้วย ทริปโตเฟนที่จำเป็นในการผลิต สารเซโรโทนิน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฮอร์โมนที่ทำให้เรารู้สึกดี จึงไม่สงสัยเลยว่าช็อกโกแล็ตจะกลายเป็นของโปรดสำหรับใครหลายๆคน     2.โดนัทและเค้ก เมื่อคุณรับประทานขนมทั้งสองอย่างนี้ร่างกายจะหลั่งสารอินซูลินออกมาช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ การรับประทานอาหารดั่งกล่าว ยังช่วยให้เราผ่อนคลาย อาหารหวานๆ ยังช่วยกระตุ้นสารเกรลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นอาการอยากอาหารของคนเราอีกด้วย     3.อาหารรสชาดเลี่ยนๆ ที่เต็มไปด้วยไขมัน เช่น ไก่ทอด พิซซ่า เฟรนฟราย แฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายๆ คนโปรดปราณถึงแม้จะรู้ว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ แต่บางคนก็เลือกที่จะรับประทานเข้าไป การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงติดต่อกันไปนานๆทำให้เกิดอาการ ดื้อต่อฮอร์โมนที่ควบคุมความอิ่ม คือฮอร์โมนเล็ปติน จึงทำให้ไม่รู้สึกอิ่มและมีความสุขที่ได้กิน     4.ขนมประเภทบิสกิต เวลาที่เราทำงานหรือดูหนังเพลินๆ ขนมเหล่านี้ส่งผลกระทบกับอารมณ์ เพราะทำให้น้ำตาลในขนมทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย      5.ไอศครีม หากคุณเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องการเสพติดอาหาร เมื่อคุณหลงระเริงกับอาหารที่มีน้ำตาลสูง ก็จะทำให้คุณติดรสชาดหวานๆ เพราะจะปล่อยสารเอ็นโดรฟิน จึงทำให้เราเกิดอาการติด เช่นเดียวกับการดื่มน้ำอัดลม   ถึงแม้อาหารทั้งหมดนี้จะทำให้เรามีความสุข แต่อย่าลืมว่าสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น ควรรับประทานแค่พอดี เพราะถ้าหากรับประทานมากเกินไป น้ำตาลและไขมันทั้งหมดจะก่อให้เกิดโรคอ้วน และโรคอื่นๆตามมา   ที่มา : bodyandsoul.com

c895f35fed.jpg

ผักและผลไม้ 15 ชนิดที่ไม่จำเป็นต้องซื้อแบบปลอดสารพิษ

ผักหรือผลไม้ปลอดสารพิษย่อมมีราคาที่สูง แต่รู้ไหมว่าอันที่จริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องซื้อผักผลไม้ไฮโดรโปนิกส์หรือออร์แกนิค เพราะผักหรือผลไม้บางอย่างมีเปลือกสำหรับป้องกันสารเคมีและศัตรูพืชตามธรรมชาติอยู่แล้ว นอกจากนั้นการรับประทานพืชผักตามฤดูกาลก็มีส่วนช่วยในเรื่องความปลอดภัยเช่นกัน   1.หัวหอม ไม่จำเป็นต้องซื้อแบบออร์แกนิค เพราะหัวหอมมีเปลือกด้านนอก ที่สามารถลอกออกเป็นชั้นๆ และหากกังวลว่าถ้าลอกเปลือกแค่ชั้นเดียวแล้วไม่สะอาด ก็สามารถลอกหัวหอมเพิ่มอีกชั้นได้   2.เมล่อน โดยเฉพาะเมล่อนที่ปลูกในฤดูกาล ผลไม้ชนิดนี้มีเปลือกหนาห่อหุ้ม ถึงแม้ว่าจะโดนสารกำจัดศัตรูพืช แต่สารพิษก็ไม่สามารถซึมเข้าไปถึงเนื้อข้างในได้   3.กะหล่ำดอก เป็นผักที่คุณไม่จำเป็นต้องซื้อแบบออร์แกนิค เพราะเราสามารถซื้อในช่วงที่ปลูกตามฤดูกาล เพราะจะมีสารเคมีตกค้างอยู่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรล้างให้สะอาดก่อนนำไปประกอบอาหาร   4.อะโวคาโด ถึงแม้ว่าอะโวคาโดจะมีราคาที่สูงแต่ถ้านับในเรื่องของประโยชน์และความปลอดภัย ก็นับว่าคุ้มค่ากับราคาที่จ่าย เพราะเรารับประทานเฉพาะเนื้อในของอะโวคาโด ส่วนเปลือกที่ปนเปื้อนเราสามารถทำความสะอาดได้   5.มะลอกอ เป็นผลไม่ที่นิยมในหลายๆประเทศ เพราะสามารถนำไปรับประทานได้หลากหลาย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสารพิษหากล้างเปลือกมะละกอให้สะอาดก่อนที่จะนำมาปอกรับประทาน   6.สัปปะรด เป็นผลไม้ที่หลายๆ คนชื่นชอบ นอกจากจะมีรสชาดหวานฉ่ำแล้ว ยังช่วยในเรื่องของน้ำหนัก และผิวที่หนาขรุขระของสัปปะรดยังช่วยป้องกันสารเคมีจากยาฆ่าแมลง อร่อยแถมยังปลอดภัยอย่างนี้คงถูกใจคนรักสุขภาพหลายคนเลยทีเดียว   7.ข้าวโพดหวาน น่าแปลกที่ข้าวโดหวานแทบจะไม่มีสารพิษตกค้าง ถึงแม้ว่าข้าวโพดจะมีการใส่ปุ๋ยลงในดิน เพื่อการเจริญเติบโต แต่เมื่อทดลองผลของสารตกค้างกลับพบในปริมาณที่ต่ำ เพราฉะนั้นไม่จำเป็นเลยที่ต้องซื้อข้าวโพดออร์แกนิค เพราะข้าวโพดตามท้องตลาดปลอดภัยอยู่แล้ว   8.ถั่วลันเตา เมล็ดของถั่วลันเตาถูกป้องกันโดยฝัก และหลายๆ คนที่เลือกซื้อถั่วลันเตาในซุปเปอร์มาร์เก็ต มักพบว่ามีแมลงอยู่ในฝักของถั่วลันเตาอยู่เสมอนั่นแปลว่าผักชนิดนี้ปลอดภัยเอามากๆ พร้อมทั้งยังเป็นแหล่งรวมของไฟเบอร์อีกด้วย   9.ผลไม้ประเภทเกรปฟรุต จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ กว่าครึ่งหนึ่งของผลไม้ประเภทนี้มีปริมาณสารเคมีอยู่ค่อนข้างต่ำ นอกจากนั้นผลไม้ประเภทนี้ยังสามารถนำมาล้างเปลือกทำความสะอาดโดยที่ไม่มีผลต่อรสชาด   10.กะหล่ำปลี ควรซื้อกระหล่ำปลีที่ปลูกในฤดูกาล ซึ่งมีโอกาสที่จะใช้ปุ๋ยและสารเคมีน้อยลง เพราะผักจะแข็งแรง ทนต่อโรคและแมลงมากกว่ากะหล่ำปลีนอกฤดูกาล   11.กีวี่ เป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยวิตามินซีที่ดีต่อสุขภาพ แถมยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย และเปลือกของกีวี่ยังช่วยป้องกันสารต่างๆ รวมถึงขนรอบๆ เปลือกที่ทำหน้าที่ปกป้องผลกีกี่ได้เป็นอย่างดี   12.มะเขือยาว เป็นผลไม้ขึ้นชื่อในแถบเมดิเตอร์เรเนียน มะเขือยาวยังมีพื้นผิวที่เรียน และไม่มีรอยขรุขระ ทำให้ล้างทำความสะอาดได้ง่าย ทำให้ชะล้างสารเคมีที่ติดอยู่บนผิวออกง่ายกว่าผักชนิดอื่นๆ   13.หน่อไม้ฝรั่ง เป็นหนึ่งในผักที่มีเปลือกห่อหุ้มและป้องกันสารเคมีได้ดี นอกจากนั้นจากการศึกษาเรื่องการตกค้างของสารเคมี พบว่าในหน่อไม้ฝรั่งมีสารตกค้างน้อยและสามารถล้างทำความสะอาดได้ง่ายๆ   14.มะม่วง ป็นผลไมที่มีประโยชน์สูงและมีเปลือกสำหรับป้องกันยาฆ่าแมลง นั่นทำให้เราไม่จำเป็นต้องซื้อมะม่วงออร์แกนิคที่ราคาสูงกว่ามะม่วงทั่วไป เพียงแค่ล้างด้วยน้ำเปล่ามะม่วงก็สะอาดแล้ว   15.แคนตาลูป มีเปลือกห่อหุ้มเป็นอยู่ด้านนอก เป็นตัวป้องกันสารกำจัดศัตรูพืชที่สะสมอยู่ในเปลือก และแคนตาลูปที่ขายตามท้องตลาดอาจมีสารเคมีตกค้างอยู่จำนวนหนึ่ง ดังนั้นควรล้างทำความสะอาดเพื่อความปลอดภัยก่อนรับประทาน     ที่มา : coach.nine.com

38a2c01c.jpg

ไขความลับ “โรสแมรี่” สมุนไพรที่ทำให้คนอิตาลีอายุยืน

โรสแมรี่ เป็นส่วนผสมสำคัญในน้ำหอม นอกจากนั้นยังถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรมการผลิต เช่น น้ำมันหอมระเหย เครื่องสำอาง หรือนำมาแต่งกลิ่นอาหาร อีกทั้งโรสแมรี่ ยังมีประโยชน์ด้านสุขภาพอีกมากมาย ที่สำคัญ ยังเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้ชาวอิตาลีอายุยืน   โดยนักวิทยาศาสตร์ได้เข้าไปศึกษา หมู่บ้านอาชเชียโรลี (Acciaroli) ในจังหวัดซาแลร์โน ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เพราะหมู่บ้านแห่งนี้มีคนอายุยืนมากกว่า 100 ปี กว่า 300 คน จากประชากรทั้งหมดประมาณ 2000 คน ไม่เพียงแต่ประชากรจะมีอายุยืนเท่านั้น พวกเขายังมีอัตราการเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจและอัลไซเมอร์ในระดับที่ต่ำ อีกทั้งยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ถึงแม้ส่วนใหญ่จะสูบบุหรี่และมีน้ำหนักเกิน จากการศึกษาพบว่า พวกเขารับประทานอาหารแบบเมติเตอร์เรเนียน เช่นนิยมรับประทาน ปลาแอนโชวี่ น้ำมันมะกอก และโรสแมรี่   ซึ่งสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ ได้ให้ความสนใจคือ “โรสแมรี่” เพราะชาวบ้านแถบนี้นิยมใส่โรสแมรี่ในอาหาร โรสแมรี่เป็นพืชสมุนไพรพื้นเมืองของเมดิเตอร์เรเนียน  จัดอยู่ในวงศ์กะเพรา ใบมีรูปร่างคล้ายเข็มยาว 2-4 เซนติเมตร กว้าง 2-5 มิลลิเมตร มีกลิ่นหอมและเขียวอยู่ตลอดปี เป็นสมุนไพรที่สมบูรณ์ด้วยแคลเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามินบี มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ   โรสแมรีประกอบด้วย ฟลาโวนอยด์หลายชนิด เช่น ไดออสมิน (diosmin) ไดออสเมติน (diosmetin) เจนกวานิน (genkwanin) และเอพิเจนิน (apigenin) สารเหล่านี้เป็นเม็ดสีที่ให้สีขาวและเหลือง ทั้งนี้โรสแมรี่ยังมีสรรพคุณอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ เอพิเจนินช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งตับอ่อน ไดออสมินเสริมความแข็งแรงของผนังหลอดเลือด และเจนกวานินอาจป้องกันริ้วรอยเหี่ยวย่นโดยกระตุ้นให้เกิดการผลิตคอลลาเจน   จะเห็นได้ว่าพืชผักจากธรรมชาติสามารถสร้างสุขภาพที่ดีให้กับเราได้ โดยไม่ได้ต้องพึ่งยา หรือสารสังเคราะห์จากเคมี อีกทั้งผู้คนในหมู่บ้านอาชเชียโรลี ยังชื่นชอบการเดินชมวิวไปรอบๆหมู่บ้าน ซึ่งเต็มไปด้วยอากาศบริสุทธิ์ ปราศจากมลภาวะในอากาศ นั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาสุขภาพดีและมีอายุยืน   ที่มา : inhabitat.com

