loading image
 
ปิด / Close
 
 
Highlight Today

HIV เอดส์ ใครว่าไกลตัว

HIV เอดส์ ใครว่าไกลตัว
18 พฤษภาคม 2560
 

น้อยคนที่จะทราบว่าวันที่ 18 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันวัคซีนเอชไอวีสากล หรือ Vaccine Awareness Day ทว่า วันนี้อาจเป็นที่จดจำมากขึ้น เมื่อ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดงานแถลงข่าว “วัคซีนเอชไอวี...หมากสำคัญในการป้องกัน” ขึ้น เพื่อแถลงความก้าวหน้าของการศึกษา วิจัย และคิดค้น วัคซีนเอชไอวีในประเทศไทย โดย ศ.พญ.พรรณี ปิติสุทธิธรรม หัวหน้าศูนย์วัคซีน (Vaccine Trial Center) คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล มีข่าวดีมาฝากคนไทยทั้งประเทศ

“ในระยะสองปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาวัคซีนปูพื้นโดยใช้เชื้อไวรัสแอด 26 (Ad26) ซึ่งเป็นไวรัสที่สอดใส่ชิ้นส่วนของเชื้อเอชไอวีที่พบบ่อยทั่วโลก (Mosaic Vaccine) และกระตุ้นด้วยสารสังเคราะห์เลียนแบบส่วนเปลือกของโปรตีนจีพี 140 (Gp140) ซึ่งผลิตดดยบริษัทเจแอนด์เจ (J&J) ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ในระยะที่หนึ่งและสองในหลายประเทศ โดยในประเทศไทยได้ทำการศึกษาโดย คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันวิจัยแพทย์ทหารบก หากพบว่าวัคซีนปลอดภัยและกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทาน ทางบริษัทก็มีแผนที่จะศึกษาหาประสิทธิผลในประเทศแอฟริกาปลายปีนี้ รวมถึงจำนำมาสู่การทดสอบหาประสิทธิผลต่อสายพันธุ์อีในประเทศไทยต่อไป ซึ่งขณะนี้ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร กำลังศึกษาอุบัติการณ์ การติดเชื้อในกลุ่มชายรักชาย ดดยหวังว่าจะมีการศึกษาหาประสิทธิผลของวัคซีนปูพื้นแอด 26 (Ad26) ซึ่งกระตุ้นด้วยโปรตีนจีพี 140 (Gp140) ในระยะเวลาไม่นานนี้”

ด้าน นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้อัพเดทให้ฟังถึงสถานการณ์โรคเอดส์และกลุ่มเสี่ยงในปัจจุบันในโอกาสนี้ด้วยว่า

“ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2528 ที่พบผู้ป่วยโรคเอดส์ครั้งแรกในประเทศไทย จนกระทั่งมาในปัจจุบันนี้ วันนี้เรามีข่าวดีเรื่องความก้าวหน้าในการคิดค้นวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ในประเทศไทยแล้ว ซึ่งน่ายินดีอย่างมาก และข้อมูลด้านสถิติที่ผ่านมา ความพยายามในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย ก็นับว่าลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยทำสถิติสูงสุด มีผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีกว่า 150,000 รายในปี 2534-2535 แต่ในปัจจุบันพบว่า ตัวเลขผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีในแต่ละปี มีไม่ถึง 10,000 ราย ล่าสุดปีที่แล้วมีประมาณ 6,000 กว่าราย ถ้าพิจารณาในจุดนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ปรากฎข้อเท็จจริงต่อมาว่าจำนวนผู้ติดเชื้อนี้หากคงที่อยู่แบบนี้ นั่นแสดงว่า เราไม่ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่องแล้ว เชื่อว่าปัญหาจะเกิดตามมาแน่นอน และเมื่อมาพิจารณาในสถิติล่าสุด ยังระบุว่า ปัจจุบันนี้ มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี 1 ราย ใน 1 ชั่วโมง และเสียชีวิตด้วยโรคเอชไอวีถึงประมาณ 19,000 ราย นี่จึงแสดงได้ว่า โรคเอดส์ไม่ได้อยู่ไกลตัวทุกคนเลย”

