loading image
 
ปิด / Close
 
 
Highlight Today

โรคจิตเภท ใกล้ตัว กว่าที่คิด

โรคจิตเภท ใกล้ตัว กว่าที่คิด
24 พฤษภาคม 2560
 

ด้วย องค์การอนามัยโลก กำหนดให้วันที่ 24 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันจิตเภทโลก หรือ Schizophrenia Awareness Day วันนี้ กรมสุขภาพจิต โรงพยาบาลศรีธัญญา สมาคมสายใยครอบครัว ชมรมเพื่อนรัก และผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์การเป็นผู้ป่วยโรคจิตเภทหรือผู้มีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยจิตเภท จัดงาน “ชีวิตยังมีความหมาย แม้มีโรคจิตเภท (There is LIFE after Schizophrenia) เพื่อให้ความรู้ สร้างความตระหนักและความเข้าใจ ถึงอาการสำคัญของโรคจิตเภทและวิธีการดูแลผู้ป่วยโรคนี้ให้อาการดีขึ้น โดยในงานนี้ มี นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต มาเป็นประธานในพิธี

“โรคนี้พบได้ประมาณร้อยละ 1 ของประชากรทั่วโลก เฉลี่ยแล้วทั่วโลกจึงมีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณสิบล้านคน โดยมักพบผู้ป่วยในช่วงวัยรุ่นตอนปลายไปถึงวัยผู้ใหญ่ อายุประมาณ 15-35 ปี ส่วนประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักบริหารระบบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต คาดการณ์ว่า มีผู้ป่วยโรคจิตเภททั่วประเทศประมาณ 421,298 คน ทว่า ในจำนวนนี้มีเพียง 2 ใน 3 คือประมาณ 288,806 คน เท่านั้น ที่ได้รักษากับจิตแพทย์”

หลังจากให้ข้อมูลน่ารู้เรื่องโรคจิตเภทแล้ว อธิบดีกรมสุขภาพจิต ยังย้ำว่า อยากให้คนในสังคมเข้าใจว่า โรคจิตเภท เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาได้ ไม่ใช่โรคที่น่ากลัว สาเหตุหลักของการเกิดโรคนี้ มี 3 ปัจจัย คือ ความโน้มเอียงที่มีอยู่ก่อน เช่น พันธุกรรม พื้นฐานทางอารมณ์ และปัจจัยกระตุ้น เช่น การกระทบกระเทือนที่สมอง ความเครียด ฮอร์โมน โรคบางอย่าง หรือสารเสพติด และปัจจัยที่ทำให้โรคดำเนินต่อไป คือ การดูแลรักษา ส่งเสริมสุขภาวะ ที่ไม่ถูกต้อง เหมาะสม รวมถึงความเข้าใจในอาการของโรค และขาดวินัยในการรักษาอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดความทุกข์ทรมานทั้งกับผู้ป่วยและผู้ดูแลมาก

“ดังนั้น เราจึงต้องเข้าใจและรับรู้ถึงอาการบ่งชี้ของโรคนี้ คือ ผู้ป่วยจะมีการรับรู้ ความคิด และพฤติกรรมที่แปลก แตกต่างออกไป ไม่ปกติ ประสาทหลอน หลงผิด หวาดระแวง ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ แยกตัวจากสังคม ไม่ใส่ใจดูแลตัวเอง และเมื่อปล่อยทิ้งไว้ อาการสามารถดำเนินมาถึงจุดที่รุนแรง หวาดกลัวสังคม จนผู้ป่วยอาจทำร้ายตนเองและผู้อื่นได้”

ความเข้าใจของผู้ดูแลและคนรอบข้างจึงมีความสำคัญมากกับผู้ป่วยโรคจิตเภท เพราะผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษา ทั้งทางกาย ด้วยการใช้ยาเพื่อลดอาการและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ควบคู่กับการรักษาทางใจ ด้วยการพูดคุยให้ผู้ป่วยมีความเข้าใจในตัวเอง มุ่งมั่นที่จะรักษาให้ตนเองกลับมาเป็นปกติ พร้อมปรับกระบวนการคิดที่ส่งผลให้โรคแย่ลง ระหว่างนั้นให้ทำกิจกรรมต่างๆเพื่อบำบัดอาการ ไม่ว่าจะเป็น การออกกำลังกาย การฝึกสมาธิ การฝึกทักษะการใช้ชีวิตในสังคม ทักษะการประกอบอาชีพ การสื่อสาร สร้างสัมพันธภาพกับคนอื่น

ด้าน นายแพทย์ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

“ในปี 2559 ที่ผ่านมา โรงพยาบาลศรีธัญญามีผู้ป่วยโรคจิตเภทเข้ารับบริการเป็นผู้ป่วยนอก จำนวน 50,635 คน และผู้ป่วยในจำนวน 2,759 คน ซึ่งสำหรับผู้ป่วยโรคจิตเภทแล้ว ความหวังและกำลังใจมีความสำคัญมากสำหรับผู้ป่วย ถ้าพวกเขาได้รับการบำบัดรักษาและส่งเสริม ดูแล อย่างเหมาะสม ย่อมสามารถกลับสู่สุขภาวะปกติ กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายได้เหมือนเดิม โดยจะเป็นไปตามที่กล่าวมานี้ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยด้วยว่า ต้องยอมรับว่าตนมีอาการและเปิดใจที่จะเข้ารับการรักษา คิดให้ได้ว่าเราจะหาย กอปรกับครอบครัวและคนรอบข้างต้องเข้าใจ ยอมรับ และพามารักษาในระยะเริ่มต้น รวมไปถึง ชุมชน สังคม ต้องไม่ลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วย ต้องยอมรับและให้โอกาส ให้พวกเขามีจุดยืนในสังคมได้อีกครั้ง”