cdb5758836.png

หลากหลายคุณประโยชน์จาก วาสลีน

ปิโตรเคมี หรือที่เรารู้กันกันในนาม วาสลีน ซึ่งหลายๆคนคงจะรู้จักกันดีอยู่แล้วถึงประโยชน์ หรือวิธีใช้สอยของมัน แต่ทว่า วาสลีนไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่ใช้ทาตอนปากแตกเท่ามัน  มันยังมีอีกสารพัดประโยชน์มาพร้อมกับคุณภาพ และนี่คือตัวอย่างเล็กๆน้อยๆว่าวาสลีนที่เรามีกันอยู่นั้นจะช่วยให้เราใช้ประโยชน์อะไรจากมันได้บ้าง 1. บำรุงผิวหนังตรงโคนเล็บ ใช้วาสลีนหรือเจลปิโตรเลียมเพียง 2 ครั้งต่อวัน  นวดผิวหนังตรงโคนเล็บ เท่านี้ก็ช่วยป้องกันผิวหนังตรงโคนเล็บลอกหรือฉีกเป็นเส้นได้ 2. เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า เนื่องจากวาสลีนหรือเจลปิโตรเลียมไม่มีส่วนผสมที่ทำให้เกิดภาวะรูขุมขนอุดตัน จึงเหมาะที่นำมาใช้เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นโดยไม่เสี่ยงที่จะเกิดสิว 3. ตกแต่งคิ้ว เราสามารถใช้เจ้าวาสลีนหรือเจลปิโตรเลียม แตะที่แปรงแต่งคิ้วเพียงเล็กน้อยเพื่อที่จะตกแต่งทรงคิ้วของเราได้ โดยที่ไม่ต้องใช้มาสคาร่าคิ้วให้สิ้นเปลือง 4. ลิปสติก DIY. เพียงแค่ผสมวาสลีนกับเนื้อลิปสติกเข้าด้วยกันจนลิปกับเนื้อของวาสลีนเป็นเนื้อเดียวกัน เพียงแค่นี้ก็จะได้ลิปสติกสีใหม่ที่ไม่มีขายที่ไหน อีกทั้งยังบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื่นยาวนานกว่าอีกด้วย 5. เล็บสวยไม่เลอะเทอะ ใช้แปรงหรือก้านสำลีป้ายวาสลีนหรือเจลปิโตรเลียมทาลงบนผิวหนังรอบๆก่อนที่จะทาเล็บ หากบังเอิญทาสีเลอะออกมานอกเล็บ เพียงแค่ทำการเช็ดออกหลังจากที่สีแห้ง เท่านี้การทาเล็บที่ยุ่งยากเนื่องจากการเปื้อนตรงขอบเล็บก็หายไป 6. ใช้ขัดรองเท้า ถ้าเกิดว่าที่บ้านของคุณนั้นไม่มีน้ำยาขัดรองเท้า คุณก็สามารถใช้วาสลีนทาลงไปที่รองเท้า และทำการขัดรองเท้าของคุณเท่านี้รองเท้าก็เงางามเหมือนใหม่ 7. ช่วยทำความสะอาดรอบดวงตา คุณสามารถใช้เจ้า วาสลีนหรือเจลปิโตรเลียม ทำความสะอาดแทน Remover กับคราบมาสคาร่า กันน้ำอีกทั้งยังสามารถช่วยให้ผิวรอบดวงตาของคุณดูชุ่มชื่น 8. ช่วยไม่ให้มีคราบเปื้อนระหว่างย้อมผม เพียงแค่คุณทาวาสลีนหรือเจลปิโตรเลียม   รอบๆบริเวรไรผม บริเวรหลังหูที่คิดว่า เวลาย้อมผมแล้วมันจะเปื้อน ทาลงตรงบริเวรนั้นๆหลังจากที่คุณย้อมผมเสร็จและไปล้างออกเพียงเท่านี้คุณก็ไม่มีคราบของน้ำยาย้อมผมให้กวนใจคุณอีกต่อไป 9. ช่วยให้กลิ่นน้ำหอมติดทนนาน ทาเจลปิโตรเลียมเพียงเล็กน้อยลงบนผิวหนังบริเวณที่คุณจะฉีดน้ำหอม ไม่ว่าจะเป็นบริเวรข้อพับต่างๆหรือหลังใบหู เพียงแค่นี้กลิ่นน้ำหอมจะติดทนนานยิ่งขึ้น 10. ใช้เป็นมาสคาร่าชั่วคราว ทาเจลปิโตรเลียมเคลือบไว้บางๆแทนที่จะใช้มาสคาร่า มันจะช่วยให้ดูเหมือนกับว่าขนตายาวขึ้นและ หนาขึ้นแต่ดูเป็นธรรมชาติกว่า 11. ใช้ขัดเครื่องหนัง เจลปิโตรเลียมจะช่วยให้เครื่องหนังในบ้านคูรมีความเงางาม เหมือนใหม่ได้เพียงแค่คุณใช้มันขัดเครื่องหนังเท่านั้นเอง 12. ช่วยกำจัดคราบลิปสติกที่เปื้อน ถ้าเกิดว่าคุณเผลอ ทำลิปสติกเปื้อนเสื้อผ้า เพียงแค่คุณใช้ วาสลีนหรือเจลปิโตรเลียมทาลงบนจุดเที่มีคราบเท่านั้นเองก็จะช่วยให้คราบลิปสติกจางลง จากนั้นก็ซักตามปกติ  13. ช่วยให้ถอดแหวนได้ง่ายขึ้น ใช้เจลปิโตรเลียมเป็นสารหล่อลื่นแทนได้เลย เมื่อคุณเกิดปัญหานี้ขึ้นมา 14. บำรุงมือและเท้าให้เนียนนุ่ม วาสลีนหรือปิโตเคมีจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการใช้ครีมบำรุงมือเท้าได้น้อยลง ด้วยการทาวาสลีนลงที่มือกับเท้าจากนั้นก็ สวมถุงมือถุงเท้าเข้านอน พอรุ่งเช้าคุณจะรู้สึกได้ถึงความเนียนนุ่มของมือและเท้าของคุณเอง 15. เพิ่มประกายความเงางามให้กับผิว เจลปิโตรเลียมสามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มประกายความเงางามให้เปลือกตา โหนกแก้ม หรือริมฝีปากได้ ทำให้ดูเปล่งประกายสวยงามและดึงดูดใจ 16. ใช้ขัดผิว เพียงผสมวาสลีนกับดีเกลือหรือน้ำตาล  เพียงเท่านี้คุณก็สามารถทำครีมสปาขัดผิวเองที่บ้านได้แล้ว 17. ป้องกันผิวหนังจากการเสียดสี ถ้าเกิว่าคุณรู้สึกว่าผิวหนังของคุณเสียดสีกัน คุณสามารถป้องกันผิวหนังบริเวณนั้นด้วยวาสลีนเพื่อป้องกันการเสียดสี และมันจะช่วยหล่อลื่นและเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังบริเวณนั้นได้อีกด้วย ที่มา : http://www.today.com ที่มารูป : http://www.vaseline.us

a6957e3db85.jpg

หัวเถิกตัดผมทรงอะไรดี?

"หัวเถิก"เรียกได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่หา ทางแก้ได้ยากจริงๆสำหรับหนุ่ม น้อยหนุ่มใหญ่ ทุกยุคทุกสมัย ผู้ชายหลายๆคนที่เสียความมั่นใจต้องคอยหลบหลีกสายตาใครต่อใครมากมาย ถ้าจะแก้ไขก็ต้องใช้วิธีการปลูกผมซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงลิบ แต่ถ้าวิธีที่ง่ายไม่เจ็บตัวแถมเสียค่าใช้จ่ายไม่สูงก็คงหนีไม่พ้นการเลือก "ทรงผม" วันนี้เรามาดูทรงผมที่เป็นทรงยอดฮิตของหนุ่มๆคิ้วต่ำกันดีกว่า 1.โกน ไหนๆ ก็เหลือน้อยไปแล้วก็เอาให้เกลี้ยงเลยแล้วกัน จะไปเสียเวลาเลือกทรงนู้นนี้นั้นทำไมก็โกนออกไปให้หมดไปเลยก็แล้วกัน ไม่ต้องกลัวโดนล้อไปบวชมาหรือเป็นหลวงจีน ในทางกลับกันผมทรงนี้เนี่ยบอกกลับทำให้คุณดูแมนขึ้นไปอีกระดับเสียมากกว่า แถมยังไม่ต้องคอยบำรุงนู่นนี่นั่นอีกตังหาก 2.สกินเฮด ทรงนีก็มีเหตุผลที่เหมือนกับที่กล่าวมาข้างบนแต่ทรงนี้ยังมีผมไว้ให้คุณหาย คิดถึงอยู่บ้าง และทรงนี้จะทำให้ลุกของคุณดูกลางๆไม่ลุยจนเกินไปและดูเนี้ยบขึ้นมาจากเดิม อีกด้วย 3.ทรงหัวเห็ด เป็นทรงสำหรับวัยรุ่นเด็กแนว เพราะด้วยทรงนี้นั้นจะต้องมีผมข้างหน้าทียาว ซึ่งจะทำให้ช่วยปกปิดผากที่กว้างของเราไม่ให้มีคนเห็น แต่ต้องรักษาความสะอาดให้ดีนะเพราะไม่งั้นล้วเนี่ยอาจจะทำให้เกิดสิวขึ้นบน หน้าผากได้ 4.หน้าม้า ไม่ว่าจะเป็นหน้าม้าตรงของหนุ่มๆสายแบ๊วทั้งหลาย หรือหน้าม้าปัดข้างแบบสไตล์หนุ่มเกาหลี สำหรับทรงนี้นั้นจะทำให้หน้าผากของเราได้โผล่ออกมาเผชิญโลกกว้างกันได้บ้าง ในบางที แถมเป็นทรงที่นิยมในหมู่วัยรุ่นไทยอีกด้วย 5.ทรงแสกกลาง ถึงแม้ว่าจะต้องเปิดหน้าผากแต่ผมด้านข้างจะช่วยปิดหน้าผากเราบางส่วนไว้ แต่ทรงนี้อาจจะต้องใช้หน้าตาเข้าช่วยนิดหน่อยเพราะนอกจากจะเป็นทรงที่ค่อนข้างตกยุคแล้วแต่สำหรับคนที่ตัดจะต้องมีความมั่นใจและเป็นเจ้าพ่อแฟชั่นพอตัว   สำหรับใครที่มีงบประมาณมากพอและไม่กลัวว่าจะต้องเจ็บตัวนั้น ถ้าอยากปลูกผมเพื่อการเลือกทรงผมที่ได้มากยิ่งขึ้นนั้นถ้าท่านคิดดีแล้วก็ทำอย่าได้กังวล แต่ถ้าสำหรับใครที่ยังไม่พร้อมทั้งร่างกายและการเงิน ก็ลองตัดผมตามแบบทรงเหล่านี้ดูเผื่อจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางเพื่อช่วยคุณได้    

5c3620458b.jpg

ขจัดรังแคได้ง่ายๆด้วยน้ำยาบ้วนปาก

รังแคคงเป็นปัญหาของหลายๆคนที่เจอและแก้ไม่ตกไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเพียงแค่สะบัดผมก็คงร่วงกันเต็มพื้น แต่วันนี้เรามีวิธีมานำเสนอ อาจจะเป็นวิธีการที่จะทำให้หลายๆคนสามารถขจัดรังแคโดยใช้น้ำยาบ้วนปาก อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม 1.น้ำยาบ้วนปาก 2.น้ำเปล่า 3.ขวดสเปรย์ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า 1.เทน้ำยาบ้วนปากและน้ำเปล่าลงในขวดสเปรย์ในอัตราส่วน 1:1 หรืออย่างละครึ่งขวด 2.หลังจากสระผมและนวดผมเสร็จแล้ว ฉีดสเปรย์ลงบนหนังศรีษะโดยตรง ในตอนที่ผมยังชื้นๆอยู่ 3.เมื่อฉีดลงไปแล้วก็จะมีอาการเย็นและสดชื่นบริเวณหนังศรีษะ ทิ้งไว้ซักพักแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด 4.เป่าผมให้แห้ง เตรียมพบกันคุณในลุคที่ไร้รังแครังควานได้เลย เป็นไงล่ะง่ายมั๊ยสำหรับการขจัดรังแคเพียงแค่ใช้ของใกล้ตัวอย่างน้ำยาบ้วนปากหาซื้อกันได้ง่ายๆไม่ยากเพียงแค่เข้าเซเว่นก็หาได้แล้ว  ยังไงก็ลองเอาไปทำกันดูนะ    ข้อมูลจาก http://www.cosmopolitan.com/