ดังนั้น นพ.สมาน จึงขออัพเดทต่อถึงวิธีป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีที่ใช้กันในปัจจุบันว่า

1. การใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งจากการสำรวจล่าสุด คนส่วนใหญ่ใช้ถุงยางอนามัยกันน้อยลง และพบผู้ป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทั้งโรคหนองใน ซิฟิลิส เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็พบการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรเพิ่มมากขึ้น นี่แสดงว่า เราต้องพัฒนาทั้งจิตสำนึกและนวัตกรรมถุงยางอนามัยเพื่อให้คนหันมาใช้กันมากขึ้น

2. ตอนนี้มีนวัตกรรมอื่นเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งต้องย้ำว่าไม่ได้ทดแทนการใช้ถุงยางอนามัย คือ การนำยาต้านการติดเชื้อเอชไอวี มาใช้ในการป้องกัน ที่เรียกว่า Pre-Exposure Prophylaxis หรือเรียกสั้นๆว่า ยา PrEP ซึ่งมีหลักการใช้คล้ายๆยาคุมกำเนิด ถ้ารับประทานอย่างมีวินัย ได้ตามที่กำหนด ก็สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีอย่างได้ผล

3. ในสังคมไทย ต้องลบความเชื่อและความหวาดระแวงที่ผิดๆ เรื่องการใช้ถุงยางอนามัยออกไปให้ได้ เช่น การทำสามีต้องการใช้ถุงยางอนามัยเมื่อจะมีเพศสัมพันธ์กับภรรยา แต่ภรรยาเกิดหวาดระแวง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยใช้ เมื่อจะมาใช้ จึงระแวงว่าไปนอกใจมาหรือเปล่า เป็นต้น

4. จำไว้ว่า เชื้อเอชไอวี ติดต่อได้ 3 ทาง ทางแรก คือ เพศสัมพันธ์ การป้องกันจึงเป็นการใช้ถุงยางอนามัย และการใช้ยา PrEP และล่าสุดมีการศึกษายืนยันแล้วว่าการขลิบอวัยวะเพศชายมีส่วนช่วยลดการติดเชื้อเอชไอวีได้ และทางที่สอง คือ การติดต่อจากแม่สู่ลูก ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ 2 ของโลก ที่ได้รับรางวัลจากองค์การอนามัยโลกว่าสามารถลดการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกได้สำเร็จ และทางสุดท้าย คือการติดเชื้อทางกระแสเลือด ซึ่งโอกาสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อทางนี้มากที่สุด คือการใช้เข็มฉีดยาในการเสพยาเสพติดร่วมกัน

5. สรุปว่า ทุกวันนี้ อัตราการติดเชื้อเอชไอวีในประชาชน มีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ก็จริง แต่ปรากฎว่าการติดเชื้อเฉพาะบางกลุ่มยังสูงอยู่ อย่างที่กล่าวว่าในแต่ละปีจะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีอยู่ประมาณ 6,900 ราย และในจำนวนนี้เอง กว่า 53 เปอร์เซ็นต์ เป็นการติดเชื้อในกลุ่มของผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกัน ส่วนที่เหลือ เป็นการติดเชื้อรายใหม่ ที่เกิดเพราะเป็นคู่รัก สามี หรือภรรยา ของคนที่ติดเชื้อเอชไอวี อีกประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และกาติดเชื้อในหญิงหรือชายที่ขายบริการทางเพศอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้น ในวันวัคซีนเอชไอวีสากล ปีนี้จึงไม่ใช่แค่การจัดงานแค่เพื่อสร้างความตระหนักเหมือนทุกปี แต่มีข่าวดีเรื่องความสำเร็จในการคิดค้นวัคซีนเอชไอวีในประเทศไทยเกิดขึ้นด้วย