loading image
 
ปิด / Close
 
 
Healthy & Lifestyle

โรคร้ายจะถามหา ถ้ามี “ชีวิตเนือยนิ่ง”

โรคร้ายจะถามหา ถ้ามี “ชีวิตเนือยนิ่ง”
25 พฤษภาคม 2560
 

หากเอ่ยคำว่า ชีวิตเนือยนิ่ง ทุกคนย่อมเข้าใจตรงกันได้ว่า หมายถึงชีวิตที่ไม่ทำอะไร จนเกิดภาวะเฉื่อย เนือย และนิ่ง ในที่สุด ซึ่งทางวิชาการได้นิยามภาวะนี้ว่าเป็น พฤติกรรมเนือยนิ่ง หรือ Sedentary ที่หมายถึงการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยหรือแทบไม่เคลื่อนไหวเลย อย่างการนั่งจับเจ่าอยู่หน้าจอทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือโทรทัศน์ รวมถึงการนั่งติดโต๊ะทำงาน การนั่งเฉยๆบนรถยนต์ หรืออยู่หลังพวงมาลัย การนั่งอยู่บนเครื่องบิน เป็นต้น

ในบทความจากเว็บไซต์หมอชาวบ้าน โดย นพ.วีระวัฒน์ พันธุ์ครุฑ ให้ข้อมูลว่า

“จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2558 ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม พบว่าคนไทยที่มีกิจกรรมทางกาย (physical activity หรือ PA) เพียงพอนั้นมีเพียง 71 % (วัยทำงาน 76 % วัยสูงอายุ 66% วัยเด็กนักเรียน 64%) โดยคนชนบทจะมีกิจกรรมทางกายมากกว่าคนในเมือง และทุกวันนี้เด็กไทยประมาณ 15 % อยู่ในภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งใช้เวลาหน้าจอมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ตัวเลข physical activity นี้มีการสำรวจพบว่าคนเวียดนามเป็นชาติทีที่มีกิจกรรมทางกายดีที่สุดในอาเซียน คือ 85 % และชาติที่ค่อนข้างแย่ในเรื่องนี้คือ คนอเมริกันและออสเตรเลีย ซึ่งมีเพียง 60% ที่มี PA พอเพียง เป็นที่มาว่าทำไมคนใน 2 ประเทศจึงเป็นโรคอ้วนกันมาก”

ทั้งนี้ ทางวิชาการ มีเกณฑ์มาตรฐานจำนวนเวลาที่เหมาะสมของกิจกรรมทางกาย (physical activity) คือ เด็กประถมและวัย active playอยู่ที่ 60 นาที/วัน เพราะเป็นวัยที่กระดูกและกล้ามเนื้ออยู่ในช่วงพัฒนาการ จึงจำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหวมากๆ ส่วนในวัยทำงานและวัยสูงอายุ ควรไม่ต่ำกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณวันละไม่ต่ำกว่า 20-30 นาที) มีคำอยู่ 2 คำที่ไม่เหมือนกัน คำแรกคือ การออกกำลังกาย (Exercise) คำที่สอง คือกิจกรรมทางกาย (physical Activity) ผู้คนมักรู้สึกว่าการตัดหญ้า การล้างรถ การกวาดใบไม้ การทำงานกลางแจ้งหลายอย่างไม่ใช่การออกกำลัง แต่จริงๆแล้ว กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ และเป็น physical activity ที่ดี แขน ขา หลัง ไหล่ ลำตัวในทุกอิริยาบถ และแม้กระทั่งการขั้นบันได การทำครัว ล้างห้องน้ำ ก็เป็น physical activity ทั้งหมด

นอกจากนั้น ในบทความของ นพ.วีระวัฒน์ ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์มากมาย ที่แสดงว่าการเคลื่อนไหวร่างกายในขณาดที่เหมาะสม และนานพอ ทำให้เรามีอายุขัยยืนยาวขึ้น สุขภาพจิตสดชื่นไม่ซึมเศร้าลดโรคไขข้อกระดูกต่างๆ มีผลแม้กระทั่งกับสมองและสายตาที่จะดีขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ผลการวิจัยยังพบว่าการปั่นจักรยานในระยะเวลาที่เหมาะสม นอกจากทำให้กล้ามเนื้อแขน ขา หลัง หน้าท้อง แข็งแรงขึ้นแล้ว ยังทำให้การทำงานของสมองดีขึ้น ลดอารมณ์ซึมเศร้า ส่วนการวิ่งจ็อกกิ้งนั้น จะทำให้กระดูกแข็งแรง การนอนหลับดีขึ้น ส่วนการเดินทั้งเร็วและทอดน่อง ส่งผลต่อความคิดอ่าน ระบบความจำจะทำงานดีขึ้น รวมทั้งระบบหัวใจด้วย

อย่างไรก็ดี มีคำแนะนำจากนักวิทยาศาสตร์สุขภาพในการออกกำลังกายให้ถูกต้องว่า การเคลื่อนไหวร่างกายนั้น ถ้าทำได้ เราควรใส่ใจกับการพัฒนา 2 ด้านควบคู่กัน คือ Aerobic physical activity (เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน) ซึ่งจะมีผลต่อหัวใจมาก กับอีกด้านคือ Muscle strength Training (เช่น การยกน้ำหนัก, โยคะ) อย่างแรกช่วยให้เราไม่เป็นลมเมื่อวิ่ง ไม่เวียนหัวเมื่อขึ้นบันไดสูงๆ ส่วนอย่างหลังช่วยให้เราไม่หกล้มขาแพลงง่ายๆ หรือ เกิดการบาดเจ็บง่ายๆ เวลาหกล้ม หรือ มีอุบัติเหตุ

ถึงตอนนี้ คงทราบกันแล้วว่าทำไมเราถึงควรปรับเปลี่ยนชีวิตไม่ให้เนือยนิ่ง กระฉับกระเฉง และหมั่นทำกิจกรรมทางกายและออกกำลังกายเป็นประจำ เหมือนคำกล่าวที่ติดปากว่า “แค่ขยับ ก็เท่ากับออกกำลังกาย” นั่นเอง

Source : doctor.or.th