7546327f80c257.jpg

วิธีการดูแลผมให้มีสีสดสวยยาวนาน

เชื่อว่าสาวๆกว่า 90% ต้องเคยย้อมผมหรือยังย้อมอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหลายๆคนที่ย้อมผมนั้นมักจะมีปัญหาสีซีดไม่สดใสเท่าตอนทำใหม่ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาดูวิธีการรักษาให้สีผมติดทนสวยไม่มีเก่าไม่มีหลุดลอก 1.หมักทรีทเมนต์ อบไอน้ำ ช่วยบำรุงผม เริ่ม จากการดูแลเบื้องต้นเช่น หมักทรีทเมนต์ อบไอน้ำ หรือวิธีไหนก็ได้เพื่อให้เส้นผมของเราอุดมสมบูรณ์ที่สุด หรือพูดง่ายๆก็คือ การย้อมผมนั้นจะมีอาการที่จะทำให้ผมเสีย ซึ่งจากที่กล่าวมาข้างต้นทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ 2.งดสระผม 3 วันหลังทำสี หลัง จากทำผมไปแล้ว 2 วันแรกควรที่จะหยุดสระผมก่อนเพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะว่าการที่เราใช้แชมพูหรือครีมนวดจะไปดึงเอาสีที่เคลือบไว้หลุดออกมาได้ ซึ่งการที่เราทิ้งเอาไว้นั้นก็เพื่อทำให้สีผมนั้นเกาะได้นานขึ้น 3.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผมทำสี เลือก ใช้แชมพู ครีมนวดผม และทรีทเม้นต์ที่ผลิตมาสำหรับคนทำสีผม เพราะว่าเหล่าแบรนด์ต่างๆทำออกมาให้สาวๆดูแลเส้นผมที่เสียจากการย้อมผมอยู่ แล้วแถมยังมีให้เลือกสรรค์มากมายเลือกได้เลยว่ามีลัำกษณะผิวหนังแบบไหน 4.โบกมือลาน้ำอุ่น ขอบอก ไว้ก่อนเลยว่าถ้าคุณสระผมด้วยน้ำอุ่นนั้นจะทำให้ผิวหนังบริเวณหนังศรีษะของ คุณแห้งและอาจจะเป็นปัญหากับคุณตามมาได้แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือเกล็ดผมของ คุณจะเปิดซึ่งอาจทำให้สีผมของคุณหลุด ถ้าหลีกเลี่ยงน้ำอุ่นได้ก็หลีกเลี่ยงซะนะ 5. ผลิตภัณฑ์บำรุงผมหลังสระ หาผลิตภัณฑ์ที่บำรุงผมที่จะส่งผลให้สีติดทนนานขึ้นกว่าเดิม และยังช่วยบำรุงให้ผมชุ่มชื่นกว่าเดิมเพราะนอกจากจะลอคสีผมแล้ว ผมยังไม่พันกันง่าย และลดการเสียดสีของเส้นผมด้วย 6.เลี่ยงการจัดแต่งทรงผมที่ใช้ความร้อน หลีก เลี่ยงการใช้ไดร์เป่าผมและอุปกรณ์ม้วนผมแบบต่างๆ แต่นี่ไม่ได้ห้ามนะแค่อยากให้ลดลงจากเก่าบ้างจากการม้วนผมทุกวันก็ลดซะเหลือ สัปดาห์ละอาทิตย์ก็พอ ที่เหลือก็ปล่อยยาวธรรมชาติหรืออาจจะมัดดังโงะแบ๊วๆไปแทน 7.ลดการใช้ผลิตภัณฑ์แต่งทรงผม สเปร์ย ทำผม แว๊กซ์ผม เพราะบรรดาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำให้ผมเสียเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งถ้าคุณย้อม ผมไปแล้วนั้นยิ่งทำให้เสียเลย ซึ่งถ้าผมเสียแล้วการยึดเกาะของผมก็จะไม่เหลืออยู่เลย 8.ตากแดดนานๆ ถ้ารู้ว่าต้องไปออกทริปที่ต้องเจอแดดเยอะๆก็หาหมวกหรือผ้ามาคลุมหัวไว้ ซึ่งแสงแดดนั้นจะทำให้ผมแห้งกรอบ หนังศรีษะจะพัง สีผมจะซีด   ข้อมูลจาก http://www.jeban.com/

4496f43a.jpg

Botox (โบท็อกซ์) คืออะไรและช่วยในเรื่องอะไร

Botox (โบท็อกซ์)  คืออะไรและช่วยในเรื่องอะไร ในยุคปัจจุบันนี้ เราจะได้ยินคำว่า  Botox  (โบท็อกซ์)  และเราอาจจะสงสัยว่า โบท็อกซ์  นั้นคืออะไรซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกัน กับโบท็อกซ์     "โบท็อกซ์" (Botox)แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ชื่อทางการค้า (trade name) ที่เราเรียกกันจนชินปาก ที่จริงโบท็อกซ์ ผลิตโดยบริษัทยายักษ์ใหญ่ของอเมริกา Allergan  เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างจากแบคทีเรีย ชื่อ คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum) ที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษแก่มนุษย์ หากได้รับในปริมาณมากๆ เช่น จากอาหารกระป๋องที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อตัวนี้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จากการที่กล้ามเนื้อกระบังลมไม่ทำงาน  ผู้ป่วยจึงหยุดหายใจ    สารโบทูลินั่มท็อกซิน ออกฤทธิ์ได้ อย่างไร?          โบทูลินั่ม ท็อกซิน ออกฤทธิ์โดยการไปจับกับส่วนปลายของเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ประสาท ไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทได้ กล้ามเนื้อจึงคลายตัว หรือ อีกนัยหนึ่งก็คือ เกิดการอัมพาตของกล้ามเนื้อเล็ก โดยจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 2-3 วัน และเห็นผลสูงสุดในเวลาประมาณ 7– 14 วัน     แพทย์สามารถนำเอา "สารพิษ" นี้มาใช้ได้หรือไม่ ?          หากฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อในปริมาณน้อยๆ โบทูลินั่ม ท็อกซินจะทำให้กล้ามเนื้อ "คลายตัว" ดังนั้นในยุคแรกๆ จักษุแพทย์จึงนำโบทูลินั่ม ท็อกซิน มาฉีดรักษาโรคตาเหล่  ตาเข และโดยบังเอิญจากการฉีดรักษาในบริเวณรอบดวงตานี้เอง ก็ทำให้แพทย์พบว่าริ้วรอยบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากหว่างคิ้วและรอบดวงตาดีขึ้นด้วย ในยุคต่อมาจึงมีการฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน เพื่อประโยชน์ในด้านความสวยงามตามมาอย่างแพร่หลาย และมีเทคนิควิธีการที่ต่างๆ กันออกไป มีการนำมาฉีดเพื่อทำให้หน้าเรียวลง  ยกกระชับผิวหนัง ลดเหงื่อบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ ตลอดจนรักษาอาการปวดศีรษะ ปวดเกร็งต้นคอ และอีกหลายกรณี ในประเทศสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวมีการฉีดกันเป็น ล้านๆครั้ง ต่อปี    การฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน อยู่นานเท่าใด?          โดยทั่วไปผลของการฉีดจะอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นกับว่าฉีดรักษาอาการอะไร ฉีดบริเวณใด  ฉีดเป็นครั้งแรกหรือเป็นการฉีดซ้ำ  ผู้รับการรักษาอายุเท่าใด ซึ่งการที่ผลการรักษาอยู่ไม่ถาวรนั้น ที่จริงอาจนับได้ว่าเป็นข้อดี เพราะหากผลที่ได้รับไม่เป็นที่น่าพอใจ ในที่สุดก็จะค่อยๆ หายไปเองได้          การฉีดโบท็อกซ์นั้นเหมาะกับผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป เพราะรูปหน้าคงที่แล้ว หากแต่ไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวยุคใหม่ ที่ต้องการปรับแต่งรูปหน้าให้สวยเนี้ยบยิ่งกว่า ต้องการปรับเล็กๆ น้อยๆเพื่อแก้โหงวเฮ้ง หรือเสริมบุคลิกภาพเพื่อสังคม ผู้มีอายุต่ำกว่านั้นก็สามารถทำได้ ไม่ต้องรอให้วัยล่วงเลย   ใครที่ไม่ควรฉีด BOTOX ?         1. ผู้ป่วยโรคระบบกล้ามเนื้อ         2. ผู้ที่มีประวัติแพ้ Albumin         3. ผู้ที่มีประวัติแพ้ Botulinum Toxin         4. หญิงมีครรภ์อยู่ระหว่างให้นมบุตร   การเตรียมตัวก่อนการฉีด BOTOX        1. ห้ามรับประทานยาลดการอักเสบ หรือแอสไพริน ก่อนการฉีดยา 1 อาทิตย์        2. ควรหยุดรับประทานวิตามิน โดยเฉพาะ วิตามินอี น้ำมันปลา ใบแปะก๊วย  และสมุนไพรร้อน เช่น โสม ก่อนการรักษาประมาณ 2-3 วัน   การดูแลหลังรับบริการ  BOTOX         1. ห้ามนอนราบ 3 ชม. หลังทำ เนื่องจากตัวยาอาจกระจายออกนอกตำแหน่งที่ฉีดทำให้ไม่ได้ประสิทธิภาพที่ต้องการ         2. ห้ามนวดบริเวณที่ฉีด เพราะทำให้ยากระจายตัวไปที่กล้ามเนื้อรอบดวงตาได้         3. ขยับกล้ามเนื้อที่ฉีด ทุก 15 นาที ในชั่วโมงแรกหลังฉีด เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ดีขึ้น         4. หากมีรอยช้ำหลังฉีด ประคบเย็นที่บ้านต่อ ไม่ให้นวด หรือประคบอุ่น และงดทานยาจำพวก  แอสไพริน วิตามินอี  สมุนไพรร้อน เช่น แปะก๊วย โสม 2-3 วัน เพื่อลดรอยช้ำหลังฉีด (หากมี)         5. ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 2 อาทิตย์แรกมีผลทำให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ไม่ดี หรืออาจแย่ไปกว่านั้น อีกก็คือ ทำให้เกิดริ้วรอยแผลบริเวณตำแหน่งที่ฉีดโบท็อกซ์         6. ช่วงเดือนแรกงดเว้นการนวดหน้าแรงๆ หรือ การทำ treatment ร้อน เช่น RF, การซาวน่า         7. สำหรับผู้ที่ฉีดหน้าเรียว ควรงดเว้นการเคี้ยวหมากฝรั่ง เนื่องจากจะทำให้การฉีดไม่ได้ผล   ข้อควรระวัง      ไม่ควรทำการฉีดสาร Botulinum Toxin กับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ เนื่องจากแพทย์จะทำการเรียนเรื่องกล้ามเนื้อแต่ละมัดบนใบหน้าของเรา ทำให้เวลาฉีดแพทย์แต่ละท่านจะสามารถฉีดในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด   ที่มา :http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:E6tMZeL1jI0J:hilight.kapook.com/view/33774+&cd=1&hl=en&ct=clnk&gl=th        :www.pinterest.com  

