loading image
 
ปิด / Close
 
 
News

เปิดตัวโรงเรียนนำร่อง ร่วมแก้วิกฤต เด็กไทยอ้วน

เปิดตัวโรงเรียนนำร่อง ร่วมแก้วิกฤต เด็กไทยอ้วน
5 พฤษภาคม 2560
 

“ปัญหาโรคอ้วนในเด็กกำลังเป็นภัยคุกคาม โดยเฉพาะในเด็กวัยเรียนและในเขตกรุงเทพมหานครที่พบโรคอ้วนในอัตราสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับภาคต่างๆ”

ศ.พญ.ชุติมา ศิริกุลชยานนท์ หัวหน้าโครงการเด็กไทยดูดีมีพลานามัย แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เกริ่นให้ทราบถึงสถานการณ์และที่มาของโครงการเปิดช่องทางแหล่งเรียนรู้เด็กไทยดูดี สู่ชุมชน เพื่อพัฒนาช่องทางการเผยแพร่ความรู้กับ ครู บุคลากร ผู้ประกอบการ นักเรียน และเครือข่ายผู้ปกครอง ในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในและรอบๆโรงเรียนให้เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพของเด็กให้ดูดี มีอนามัย

“สาแหตุของปัญหาโรคอ้วนในเด็ก เกิดมาจากพฤติกรรมการบริโภคที่นิยมบริโภคอาหารพลังงานสูง รสหวาน มัน เค็ม ได้แก่ ไก่ทอด ไส้กรอก ขนมเค้ก ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม น้ำหวาน ฯลฯ ขณะเดียวกันมีการบริโภคผักผลไม้น้อย และขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้เด็กมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน จึงได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดทำโครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย โดยได้สำรวจโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จำนวน 5 โรงเรียน ในปี 2558 พบว่าเด็กวัยเรียนเป็นโรคอ้วนร้อยละ 21 ขณะที่ทั้งประเทศอยู่ที่ร้อยละ 12 นอกจากนี้พบมีไขมันในเลือดสูงถึงร้อยละ 66 ความดันโลหิตสูงร้อยละ 30 พบน้ำตาลในเลือดระดับเริ่มเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและลักษณะปื้นดำที่คอเป็นสัญญาณเตือนถึงโรคเบาหวานร้อยละ10ซึ่งภาวะอ้วน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สะสมตั้งแต่วัยเด็ก”

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดโครงการโรงเรียนเด็กไทยดูดี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีนโยบายการจัดการเชิงโครงสร้างและสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนในด้านอาหารและออกกำลังกาย มีการจัดอาหารกลางวัน อาหารว่างในการประชุม และอาหารขายในโรงเรียนที่มีคุณภาพ การสำรวจข้อมูลด้านโภชนาการของนักเรียนและครู การทำงานร่วมกับเครือข่ายผู้ปกครอง และการสร้างทักษะความรู้โภชนาการ การออกกำลังกายในบทเรียนและกิจกรรมนอกหลักสูตร

ที่ผ่านมาได้ดำเนินการใน 9 โรงเรียน ประกอบด้วยโรงเรียนประถมศึกษา 5 โรงเรียน ได้แก่ รร.อนุบาลวัดนางนอง รร.อนุบาลวัดปรินายก รร.อนุบาลสามเสน รร.อนุบาลพิบูลเวศม์ รร.พญาไท และโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสพฐ. 4 โรงเรียน ได้แก่ รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รร.สตรีวิทยา รร.สามเสน รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โดยการสร้างต้นแบบของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง เป็นแกนนำ ให้มาร่วมกิจกรรมค่ายผู้นำสุขภาพ 4.0 ระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ เพื่อเผยแพร่เรื่องแนวทางการควบคุมและมาตรการจัดการด้านอาหารในโรงเรียน เริ่มจากการควบคุมอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ 4 รายการ ได้แก่ อาหารทอด ไส้กรอก เบเกอรี เครื่องดื่มเติมน้ำตาลปริมาณสูง และมีการสนับสนุนให้บริโภคผักผลไม้เพิ่มขึ้น ร่วมกับการวางแผนให้โรงเรียนจัดอาหารกลางวันที่มีคุณภาพ ปริมาณเหมาะสม และจำกัดเวลาในการจำหน่ายอาหารเพื่อควบคุมปัจจัยด้านการเข้าถึงอาหารของเด็กนักเรียน และสนับสนุนให้มีการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น จากเดิมมีการกำหนดให้มีชั่วโมงพละ 1 คาบ ก็ให้เพิ่มให้มีระยะเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ชั่วโมง

ด้าน ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

จากผลการสำรวจสถานการณ์อัตราชุกของผู้มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในปี 2558 ในกลุ่มเด็กวัยเรียน อายุตั้งแต่ 5 ปี – 14 ปี ของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เด็กวัยเรียน ร้อยละ 12.5 มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ซึ่งภาวะดังกล่าวล้วนเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญทั้งในด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการจัดการสภาพแวดล้อมด้านอาหารในโรงเรียน โดยโครงการสำรวจสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียนประถมศึกษา ในปี 2557 พบว่า เด็กวัยเรียนดื่มน้ำหวาน1แก้วต่อวัน ถึงร้อยละ 48.8 และซื้อขนมกรุบกรอบ/ขนมขบเคี้ยวนอกโรงเรียน อย่างน้อย 1-2 วันต่อสัปดาห์ ร้อยละ 42.7 นอกจากนี้ ยังพบว่า ร้อยละ 57.9ของโรงเรียนที่สำรวจ มีร้านค้าขนมกรุบกรอบและน้ำอัดลมที่จำหน่ายอยู่บริเวณรอบรั้วโรงเรียน จำนวน 1-2 ร้านค้า ซึ่งอาหารหน้าโรงเรียนที่เด็กวัยเรียนนิยมซื้อมาบริโภคส่วนใหญ่มักจะเป็นอาหารที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ได้แก่ ลูกชิ้นปิ้ง/ทอด ไอศกรีม ขนมหวาน เนื้อสัตว์ทอด/ย่าง และไส้กรอก เป็นต้น”

นอกจากนี้ ดร.นพ.ไพโรจน์ ยังกล่าวว่า เด็กไทยกินผักและผลไม้น้อยกว่าครึ่งของคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ซึ่งแนะนำให้บริโภคผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม รวมถึงขาดการมีกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอต่อสุขภาพ และมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary) คือการนั่งนิ่งอยู่กับที่ถึงวันละ 13.08 ชั่วโมง มีพฤติกรรมติดจอ 3.09ชั่วโมง และวิ่งเล่นเพียง 42 ชั่วโมง ขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เด็กๆ มีกิจกรรมทางกายในระดับปานกลางถึงหนักวันละ 60 นาที ซึ่งเหล้านี้เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะอ้วนในเด็กที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สสส.จึงตั้งใจร่วมมือกับทั้งภาครัฐ และเอกชนในการแก้ไขปัญหาโดยตั้งเป้าภายในปี 2562 จะสามารถลดจำนวนผู้มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน และโรคอ้วนในเด็กให้น้อยกว่าร้อยละ 10

Source : thaihealth.or.th