19a752cf2fdb9.jpg

ฉีดสเต็มเซลล์ ไม่ช่วยชะลอวัยแถมยังเสี่ยงมะเร็ง

ในปัจจุบันผู้คนต่างตื่นตัวในเรื่องสุขภาพ โดยนักวิจัยจากหลายๆแห่งได้พยายามศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์เพื่อมาใช้ในการรักษาโรค แต่การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ยังมีข้อจำกัดอยู่มากมาย และในการรักษานั้นต้องใช้เซลล์จากไขกระดูกของผู้ป่วยหรือไขกระดูกของพี่น้องผู้ป่วย เพื่อนำมารักษาโรคทางระบบโลหิตวิทยาบางโรคเท่านั้น ยังไม่มีผลการศึกษาที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าสามารถนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาในเรื่องของการชะลอวัย   มารู้จักกับสเต็มเซลล์ สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด คือ เป็นเซลล์อ่อนที่ไม่มีหน้าที่ของเซลล์ที่เฉพาะเจาะจง สามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ และ พร้อมจะเจริญเติบโต เปลี่ยนแปลงเพื่อไปทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งที่เฉพาะเจาะจงได้ หรือกลายเป็นเซลล์ของเนื้อเยื่อชนิดต่างๆในร่างกายได้   สเต็มเซลล์ (Stem Cell) พบได้จากตัวอ่อนระยะ blastocyst และในเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย เช่น เลือด ฟันน้ำนม ผิวหนัง สายสะดือ ไขกระดูก โดยสเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด จากไขกระดูกในผู้ใหญ่นั้นมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ในระบบเลือด รวมถึงเซลล์ที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอีกด้วย ดังนั้นไขกระดูกจึงมีความสำคัญมากในทางการแพทย์   โดยปกติเซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายของมนุษย์จะทำหน้าที่จำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่ย้อนกลับมาเป็น สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด อีก ตัวอย่างของเซลล์ที่พัฒนาไปจนสุดทางจนเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง เช่น เซลล์สมอง เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์เหล่านี้เมื่อตายไปแล้ว จะไม่มีเซลล์ใหม่มาทดแทนได้อีก   ปัจจุบันได้มีนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยมากมายที่สนใจในการนำสเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิดมาใช้ในการรักษาโรค ซึ่งในทางการแพทย์ยังไม่มีการกำหนดแนวทางการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ไว้ในแนวทางเวชปฏิบัติของแพทย์สำหรับรักษาโรคต่าง ๆ ยกเว้นโรคทางโลหิตวิทยา 5 โรค ได้แก่ -โรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาว  -โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง -โรคไขกระดูกฝ่อ -โรคมะเร็ง multiple myeloma -โรคโลหิตจางพันธุกรรมธาลัสซีเมีย   และการนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาอย่างไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดโทษต่อผู้ป่วยที่ได้รับสเต็มเซลล์ อาจเกิดอาการแพ้ เกิดการอุดตันของหลอดเลือด มีการปนเปื้อนของสารเคมี สารโปรตีนแปลกปลอม เชื้อโรค หรือเซลล์แปลกปลอมในระหว่างกระบวนการเตรียมสเต็มเซลล์ที่ไม่ถูกวิธี เคยมีรายงานการใช้สเต็มเซลล์อย่างไม่ถูกต้องในผู้ป่วยทั้งคนไทยและต่างประเทศ ทำให้ผู้ป่วยเกิดเป็นโรคมะเร็งชนิดร้ายแรงหลังจากเข้ารับการรักษา ซึ่งในปัจจุบันมีสถานให้บริการชะลอวัยด้วยสเต็มเซลล์หลายแห่งในต่างประเทศ ที่ไม่ได้มีการรับรองจากทางการแพทย์ว่ารักษาได้จริงดังนั้น ผู้ใช้บริการควรศึกษาข้อมูลต่างๆให้ดี และไม่ควรเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่ยังไม่มีงานวิจัยรองรับ   Source : thaibiotech.info                wongkarnpat.com

751c747a907.jpg

หมอมะกันปลูกถ่ายอวัยวะเพศให้แก่คนไข้ครั้งแรก

ทีมแพทย์สหรัฐฯ ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะเพศชายแก่คนไข้เป็นครั้งแรกของ ประเทศแล้ว และเตรียมนำความรู้นี้ไปต่อยอดเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นต่อ... สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา คณะแพทย์ของโรงพยาบาล แมสซาชูเซตส์ เจเนอรัล ในเมืองบอสตัน ออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายอวัยวะเพศชายของผู้อื่นแก่คนไข้เป็น ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และระบุว่านี่เป็นก้าวสำคัญในวงการศัลยกรรม ทีมแพทย์ของโรงพยาบาล แมสซาชูเซตส์ เจเนอรัล ซึ่งประกอบด้วยศัลยแพทย์และพยาบาลกว่า 50 คน ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะเพศให้แก่นาย โธมัส แมนนิง ชาวเมืองฮาลิแฟกซ์ ในรัฐแมสซาชูเซตส์ อายุ 64 ปี ผู้ซึ่งถูกตัดอวัยวะเพศไปในปี 2012 หลังได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งองคชาต โดยใช้เวลานานถึง 15 ชั่วโมง ทางโรงพยาบาลระบุว่า กระบวนการปลูกถ่ายอวัยวะเพศในครั้งนี้มีชื่อเรียกว่า 'gentitourinary vascularized composite allograft' หรือ 'GUVCA' ซึ่งใช้วิธีผ่าตัดด้วยกล้องจุลทรรศน์ ปลูกถ่ายโครงสร้างหลอดเลือดและเส้นประสาทอันซับซ้อนจากองคชาตของผู้บริจาค เข้ากับผู้รับการผ่าตัด ดร. ดิกเคน โค ผู้อำนวยการแผนกทางเดินปัสสาวะของโรงพยาบาล แมสซาชูเซตส์ เจเนอรัล กล่าวว่า เป้าหมายอันดับหนึ่งของการผ่าตัดครั้งนี้คือการสร้างอวัยวะเพศให้ดูเป็น ธรรมชาติ ตามด้วยระบบการขับถ่ายปัสสาวะและการมีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม แม้การปลูกถ่ายอวัยวะให้สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้จะเป็นเป้าหมาย แต่ไม่สามารถสืบพันธ์ุได้ เนื่องจากความกังวลด้านจริยธรรมว่าใครจะเป็นพ่อเด็กกันแน่ ทั้งนี้ นายแมนนิงกำลังอยู่ระหว่างการพักฟื้นจากการผ่าตัด โดยไม่มีสัญญาณว่ามีเลือดออก, ปฏิกิริยาต่อต้าน หรือการติดเชื้อ ทำให้เขาอาจสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 3-4 วันข้างหน้า และทีมแพทย์หวังว่าอวัยวะเพศของเขาจะกลับไปใช้งานได้อีกครั้ง ขณะที่นายแมนนิงระบุในแถลงการณ์ซึ่งเปิดเผยโดยโรงพยาบาล แมสซาชูเซตส์ เจเนอรัล "วันนี้ ผมเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังทั้งส่วนบุคคล และความหวังของคนอื่นๆที่ทุกข์ทรมาณกับการเจ็บป่วยที่อวัยวะเพศ โดยเฉพาะทหารซึ่งทำงานโดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน และผลที่ตามมาคือได้รับบาดเจ็บหนัก" นายแมนนิงยังแสดงความขอบคุณต่อครอบครัว, ทีมแพทย์ รวมทั้งครอบครัวของผู้บริจาคอวัยวะแก่เขาด้วย ด้านดร. เคอร์ติส แอล.เซทรูโล ศัลยแพทย์พลาสติกและตกแต่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำทีมผ่าตัดนายแมนนิงร่วมกับดร.โค กล่าวว่า "เราหวังวาเทคนิคการตกแต่งนี้จะทำให้รเราสามารถปลูกถ่ายอวัยวะแก่ผู้ที่เจ็บ ปวดและสิ้นหวังจากการบาดเจ็บที่อวัยวะเพศ ซึ่งบ่อยครั้งที่ทำให้พวกเขาคิดจบชีวิตตัวเอง" ดร.เซทรูโลและดร.โคยังหวังว่าจะต่อยอดกระบวนการนี้ไปช่วยเหลือทหารที่ได้รับ บาดเจ็บ หรือใช้ในการผ่าตัดแปลงเพศด้วย แต่ดร.เซทรูโลชี้ว่า ยังต้องมีการศึกาาเกี่ยวกับกระบวนการนี้อีกมากว่า ทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับคนไข้แต่ละคน เพราะทุกรายมีความแตกต่างกัน อนึ่ง นายแมนนิงจะต้องรับยากดภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติไปตลอดชีวิต เพื่อลดโอกาสเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน แต่ดร.เซทรูโลระบุว่า ยาตัวนี้อาจช่วยในการงอกใหม่ของเส้นประสาท   ที่มา http://www.thairath.co.th

3fb02e0b7f8c.jpg

7 เหตุผลที่ทำไมผู้หญิงถึงทำศัลยกรรม

ในปัจจุบันนี้สาวๆหลายๆคนนั้นทำการศัลยกรรมเป็นส่วนมาก ซึ่งในตอนนี้ก็มีหลายคนที่เปิดใจยอมรับว่ามันเป็นเรื่องปกติไม่มีอะไรเสีย หาย แต่ก็ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ค่อนข้างจะยังแอนตี้อยู่ วันนี้เรามาดูเหตุผลยอดนิยมของสาวๆดีกว่าว่าทำไมถึงเลือกที่จะทำศัลยกรรม 1.โดนล้อปม - หลายๆคนโดนล้อปมมาตั้งแต่เด็ก ดั้งแหมบบ้าง ดำบ้าง หน้าเหลี่ยมบ้าง และตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องสวยให้ดู ซึ่งหลายๆคนก็เลยเลือกที่จะศัลยกรรมซะเลย 2.อกหักแฟนทิ้ง อยากสละโสด โดนแฟนบ่น - ในกรณีนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยแต่อยากจะขอเตือนว่า ถ้าคุณอกหักโดนทิ้งแล้วนั้นอย่าคิดจะทำศัลยกรรมเพื่อรั้งเค้าไว้เพราะคนจะไป ยังไงก็ต้องไป แต่ถ้าจะทำเพื่อให้ผู้ชายเสียดายเล่นๆก็ลุยโลด 3.อยากเปลี่ยนแปลงเพื่องาน - หลายๆคนทำเพื่ออยากจะเปลี่ยนตัวเองได้ดิบได้ดีในสายงานเช่น ดารา นักร้อง พริตตี้ เป็นต้น 4.เพิ่มความมั่นใจ - หลายๆคนอยากที่จะเปลี่ยนลุคไม่มีความมั่นใจ อยากจะลองเปลี่ยนจากลุคเรียบร้อยเป็นลุคเปรี้ยวๆดูบ้าง นี่ก็เป็นอีกเหตุผลสำหรับสาวๆ   5.เกิดอุบัติเหตุ - ในบางครั้งสิ่งที่คุณไม่อยากจะให้เกิดแต่มันก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งอาจทำให้เราเสียโฉมได้ ก็ไม่แปลกที่จะต้องทำศัลยกรรมเพื่อทำให้เรากลับมาสวยดังเดิมหรือสวยขึ้นไป อีก 6.รู้สึกเป็นแกะดำ - ในบรรดาญาติสนิทมิตรสหายทุกๆคนทำไมถึงดูดีกันหมด แล้วฉันล่ะ? จึงทำให้หลายๆคนเลือกที่จะทำเพือให้ตัวเองไม่ดูด้อยกว่าคนอื่น 7.ตามกระแส - และแน่นอนกระแสโลกอินเตอร์เน็ตตอนนี้นั้นคนดังต่างๆเน็ตไอดอลส่วนใหญ่ก็ทำ ศัลยกรรมมีคนติดดตามเป็นแฟนคลับอยู่เยอะไปหมด ทำให้เป็นกระแสว่าต้องจมูกโด่งต้องขาวต้องปากได้รูปตา 2 ชั้น เป็นต้น   ข้อมูลจาก http://women.thaiza.com/

1165151f96bae68.jpg

“โรคน้ำกัดเท้า” โรคร้ายที่มาพร้อมกับน้ำท่วม

นอกจากโรคติดต่อที่มากับอากาศและทางเดินหายใจแล้ว ในหน้าฝน โรคที่ควรระวังคือโรคที่มากับน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะโรคน้ำกัดเท้า หรือโรคฮ่องกงฟุต เป็นโรคผิวหนัง ที่เกิดจากผิวหนังบริเวณเท้าติดเชื้อรา ซึ่งเป็นโรคพบบ่อยในหน้าฝน   โรคน้ำกัดเท้าเกิดจาก เชื้อราในสายพันธุ์ Dermatophytes ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ย่อย เชื้อราชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น เปียกน้ำ เปียกเหงื่อ เช่น บนพื้นที่เปียกชื้น จากลุยน้ำท่วมขังรองเท้า พื้นห้องอาบน้ำโดยเฉพาะห้องอาบน้ำที่ใช้ร่วมกันหลายๆคน และพื้นบริเวณสระว่ายน้ำเมื่อเดินหรือย่ำบนพื้นดังกล่าว หรือใส่รองเท้าที่มีเชื้อราอยู่ เชื้อราจึงรุกรานเข้าสู่ผิวหนังและก่อโรคน้ำกัดเท้าได้   อาการ ผิวหนังเปื่อยลอกเป็นแผล มีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา ทำให้เกิดอาการอักเสบ บวมแดง ร้อน เป็นหนอง และปวด ส่วนการติดเชื้อราชนิด dermatophyte จะทำให้มีอาการคัน ผิวเป็นขุยและลอกออกเป็นแผ่นสีขาว และอาจมีกลิ่นเหม็น    การป้องกัน -หลีกเลี่ยงการย่ำน้ำ  -รักษาความสะอาดเท้า ล้างให้สะอาด ถูสบู่โดยเฉพาะตามง่ามเท้า -สวมรองเท้าแตะในการอาบน้ำเสมอ  -รักษาความสะอาดรองเท้าเสมอและต้องดูแลให้แห้ง  -รักษาความสะอาดถุงเท้า เมื่อเปียกต้องเปลี่ยนเสมอ -ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่น นอกจากนั้นผ้าเช็ดเท้าและผ้าเช็ดตัวควรเป็นคนละผืนกัน   การรักษา -ในระยะแรก ปรึกษาเภสัชกร ซื้อยาใช้เองได้ -รักษาเท้าให้สะอาดและแห้ง -ช่วงยังมีแผลไม่ควรสวมรองเท้าปิดหรือใส่ถุงเท้า  -ใส่ยาแผลอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ก่อนใส่ยา ล้างเท้า ซอกนิ้วเท้า และแผลให้สะอาดด้วยสบู่อ่อนโยน แล้วเช็ด/ซับให้แห้ง -ระมัดระวังอย่าเกา เชื้ออาจติดมือ อาจก่อการติดเชื้อกับผิวหนังส่วนอื่นได้ -ควรพบแพทย์เมื่อ อาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 - 2 สัปดาห์ แผลเลวลงหลังดูแลตนเอง ปวดแผลมาก คันมาก แผลบวมมาก แผลเป็นหนอง มีไข้ร่วมด้วยโดยเฉพาะเมื่อไข้สูง   ข้อมูลจาก : pixabay nhs.uk bumrungrad haamor

dcc2b9d1af9f.jpg

แสงแดด มีผลต่อฮอร์โมนทางเพศ

หากคุณเป็นผู้ชายที่มีความกังวลเรื่องฮอร์โมนทางเพศ วิทยาศาสตร์มีคำตอบ เพราะบางทีสภาพอากาสก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และร่างกาย โดยเฉพาะความรู้สึกทางเพศจนทำให้หลายๆ คนเกิดความวิตกกังวลจนต้องพึ่งยาเป็นตัวช่วย   จากงานวิจัยของ The European College of Neuropsychopharmacology พบว่าแสงสว่างจากดางอาทิตย์หรือแสงจากกล่องไฟประดิษฐ์ ช่วยเพิ่มฮอร์โมนในเพศชาย ซึ่งได้ทำการทดลอง จากอาสาสมัคร 38 คน ที่ได้รับการวินิจฉัยว่า มีความผิดปกติในเรื่องอารมณ์ทางเพศ แต่ยังต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศอยู่   โดยการวิจัยได้แบ่งผู้ชายออกเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มแรกจะได้รับแสงไฟจากกล่องประดิษฐ์ ส่วนกลุ่มที่สองจะได้รับแสงไฟหลอกๆ จากการทดสอบสองสัปดาห์ นักวิจัยได้ผลทดสอบในแต่ละคน พบว่าในกลุ่มแรกมีระดับฮอร์โมนเพศชายมากขึ้น และพบว่าสภาพอากาศมีส่วนทำให้ระดับฮอร์โมนเปลี่ยน และส่งผลต่อความรู้สึกทางเพศ ทั้งนี้ในซีกโลกเหนือ ร่างกายของมนุษย์จะผลิตฮอร์โมนเพศชายตามธรรมชาติ ก่อนจะลดลงในเดือนพฤศจกายนถึงเดือนเมษายน จากนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนสูงสุดในเดือนตุลาคม   เหตุผลมาจาก แสงอาทิตย์ช่วยยับยั้งต่อมไพเนียในสมอง และอาจช่วยให้การผลิตฮอร์โมนเพศชายมากขึ้น ต่อมไพเนียล เป็นต่อมเล็กมีขนาดประมาณ 4-8มิลลิเมตร อยู่กึ่งกลางระหว่างเซรีบลัมซีกซ้ายและซีกขวา หน้าที่ของต่อมไพเนียลยังไม่ทราบแชัด แต่จากการศึกษาพบว่า ต่อมไพนียลผลิต และหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน (melatonin) ซึ่งเชื่อว่าทำหน้าที่ควบคุมการหลับ อารมณ์ การเข้าสู่วัยหนุ่มสาว และการสืบพันธุ์   เมลาโทนิน เป็นฮอร์โมนที่เป็นสารจำพวกเอมีน การหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินจากต่อมไพเนียลเกี่ยวข้องกับแสง และความสั้น-ยาวของช่วงกลางวัน-กลางคืน กล่าวคือในเวลากลางวัน เมื่อเรติน่าในลูกนัยน์ตารับแสงก็จะส่งกระแสประสาทไปยังเซลล์ประสาทซิมพาเธติก และจะส่งต่อไปยังต่อมไพเนียลเพื่อยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน และในเวลากลางคืนที่ไม่ได้รับแสง ต่อมไพเนียลจะหลั่งออกมามากขึ้น ดังนั้นต่อมไพเนียลจะหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินเวลากลางคืนมากกว่ากลางวัน   ซึ่งเมลาโทนินจะกระตุ้นการนอนหลับในเวลากลางคืน และยับยั้งการหลั้งโกนาโดโทรฟินรีลิสซิงฮอร์โมนจากไฮโพทาลามัส จากการศึกษาพบว่าเด็กก่อนวัยรุ่นจะมีปริมาณเมลาโทนินสูงมากในเลือด ดังนั้นจึงเชื่อว่าเมลาโทนินทำหน้าที่ควบคุมการเข้าวัยหนุ่มสาว นอกจากนี้ยังเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศของสัตว์ด้วย เช่น ฤดูหนาวกลางวันสั้นทำให้มีเมลาโทนินหลั่งมาก โดยเมลาโทนินยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเพศ ทำให้สัตว์ไม่ผสมพันธุ์หน้าหนาว   ที่มา : coach.nine.com

c4ff08611d.jpg

7 ประโยชน์ทางการแพทย์ของกัญชา

บางคนอาจจะยังไม่ทราบว่ากัญชา ซึ่งเป็นสารเสพติดให้โทษ จะมีสรรพคุณที่ใช้ในทางการแพทย์ โดยในหลายๆ ประเทศเริ่มมีการจ่ายกัญชาให้กับผู้ป่วยบางราย เพราะในกัญชามีสาร THC (tetrahydrocannabinol) ที่พบว่าสามารถรักษาในหลายอาการ เช่น ลดอาการปวด ลดการชักเกร็งของกล้ามเนื้อ โรคลมชัก และโรคพาร์กินสัน เป็นต้น   1.ช่วยบรรเทาอาการปวด และลดการอักเสบของสองและไขสันหลัง หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบอื่นๆซึ่งก่อให้เกิดโรคมะเร็ง จากการทดลองพบว่า สารสกัดจากกัญชาอีกตัวที่เรียกว่า cannabidiol (CBD) ช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ และทำให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น อีกทั้ง CBD ยังออกฤทธิ์ได้นานกว่าการใช้สเตียรอยด์หรือยาแก้อักเสบอีกด้วย   2.โรคเครียด หรือ PTSD เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ช่วยให้กัญชาแพร่หลายในวงการแพทย์ เพราะการที่ร่างกายได้รับสาร CBD ในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการซึมเศร้า เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในผู้ป่วย และยังช่วยปรับสมดุลในด้านอารมณ์ของผู้ป่วย   3.คลื่นไส้และอาเจียน สาร TCH ถูกใช้ในการรักษามะเร็งตั้งแต่ปี 1980 ในยา Marinol ที่ประกอบด้วยสารสังเคราะห์ของ TCH ได้รับการอนุมัติโดย FDA หรือองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา และยังได้พัฒนาในการใช้รักษาผู้ป่วยที่ได้รับการเคมีบำบัด   4.กระตุ้นความอยากอาหาร สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเบื่ออาหาร ในทางการแพทย์ในหลายๆ แห่งเลือกใช้สาร THCนำใช้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งและผู้ป่วยโรคเอชไอวีที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ซึ่งพบว่าสามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้ของผู้ป่วยกลุ่มนี้และยังกระตุ้นความอยากอาหารในผู้ป่วยอีกด้วย   5.โรคหอบหืด กัญชาถูกใช้รักษาโรคหอบหืดในทางการแพทย์ในหลายประเทศ และจากการวิจัย พบว่า สาร TCH ช่วยในเรื่องของระบบหายใจ เนื่องจากกัญชามีส่วนช่วยในการขยายหลอดลม นอกจากนั้นยังยิมยมใช้สาร สาร cannabinol และ cannabidol แทน THC   6.โรคต้อหิน จากการทดลอง พบว่ากัญชาลดอาการความดัน ในตาของคนที่เป็นต้อหิน แต่ผลที่ได้ยังไม่ชัดเจน และต้องรอการวิจัยที่แน่ชัด   7.ช่วยนอนหลับ หลายคนทราบผลกระตุ้นให้เกิดการนอนหลับของกัญชา และวิจัยแสดงให้เห็นว่า สาร THC มีส่วนช่วยให้เกิดการผ่อนคลาย และทำให้นอนหลับสนิทขึ้น และยังลดการสะดุ้งตื่นตอนกลางดึกอีกด้วย   ที่มา : leafscience.com

10329fadc89da_153375fdeb736.jpg

มาทำความรู้จักกับโรคอัมพาตเบลล์หรือโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกกันเถอะ

โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s palsy) หมายถึง อาการที่เกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีก ทำให้หลับตาได้ไม่สนิท มุมปากตก และขยับใบหน้าซีกนั้นไม่ได้ โดยเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ถึงแม้จะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงแต่ถ้าปล่อยไว้แล้วไม่รีบทำการรักษาอาจทำให้หน้าเบี้ยวถาวรได้   อาการของโรคหน้าเบี้ยว ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเร็วใน 48 ชั่วโมง ตื่นมารู้สึกหน้าหนักๆ หลับตาไม่สนิท ตาแห้ง ดื่มน้ำจะมีน้ำไหลจากมุมปาก บางรายมีลิ้นรับรสผิดปกติหรือหูอื้อๆ ร่วมด้วย แม้ว่าอาการของโรคนี้จะค่อนข้างเด่นชัด และดูเหมือนว่าจะรุนแรง แต่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ร้อยละ 70-80 มักจะหายเองภายใน 1-3 เดือน ประมาณร้อยละ 20-30 ใบหน้ายังคงเบี้ยวไม่หายขาด   ปัจจัยที่ทำให้ไม่หายขาดได้แก่ -อายุมากกว่า 60 ปี -กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงไม่สามารถขยับได้เลย -น้ำตาหรือการรับรสลดลง -น้ำตาไหลน้อยลง -ปวดหลังหู -ผู้ที่มีอาการดีขึ้นไวโอกาสจะหายขาดสูงกว่าผู้ที่หายช้า โดยผู้ที่อาการเริ่มดีภายใน 3 สัปดาห์มักจะหายขาด ผู้ที่มีอาการเริ่มดี 3 สัปดาห์ภึง 2 เดือน อาการหายอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ ผู้ที่เริ่มจะดีใน 2-4 เดือน มักจะมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าให้เห็น หาก 4 เดือนไปแล้วไม่เริ่มดีมักจะไม่หาย   ปัจจุบันยังไม่ทราบว่า โรคอัมพาตเบลล์เกิดจากสาเหตุใด แต่จากการศึกษาต่างๆพบว่า อาจมีสาเหตุได้จาก ประสาทใบหน้าติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเริม (Herpes sim plex) หรือ จากไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคอีสุกอีใส (Herpes zoster) หรือจากไวรัสในตระกูลไซโตเมกาโลไวรัส (Cytomegalovirus) ซึ่งเชื้อทุกชนิด มักก่ออาการเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานต่ำ สาเหตุนี้เป็นสาเหตุที่แพทย์เชื่อกันมากที่สุดในสาเหตุต่างๆ   การรักษาโรคอัมพาตเบลล์ คือ การรักษาประคับประคองตามอาการ การให้ยาต้านการอักเสบในกลุ่มสเตียรอยด์ และเมื่อแพทย์สงสัยสาเหตุจากติดเชื้อไวรัส อาจให้ยาต้านไวรัส ซึ่งจะให้ผลดีต่อเมื่อเริ่มยาภายในประมาณ 3 วันหลังมีอาการ (ดังนั้น เมื่อมีอาการดังกล่าวแล้ว จึงควรรีบพบแพทย์) อีกประการที่สำคัญ คือ การทำกายภาพฟื้นฟูกล้ามเนื้อใบหน้าตามแพทย์ และนักกายภาพบำบัดแนะนำ และเมื่อมีอาการทางหนังตา ควรปิดตาด้านนั้น เพื่อป้องกันฝุ่นและลม หรือ ใส่แว่นกันแดดเสมอทั้งในและนอกบ้าน และปิดตา   ทั้งนี้ในผู้ป่วยที่โรคฟื้นตัวได้น้อย หรือ ไม่ฟื้นตัว ยังคงมีอัมพฤกษ์ อัมพาตของกล้ามเนื้อใบหน้าอยู่ (พบได้น้อยประมาณ 4%) แพทย์อาจใช้การผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาหน้าเบี้ยว ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์   โรคนี้พบในคนกลุ่มใด พบได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีมีครรภ์ช่วงสามเดือนสุดท้าย การวินิจฉัยแยกโรค นอกจากนั้นสาเหตุอื่นๆของการหน้าเบี้ยวที่ให้อาการคล้ายโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s palsy) ได้แก่ การติดเชื้อในเยื่อหุ้มสมอง(meningitis) การติดเชื้องูสวัด(HZV) เอชไอวี (HIV) ไลม์(Lyme) ซิฟิลิสเรื้อรัง(syphilitic gumma) ซาคอยโดสิส(sarcoidosis) โรคเรื้อน(leprosy) การกดทับจากเนื้องอกหรือการอักเสบติดเชื้อของต่อมน้ำลายพาโรติดที่อยู่หน้าหู หรือ จากต่อมน้ำเหลือง อุบัติเหตุที่ใบหน้า โรค Guillain Barre syndrome(GBS) และที่สำคัญคือเส้นประสาทที่ 7 ขาดเลือดที่พบในเบาหวาน   ที่มา : phyathai.com haamor.com  allaboutvision.com

latest update product

ThanyapuraPhuket

บริษัท:PhuketInternationalSportsClubLtd.(HeadOffice) ยี่ห้อ/ชื่อสินค้า:ธัญญปุระภูเก็ต ประเภทสินค้า:แพ็คเกจสุขภาพ บูธหมายเลข:A101 EscapetoAsia’sleadingsports,healthandwellnessresortandtraininparadise.ThanyapuraislocatedonthetropicalislandofPhuketandisbasedonfitness,healthandyourwell-beingwithworldclassfacilities.JustfifteenminutesawayfromthePhuketInternationalAirport,Thanyapurapresentsauniqueandinspiringdestinationforindividualsandgroups,fromprofessionalstoamateursportsenthusiastsorsimplyforthoselookingforabalancedapproachtotheirlifestyle   Theresortcomprisesof115rooms,77roomsinthePoolWingand38roomsintheGardenWing,surroundedbythebeautifulKhaoPhraTaewNationalPark.ThePoolWingoffersa25mrecreationalpool,apoolbaranda24hourreception.TheDivineRestaurantservesfresh,organicandcarefullyselectedproductsforbreakfast,lunchanddinner.Foranydietplanordetoxyouarefollowing,ourChefscanofferyoualkalineandnourishingdishestoenhanceyourjourneytohealthatDiLiteRestaurant.AttheBoosterDeliandBar,snacks,coffeeandpastriesareservedoverlookingthe50mpoolandtheNationalPark.TheLoungeSportsBaropensitsdoorseveryeveningandinviteseveryonetocometogetherinarelaxedandfunatmosphere.   ThanyapuraHealthandWellnessCentrefeaturesdetox,weight-loss,preventativemedicine,anti-aging,meditationandyogaprogramstopromoteoverallwell-beingforthebody,mindandsoul.Onabasiclevel,thecentreofferstailoredprogramstosuityourneedsandincludesone-to-oneconsultants,assessments,analysisandrejuvenatingtherapies.Theexperiencedanddedicatedspecialistspresentadvancedtechniquesandpracticalwaystohelpguestsfeelamazinginsideout.Combiningmodernmedicineandthelatestholisticmedicine,theThanyapurawayseekstogivethebodyacompleteanalysisandprovidestherootcauseofhealthissues.

Suggest

บทความแนะนำ

“ล้างจุดซ่อนเร้น”เรื่องเล็กๆที่ไม่ควรมองข้าม

สาวๆหลายคนอาจละเลยการล้างจุดซ่อนเร้นเพราะมองว่าน้ำเปล่าอย่างเดียวก็เพียงพอบ้างก็ว่าสบู่ที่ใช้ชำระล้างผิวกายก็ใช้ได้จึงเกิดเป็นข้อสงสัยว่าควรทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นของคุณผู้หญิงอย่างไรให้ถูกวิธีแล้วทำไมการใช้น้ำเปล่าอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอซึ่งต้องบอกเลยว่าในปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ก่อให้เกิดเหงื่อไคลในชีวิตประจำวันทั้งกิจกรรมที่ทำสภาพอากาศการสวมใส่เสื้อผ้าทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียเชื้อราจนทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์บริเวณจุดซ่อนเร้นซึ่งสาเหตุนั้นมีมากมาย ดังนี้ การทำความสะอาดที่ไม่เพียงพอหลังจากเสร็จสิ้นธุระหนักหรือธุระเบาควรดูแลจุดซ่อนเร้นด้วยการใช้กระดาษชำระซับให้แห้งสะอาดทันทีและควรเช็ดจากด้านหน้าไปทางด้านหลังอย่าเช็ดจากด้านหลังมาด้านหน้าเด็ดขาดเพื่อเป็นการป้องกันเชื้อโรคที่ตกค้างจากอุจจาระเข้าสู่ช่องคลอด การสวมกางเกงในหรือเสื้อผ้าที่คับรัดจนเกินไปเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เหงื่อออกตามจุดอับต่างๆจึงทำให้จุดซ่อนเร้นมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ขึ้นมาได้ควรเลือกสวมกางเกงในหรือเสื้อผ้าที่สามารถระบายอากาศได้ดีและไม่คับอัดแน่นจนเกินไปเพื่อให้อากาศในบริเวณนั้นระบายได้สะดวก  ในช่วงมีประจำเดือนปากมดลูกนั้นเปิดขยายอยู่จึงทำให้เชื้อโรคหรือแบคทีเรียบุกเข้าไปได้ง่ายกว่าช่วงเวลาปกติหากดูแลจุดซ่อนเร้นไม่ดีอาจจะเป็นสาเหตุให้มดลูกและปีกมดลูกเกิดการติดเชื้อได้วิธีที่จะปกป้องจุดซ่อนเร้นให้ห่างจากการติดเชื้อคือทำความสะอาดให้หมดจดเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆเพื่อช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียแล้ว             จุดซ่อนเร้นเสียสมดุลเพราะจุดซ่อนเร้นมีกรดแลคติคที่ช่วยปรับสภาพแวดล้อมภายในช่องคลอดให้เป็นกรดอ่อนๆทำหน้าที่ป้องกันการเข้ามารุกรานของเชื้อโรคต่างๆหากกรดแลคติคภายในจุดซ่อนเร้นลดลงก็อาจทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆขึ้นมาได้ซึ่งสาเหตุนี้เกิดมาจากการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่ไม่เหมาะสมนั่นเอง นอกจากนี้คุณสาวๆจำนวนไม่น้อยต้องพบเจอกับปัญหาตกขาวที่เกิดจากเชื้อราในช่องคลอดจะมีสีขาวหรือเหลืองและเป็นก้อนคล้ายนมบูดมีกลิ่นเหม็นอับปัสสาวะแสบขัดโดยช่องคลอดจะเกิดการระคายเคืองจนทำให้คันยิบๆแทบทนไม่ได้ซึ่งบางท่านมีอาการรุนแรงมากคันมาถึงบริเวณขาหนีบและมีอาการแสบแดงซึ่งถ้าตกขาวมีสีเขียวปนเหลืองเป็นฟองมีกลิ่นเหม็นผิดปกติและมีอาการคันร่วมด้วยแล้วให้นึกถึงโรคพยาธิในช่องคลอดโดยสาเหตุต่างๆของการเกิดเชื้อราในช่องคลอดมีดังนี้ เกิดจากความอับชื้นถ้ายิ่งรัดยิ่งอับเชื้อราจะมาได้ง่ายและหากยิ่งเราใช้สบู่ที่มีค่าpHไม่สมดุลร่วมด้วยเชื้อโรคดีๆในช่องคลอดของเราก็จะถูกทำลายซึ่งเมื่อไม่มีอาวุธมาต่อสู้กับเชื้อราแล้วก็มีโอกาสเป็นได้เหมือนกัน การใส่แผ่นอนามัยโดยไม่เปลี่ยนระหว่างวันหรือใส่เป็นเวลานานๆเพราะแผ่นอนามัยจะทำให้ยิ่งเกิดความอับชื้นเป็นทวีคูณซึ่งข้อนี้คุณหมอแนะนำว่าหากไม่ได้อยู่ในช่วงที่มีรอบเดือนไม่ควรใส่แผ่นอนามัยจะดีกว่า ยาปฏิชีวนะบางท่านเป็นหวัดเรื้อรังหรือเป็นสิวต้องกินยารักษาอย่างต่อเนื่องซึ่งตัวยาจะไปทำลายเจ้าเชื้อแบคทีเรีย“แลคโตบาซิลลัส”ที่มีหน้าที่ฆ่าเชื้อราในช่องคลอดทีนี้จึงเป็นโอกาสให้เชื้อราเจริญเติบโตอยู่ภายในช่องคลอดทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ตามมาดังนั้นถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรรับประทานยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน และอีกสาเหตุที่หลายท่านกังวลใจเนื่องจากโรคดังกล่าวมักไม่ได้ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์และสำหรับสิ่งที่ควรทำเมื่อสงสัยว่าจะเกิดโรคนี้ขึ้นกับตัวเองมีดังต่อไปนี้... 1.เบื้องต้นแนะนำว่าให้ทานโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวให้มากเข้าไว้เพราะ“แลคโตบาซิลลัส”ช่วยคุณได้ 2.พักผ่อนให้พอไม่เครียดทำร่างกายให้แข็งแรงจะได้มีภูมิต้านทานอยู่เสมอ 3.ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่มีpHสมดุลและมีส่วนผสมของแลคโตบาซิลลัส 4.ใส่ชั้นในเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ระบายอากาศได้ดีเวลาซักทำความสะอาดแล้วควรตากในที่แดดส่องถึง 5.สำหรับคนที่เริ่มมีอาการของโรคช่องคลอดติดเชื้อราควรเปลี่ยนชุดชั้นในใหม่ทั้งหมดหรือควรต้มในน้ำเดือด10-15นาทีแล้วตากแดดให้แห้งก่อนนำมาใช้ใหม่ 6.อาการของโรคสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยารับประทานและยาสอดหรือยาเหน็บแต่วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือการไปพบแพทย์ด้วยตัวเองไม่แนะนำให้ซื้อยามาใช้เองเพราะอาจจะไม่ตรงกับโรคทำให้อาการที่เป็นอยู่อาจยิ่งลุกลามและรุนแรงขึ้นอีกได้ ที่สำคัญเมื่อเกิดอาการแล้วก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยเพราะอาจทำให้เชื้อโรคลุกลามเกิดการอักเสบเป็นฝีที่ปีกมดลูกต้องผ่าตัดจนถึงขั้นต้องตัดมดลูกหรือปีกมดลูกทิ้งดังนั้นหากพบสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับการตกขาวต้องรีบรักษาหรือพบแพทย์โดยด่วน รวมทั้งการหันมาใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นโดยเฉพาะที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆใกล้เคียงกับธรรมชาติของจุดซ่อนเร้นเพื่อรักษาสมดุลและป้องกันเชื้อแบคทีเรียจากภายนอกจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้เกิดความสะอาดตรงจุดซ่อนเร้นได้เป็นอย่างดีเพื่อความสะอาดอย่างอ่อนโยนและทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของคุณสดใสมั่นใจยิ่งขึ้น                                      Source:โดยแพทย์หญิงศุภกัญญาสุภาสัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ผิวหนังความงามและการชะลอวัย 57 Clinicสาขาทองหล่อกรุงเทพฯ  

สถานเสริมความงามแนะนำ

รวมสุดยอดสปาไทย

10อันดับสปาไทยที่ทั้งไทยและเทศชอบมากที่สุด   หลายๆคนอาจใช้เวลาในช่วงวันหลุดหรือเวลาที่ว่างเข้าไปผ่อนคลายที่สปาไม่ว่าจะเป็นการนวดเท้านวดตัวนวดอโรมานวดหน้านวดแผนไทยเพื่อที่จะผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการทำงานหนักหรือจากการเรียนและไม่ใช้แค่คนไทยเท่านั้นที่หันมาเข้าสปาในประเทศไทยเพราะว่าต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยนั้นล้วนมาเพื่อทำสปาเพราะว่าราคาที่ถูกกว่าประเทศของเค้ามากธุรกิจสปาในประเทศไทยเติมโตขึ้นมาเรื่อยๆนับจากอดีตที่น้อยคนนักจะมีโอกาศไปเข้าสปาเพื่อผ่อนคลายอาจจะเป็นเพราะเมื่อก่อนคนไม่นิยมที่จะเข้าสปากันสปาในปัจจุบันนอกจากจะช่วยให้หายเมือยล้าแล้วยังช่วยทำให้หายเครียดอีกด้วยวันนี้เรามาดูอันดับสปาในประเทศไทยกันว่ามีที่ไหนน่าไปบ้าง   PhothalaiLeisurePark โพธาลัยสปาที่เปรียบเสมือนสววรค์ของคนกรุงเพราะว่าเป็นสถานที่ที่ให้บริการครบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการนวดผ่อนคลายโยคะสอนทำอาหารสอนทำดอกไม้เรียนมวยไทยสอนนวดตีกอล์ฟสอนไดร์ฟกอล์ฟและอื่นอีกมากมายก่ายกองที่นี่ถือเป็นสถานที่ที่รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ที่เดียวด้วยความกว้างมากกว่า80ไร่เรียบทางด่วนรามอินทราที่ไปง่ายแสนง่ายทำให้เป็นที่นิยมสำหรับคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าจุดเด่นของที่โพธาลัยคือการนวดสปาแลลครบวงจรเทคนิคการนวดสปาของโพธาลัยได้สืบต่อวิชาการนวดแผนไทยโบราณจากวัดโพธ์ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นตำหรับการนวดของคนไทยเพราะวัดโพธ์เป็นสถานที่ฝึกสอนการนวดแผนไทยที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทยการบริการนวดที่โพธาลัยแบ่งออกเป็น3ประเภทคือBodyTreatment,MassagesและFacialTreatmentสำหรับSignatureของโพธาลัยคือการนวดกดจุดที่มีชื่อเสียงอย่างมากหากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่หลงไหลในการทำสปาและนวดแผนไทยคุณต้องไม่พลาดที่จะไปที่PhothalaiLeisurePark    DivanaVirtueSpaดีวานาสปา MulberrySpaดีวานาสปาเป็นสถานที่ทำสปาที่อยู่บนถถนสาธรการทำสปาของที่นี้จะอยู่ในบ้านไม้ที่มีทรงคลาสสิคและความModernของFurnitureผสมผสานกันอยู่ที่สปาแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นสถานที่สปาระดับเวิลด์คลาสกันเลยทีเดียวเพราะว่าการนวดและเสริมความงามของที่นี่บวกกับความคลาสสิกของบ้านไม้2ชั้นที่อนุรักษ์ไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่6และคงโครงสร้างเดิมไว้ทั้งหมดโครงสร้างของที่สปาแห่งนี้เป็นStyleโคโลเนียลที่ผสมกับ วิกตอเรียนภายในของอาคารเป็นสีขาวเกือบทั้งหมดทำให้ผู้มาใช้บริการรู้สึกถึงความสะอาดของสานที่นอกจากนี้ที่สถานบริการแห่งนี้ยังใช้พันธุ์ไม้โบราณเป็นฉากหลังที่เพิ่มความผ่อนคลายให้กับคุณลูกค้าห้องทำสปาของดีวานามีทั้งหมด9ห้องด้วยกลิ่นอายแบบไทยไม่แตกต่างกันpackageตัวแม่ของสปาที่ดีวานาคือ QueenofTheNightที่ใช้เวลาการทำสปาถึง4ชั่วโมงการทำสปาจะเริ่มจากการนวดเท้าโดยการใช้ถ่านดีท็อกซ์ ตามด้วยแช่ตัวในน้ำอุ่นเพื่อที่จะสลายเซลลูไลต์และสครับผิวด้วยเกสรผึ้งหลังจากนั้นหมักผมด้วยสาหร่ายดีท็อกซ์เพื่อความสวยตั้งแต่หัวจรดเท้า   MulberrySpa หากคุณได้ไปแถวสุขุมวิทแล้วคุณต้องไปที่สปาแห่งนี้เพราะว่าด้วยบรรยากาศร่มรื่นและดึงดูดความสนใจของหนุ่มสาวออฟฟิศการตกแต่งภายในของMulberrySpaนั้นเป็นแบบผสมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออกที่เข้ากันได้อย่างลงตัวเมื่อเดินเข้ามาภายในร้านคุณจะได้สัมผัสถึงความสงบและเงียบทำให้คุณได้ผ่อนคลายการต้อนรับที่สปาที่นี้เป็นการทักทายด้วยมิตรภาพจากพนักงานต้อนรับและWelcomeDrinkสำหรับการนวดที่เป็นซิกเนเจอร์ของที่สปาแห่งนี้คือการนวดแบบกดจุด(BodyMassage)แต่ไม่ใช่การนวดกดจุดแบบธรรมดาทั่วๆไปเพราะว่าการนวดกดจุดที่นี่เป็นการนวดที่ผสมผสานกับการนวดน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ100%นอกจากบริการเรืองสปาแล้วที่สปาแฟห่งนี้ยังมีบริการเสร้มความงามให้กับคุณลูกค้าเช่นทำเล็บทำผมและห้องซาลอนอีกด้วย   TheOasisSpa   โอเอซิสสปาตั้งอยู่บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่สถานที่นวดสปาเป็นแบบสไตล์โคโลเนียลที่มีสีขาวซึ่งตัดกับสีธรรมชาติของความงามต้นไม้และน้ำตกที่ให้ความร่มรื่นของสถานที่สปาแห่งนี้ที่นี่ถือได้ว่าเป็นสปาที่หรูที่สุดในย่านเพชรบุรีตัดใหม่ชาวเมืองมักจะมาผ่อนคลายโดยการนวดสปานวดหน้าหวดเท้าและนวดอโรมาที่สปาแห่งนี้อาจจะเป็นเพราะฝีมือในการนวดของเธอราปีสต์ที่ได้รับการฝึกฝนจากสถานบันการสอนนวดดังๆในประเทศไทยเป็นอย่างดีสิ่งที่คนที่ไปนวดสปาที่โอเอซีสแนะนำและบอกต่อๆกันคือQueenofOasisที่เหมาะมากๆสำหรับผู้หญิงและผู้ชายเพราะว่าเป็นการนวดเพื่อปรับสมดุลร้างกายให้พร้อมกับการนวดเพื่อนคลายกระดูกกล้ามเนื้อเพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ทั่วร่างกายด้วยน้ำมันร้อนหอมระเหยและที่สำคัญของpackageนวดอันนี้ซึ่งเหมาะกับผู้หญิงอย่างมากคือการนวดที่ใช้เทคนิคนวดท้องโกยมดลูกหรือนวดท้องกระตุ้นการไหลเวี่ยนของต้อมลูกหมากที่นวดแห่งนี้จึงเป็นสรรวค์ของSpaLoverโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆเลยหากคุณอยากจะใช้บริการเราแนะนำให้คุณโทรจองล่วงหน้าเพราะว่าโอเอซีสรับลูกค้าจำนวนจำกัดในแต่ละวัน   SpaTen SpaTenสปากลางกรุงสุดคลาสสิคที่ทำให้ลูกค้าหลายๆคนหลงไหลในการบริการและบรรยากาศภายในร้านสปาแห่งนี้ด้วยการตกแต่งที่ใช้คอนเซปต์ของธาตุทั้ง4คือดินน้ำลมและไฟที่ผสมผสานกันได้อย่างอัศจรรย์บรรยากาศของสปาแห่งนี้จะประกอบไปด้วยเสียงไหลของน้ำเพื่อทำให้ใจของผู้ที่เค้ามาใช้บริการสงบนิ่งรวมไอถึงไออุ่นจากความร้อนของการนวดอโรมาพร้อมไปถึงการตกแต่งด้วยอิฐที่แสดงถึงธาตุดินแล้วอย่างสุดท้ายคือลมที่คุณสัมผัสได้จากการเปิดประตูเข้าสู่ร้านSpaSignatureของที่สปาแห่งนี้คือSibMassageเป็นการนวดน้ำมันที่บำบัดการปวดเมื่อยของร่างกายรวมไปถึงผ่อนคลายจิตใจก่อนที่หมอนวดจะทำการบำบัดให้คุณลูกค้าทุกครั้งเค้าจะถามอาการของลูกค้าก่อนเสมอว่าต้องการให้เน้นจุดไหนรึเปล่าเพื่อที่จะบำบัดได้ตรงจุดที่สุด   Let’sRelaxSpa ชื่อก็บอกแล้วว่ามาที่นี่ต้องสบายเป็นแน่แท้สถานที่ผ่อนคลายความเครียดในประเทศไทยมีมากขึ้นทุกวันและที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ทำให้คุณได้ผ่อนคลายได้ในหลายๆรูปแบบที่Let’sRelaxSpaแห่งนี้ได้จัดโปรแกรมทรีตเมนท์เด็ดๆที่เหมาะสมแต่ละอาการของคุณลูกค้าความน่าสนใจของสปาแห่งนี้คือเทคนิคในการนวดสปาที่ผสมผสานระหว่างวันตกและตะวันออกรวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในตอนนี้เพื่อนที่จะมอบผลลัพธ์ที่พึงพอใจที่สุดสำหรับลูกค้าสปาที่Let’sRelaxSpaถือได้ว่าเป็นสปาระดับPremiumที่ดีที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่และยังถูกแนะนำจากLonelyPlanetอย่างเช่นการนวดด้วยหินภูเขาไฟและน้ำมันหอมระเหยSpaSignatureของที่นี่ก็หนีไม่พ้นการนวดด้วยหินภูเขาไฟที่เด็มไปด้วยแร่ธาตุบวกกับการนวดแบบผสมน้ำมันความร้อนจากหินจะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามตัวได้ได้อย่างดีเยี่ยมและยังเพิ่มการไหลเวียนของเลือดแถมยังส่งผลให้ผิวเนียนนุ่มอีกด้วย   BanyanTreeSpa เป็นสปาที่อยู่ใจกลางกรุงแต่กลับสงบเพราะว่าบรรยากาศของทางร้านที่ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายไปกับแบบไทยร่วมสมัยที่BanyanTreeSpaแห่งนี้เป็นที่ที่เพียบพร้อมไปด้วยทรีตเมนท์ทุกรูปแบบที่จัดเตรียมไว้ให้กับคุณลูกค้าได้มาเลือกใช้บริการได้อย่างเต็มที่นอกจากนี้ที่สปาแห่งนี้ยังมีการบำบัดแบบพิเศษที่หาที่ไหนไม่ได้คือการบำบัดด้วยละอองน้ำในรูปแบบของ TropicalRainที่ใช้น้ำอื่นพ่นไปละอองจากฝักบัวแล้วผสานกับเทคนิคการนวดของเธอราปิสต์หากคุณเป็นคนที่ทำงานและใช้สมองมากๆคุณสามารถใช้บริการRestifulBalanceที่เน้นการนวดไปที่ศรีษะโดยตรงนอกจากนี้ยังมีการนวดสำหรับสตรีมีครรภ์และผู้สูงอายุ(TenderTouch)ที่ใช้ฝีมือการนวดแบบละเอียดอ่อน   SMedicalSpa สปาแห่งนี้ถือเป็นทางเลือกการทำสปาแบบใหม่ใจกลางกรุงอีกแห่งนึงที่สปาแห่งนี้จะล้อมรอบไปด้วยสวนสวยๆเป็นธรรมชาติและน่าเข้าใช้บริการเป็นอย่างมากซึ่งทำให้เกินบรรยากาศที่เงียบสงบเหมาะกับการทำสปาและนวดอย่างยิ่งผู้ที่เหนื่อยกับการทำงานหามรุ่งหามค่ำเหมาะกับการมาทำสปาที่นี่เป็นอย่างยิ่งเพราะโปรแกรมที่เตรียมมาให้คุณหายเหนื่อยและยังสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่าง100%การบำบัดที่SMedicalSpaแห่งนี้เป็นการนำสปามาผสมผสานกับการแพทย์ตะวันตกซึ่งการบำบัดแบบรี้ถือว่าเป็นการบำบัดแบบองค์รวมบวกกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ๆที่มีโปรแกรมตั้งแต่ลดน้ำหนักฟื้นฟูร่างกายและจิตใจนอกจากนี้ยังมีโปรแกรมล้างสารพิษในร่างกายที่แบบดีท็อกซ์ที่ทำให้รู้สึกได้เลยว่าตัวเบาสะอาดสบายและทำให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วย   PranaliWellnessSpa สปาสุดหรูที่มักจะมีผู้บริหารระดับสูงๆเข้ามาใช้บริการเป็นประจำเพราะว่าเป็นสปาแบบเต็มรูปแบบคือมีครบทุกอย่างพร้อมทั้งห้องทรีตเมนนท์กว่า10ห้องที่พร้อมให้คุณได้เข้ามาใช้บริการสปาแห่งนี้เป็นสปาแห่งเดียวที่สยามพารากอนและได้แบ่งสัดส่วนห้องได้อย่างชัดเจนภายในตกแต่งได้อย่างสะอาดสะอ้านมากส่วนห้องสปาด้านในแต่ละห้องมีการตกแต่งที่มีรายละเอียดที่ไม่ซ้ำกันที่สาปแห่งนี้แนะนำการทำทรีตเมนท์อย่างเช่นPranaliMarvelousHerbalCompressที่ใช้ลูกประคบสมุนไพรคลายความเครียดและความเหนื่อยล้าโดยการนวดตั้งแต่เท้าขึ้นไปยังศรีสระที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวและปัญหาสายตาได้เป็นอย่างดี   ChivaSom(ชีวาศรม) ชีวาศรมเป็นรีสอร์ทสุขภาพแห่งเดียวในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ที่หัวหินสปาแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เน้นไปในเรื่องการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจเป็นที่สุดแถมยังได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นสปาแห่งเอเชียเพราะได้ไปคว้ารางวัลBaccaratAsiaSpaAwardSpaEventoftheYearในปี2006และยังได้รับการยกย่องให้เป็นสถานที่การทำสปาที่น่าไปที่สุดในโลกTheBestDestinationSpaintheWorldในปี2002ได้รับรางวัลมากมายขนาดนี้ทำให้ไม่แปบกใจเลยว่าทำไมที่ชีวาศรมถึงได้รับความนิยมมากมายขนาดนี้จุดเด่นที่สุดของที่นี่คือการเอาทุกศาสตร์แห่งสปามาผสมผสานกันได้อย่างไม่น่าเชื่อเช่นสปาไทยสปาจีนสปาสวีเดนก่อนที่คุณจะได้ใช้บริการที่นี่คุณต้องได้รับการตรวจร่างกายก่อนว่าเหมาะกับการนวดแบบไหนนอกจากนี้ยังรวมไปถึงบริการการเลือกอาหารให้เหมาะสมกับแต่ละคนสิ่งอำนวยความสะดวกของที่นี่ก็เด็ดไม่แพ้กับสปาหรูๆที่อื่นเลยเช่นห้องแต่งตัวเซาว์น่าห้องอบไอน้ำส่วนตัวอ่างน้ำวนสนะน้ำเย็นนอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถได้บริการเสริมความสวยด้วยการเลเซอร์ฟื้นฟูสภาพผิวกำจัดขนถาวรการยกกระชับผิวและอื่นอีกมากมาย                                                                                             ที่มาจาก http://bookings.co.th/

โปรโมชั่นแนะนำ

สำหรับร้านค้าที่สนใจมาจับจองพื้นที่กับHealthExpoThailand

โปรโมชั่นที่ 1.EarlyBird โปรโมชั่นสำหรับExhibitorที่จองและโอนเงินเข้ามาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปได้รับส่วนลด2,000บาท/9ตร.ม. หมดเขตวันที่29กุมภาพันธ์2559   โปรโมชั่นที่2.Like&Share โปรโมชั่นสำหรับExhibitorที่กดLikePageและShareโพสต์นี้รับไปเลยส่วนลด 1,000บาท/9 ตร.ม. โดยท่านสามารถนำโปรโมชั่นนี้มารวมกับโปรโมชั่นEarlyBird ได้ กฏ เปิดแชร์ของท่านเป็นสาธารณะ(ทีมงานจะสามารถตรวจสอบโพสต์ของท่านได้)และติด#HealthExpoThailand วิธียืนยัน บอกชื่อของFacebookที่ท่านใช้แชร์ในPageของท่านกับบุคคลที่ท่านติดต่อ หมดเขตวันที่29กุมภาพันธ์2559   ขอสงวนสิทธิ์การเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เรื่องเด่นวันนี้

ขาย'หมามุ่ย'อย.จ่อฟันอวดเกินจริง

อย.ลุยตรวจอาหารเสริมหมามุ่ย"รีเซ็ต"พบที่จำหน่ายแต่ไม่มีโรงงานผลิตจ่อเอาผิดทั้งบริษัทและคนขายตรงหลายข้อหาเหตุใช้เลขอย.ปลอมโฆษณาเกินจริงโทษทั้งจำและทั้งปรับเร่งนำตัวอย่างส่งกรมวิทย์ตรวจวิเคราะห์เผยห้ามใส่"หมามุ่ย"ในอาหารเหตุข้อมูลวิชาการไม่ชัดหวั่นกินมากอันตราย จากกรณีน.ส.ศตพรพันทองอายุ21ปีชาวจ.ตรังเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงภายหลังรับประทานอาหารเสริมจากหมามุ่ยอินเดียชนิดแคปซูลและเสียชีวิตเมื่อวันที่11มิ.ย.ที่ผ่านมาซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าแพ้สารใดกันแน่และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ได้เข้าตรวจโรงงานผู้ผลิตอาหารเสริมดังกล่าวแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่21มิ.ย.นพ.ไพศาลดั่นคุ้มรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาแถลงข่าวถึงกรณีดังกล่าวระบุข้อความMUBEANRESETBODYBALANCEไม่มีกล่องบรรจุและไม่มีเลขอย.13หลักส่วนเบอร์โทรศัพท์ผู้แทนขายตรงก็ไม่สามารถติดต่อได้แต่จากการตรวจสอบจากแผ่นพับโฆษณาที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับมาระบุชื่อผลิตภัณฑ์ตรงกันมีเลขสารบบอาหาร13-1-02954-1-0546จำหน่ายโดยบริษัทเดอะเบสท์อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัดและโฆษณาอ้างสรรพคุณกระตุ้นฮอร์โมนลดไขมันในร่างกายขับสารพิษออกจากตับเพิ่มสมรรถภาพทางเพศและระบุว่ามีส่วนประกอบสำคัญของหมามุ่ยอินเดียได้แก่แอล-โดปา(L-dopa)ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์สำคัญในหมามุ่ย นพ.ไพศาลกล่าวว่าส่วนการตรวจสอบสถานที่จำหน่ายเลขที่555ซ.ประเสริฐมนูกิจแขวงบึงกุ่มเขตบึงกุ่มกทม.พบกล่องผลิตภัณฑ์สีน้ำเงินระบุชื่อMUBEANRESETBODYBALANCEตรงกันแต่ไม่มีเลขสารบบอาหารบรรจุ4แผงรวม40แคปซูลลักษณะเหมือนกับแผงตัวอย่างจากจ.ตรังและเป็นรุ่นหมดอายุรุ่นเดียวกันคือ01/04/2018จึงส่งตรวจวิเคราะห์สารที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์คาดทราบผลใน15วันนอกจากนี้ยังพบสติกเกอร์ติดข้างขวดระบุชื่อผลิตภัณฑ์เลขสารบบอาหารเหมือนกับที่อย.ตรวจพบจึงส่งกรมวิทย์ตรวจสอบเช่นกัน "ขณะนี้การตรวจสอบจึงพบแต่สถาณที่จำหน่ายซึ่งเป็นบริษัทขายตรงแต่ยังไม่พบสถาณที่ผลิตอย่างไรก็ตามยังต้องดำเนินคดีกับผู้ขายทั้งบริษัทและผู้ขายตรงโดยสรุปแล้วมีความผิดดังนี้1.โฆษณาสรรพคุณอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต2.โฆษณาสรรพคุณอาหารโอ้อวดเกินจริงหรือหลอกลวงและ3.จำหน่าอาหารที่มีการแสดงฉลากไม่ถูกต้องนอกจากนี้หากผลตรวจวิเคราะห์พบใส่ยาในผลิตภัณฑ์อาหารจะจัดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์มีโทษจำคุกไม่เกิน2ปีหรือปรับไม่เกิน20,000บาทหรือทั้งจำทั้งปรับและหากพบสถาณที่ผลิตก็จะเอาผิดผู้ผลิตด้วยในข้อหาแสดงเลขสารบบอาหารของผู้อื่นเข้าข่ายเป็นการผลิตอาหารที่มีฉลากเพื่อลวงจัดเป็นอาหารปลอมมีโทษจำคุกตั้งแต่6เดือน-10ปีและปรับตั้งแต่5,000-100,000บาท"รองเลขาธิการอย.กล่าวและว่าสาเหตุที่ไม่อนุณาตให้ใช้หมามุ่ยในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพราะข้อมูลทางวิชาการของหมามุ่ยยังไม่ชัดเจนทราบแต่ว่ามีสารแอลโดปาซึ่งเป็นสารตั้งต้นของ"โดปามีน"ที่ใช้ในการรักษาโรคพาร์กินสันและมีฤทธิ์ต่อจิตและประสาทหากนำมาใช้เป็นยานั้นสามารถควบคุมได้เพราะต้องสั่งโดยแพทย์และมีการกำหนดโดสที่ชัดเจนอย.จึงอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนแต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นสามารถหาซื้อมารับประทานได้ตลอดจึงไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร     ที่มาจากhttp://www.thairath.co.th/

กรมอนามัยเผยเด็กไทยดื่มนมน้อยกว่าต่างชาติ4-7เท่า

กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขเผยคนไทยดื่มนมน้อยเฉลี่ยคนละประมาณ14ลิตรต่อปีต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโลก4-7เท่าทำให้ความสูงเฉลี่ยเด็กไทยไม่สูงหนุนเด็กดื่มนมสดรสจืดวันละ2-3แก้วควบคู่กับกิจกรรมทางกายและนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอในแต่ละวันช่วยเพิ่มความสูงได้        นายแพทย์วชิระเพ็งจันทร์อธิบดีกรมอนามัยกล่าวว่านมเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับทุกวัยเพราะในนมมีโปรตีนคุณภาพดีและมีแคลเซียมในปริมาณสูงเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของกระดูกและฟันโดยเฉพาะนมสดรสจืดมีคุณค่าทางโภชนาการดีกว่านมที่มีการปรุงแต่งด้วยน้ำตาลและกลิ่นเนื่องจากมีแคลเซียมในปริมาณมากช่วยสร้างกระดูกที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กด้านความสูงนอกจากนี้จากข้อมูลการศึกษาของสำนักโภชนาการกรมอนามัยโดยนำเอานมโคสดแท้นมปรุงแต่งรสหวานนมเปรี้ยวปริมาณ100มิลลิลิตรเท่ากันมาเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการพบว่านมโคสดแท้จะให้สารอาหารที่จำเป็นได้แก่โปรตีน3.3กรัมแคลเซียม122มิลลิกรัมวิตามินเอ38ไมโครกรัมวิตามินบี20.21มิลลิกรัมในขณะที่นมปรุงแต่งรสหวานกลับให้สารอาหารที่จำเป็นน้อยกว่าคือโปรตีน2.3กรัมแคลเซียม101มิลลิกรัมวิตามินเอ38ไมโครกรัมและวิตามินบี20.20มิลลิกรัม        นายแพทย์วชิระกล่าวต่อไปว่าจากผลสำรวจการบริโภคนมของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรปี2558พบว่าคนไทยดื่มนมน้อยมากเฉลี่ยคนละประมาณ14ลิตรต่อปีในขณะที่อัตราการดื่มนมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เฉลี่ยคนละ60ลิตรต่อปีและทั่วโลกเฉลี่ยคนละ103.9ลิตรต่อปีหรือกล่าวได้ว่าอัตราดื่มนมคนไทยยังต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโลก4-7เท่าส่งผลให้เด็กไทยเมื่อมีอายุ19ปีมีความสูงเฉลี่ยไม่สูงโดยผู้ชายสูงเฉลี่ย169.5เซนติเมตรผู้หญิงสูงเฉลี่ย157.7เซนติเมตรโดยมีผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการดื่มนมวันละประมาณ2-3แก้วร่วมกับกิจกรรมทางกายประเภทที่มีการยืดตัวเช่นว่ายน้ำและเล่นบาสเก็ตบอลเป็นต้นและการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอเป็นการเพิ่มฮอร์โมนการเจริญเติบโตที่ส่งผลต่อการเพิ่มความสูงได้โดยเด็กก่อนวัยเรียนควรนอน10–13ชั่วโมงวัยเรียนควรนอน9-11ชั่วโมงและวัยรุ่น8–10ชั่วโมง         "ทั้งนี้วัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุเป็นวัยที่ต้องการสารอาหารเพิ่มเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและชะลอการสูญเสียมวลกระดูกป้องกันโรคกระดูกพรุนแนะนำให้ดื่มนมสดรสจืดวันละ1-2แก้วส่วนผู้ที่มีปัญหาสุขภาพได้แก่ภาวะอ้วนภาวะไขมันในเลือดสูงโรคหัวใจความดันโลหิตสูงเบาหวานควรดื่มนมชนิดพร่องมันเนยหรือขาดมันเนยเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะไขมันเกินดื่มวันละ1-2แก้ว”อธิบดีกรมอนามัยกล่าวในที่สุด