loading image
 
ปิด / Close
 
 
Highlight Today

น้ำท่วมขัง ระวังโรคฉี่หนู!

น้ำท่วมขัง ระวังโรคฉี่หนู!
25 พฤษภาคม 2560
 

โรคฉี่หนูหรือโรคเล็ปโตสไปโรซิส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่าเล็บโตสไปร่า ที่ชอบระบาดในช่วงหน้าฝน เนื่องจากน้ำท่วมขัง ยิ่งในช่วงนี้ที่ฝนตกหนัก และมีน้ำท่วมขังอยู่หลายจุด จึงควรระวังโรคนี้เป็นอย่างมาก

 

โดยโรคนี้สามารถติดเชื้อโรคจากสัตว์ได้หลายชนิด เช่น หนู หมู วัว ควาย แพะ แกะ เป็นต้น แต่พบว่าสาเหตุมาจากหนูซึ่งเป็นแหล่งรังโรคมากที่สุด โดยเชื้อโรคมาจากในปัสสาวะของหนู จึงเรียกโรคนี้ว่า ‘ฉี่หนู’ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มีอาการที่หลากหลายแตกต่างกันไป แต่มียาปฏิชีวนะรักษา ความสำคัญคือ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ และผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคนี้แล้วสามารถเป็นได้อีก

 

เชื้อโรคฉี่หนูเข้าสู่ร่างกายคนผ่านทางผิวหนังที่มีบาดแผลหรือมีรอยขีดข่วน หรืออาจไชเข้าทางผิวหนังปกติที่เปียกชุ่มจากการแช่น้ำนานๆ หรือไชเข้าทางเยื่อบุต่างๆ เช่น เยื่อบุตา จมูก ปาก ดังนั้นการดื่มน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคก็อาจติดเชื้อได้ นอกจากนี้การสูดหาย ใจเอาละอองปัสสาวะที่มีเชื้อโรคก็อาจจะติดเชื้อได้อีกด้วย คนที่ติดเชื้อโรคฉี่หนูติดได้จากหลายทาง คือ การสัมผัสปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อ จากสัตว์โดยตรง การสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม เชื้อโรคที่อาศัยอยู่ในท่อไตของสัตว์สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานเป็นเดือนหรือเป็นปี เชื้อจะถูกขับออกมากับปัสสาวะของสัตว์ และปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำต่างๆ เช่น น้ำท่วมขัง น้ำตก แม่น้ำลำคลอง รวมทั้งดิน โคลน ยิ่งในตัวเมืองที่น้ำเสียระบายช้า ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

 

เมื่อเชื้อโรคเข้าสูร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 2 - 26 วัน จึงจะปรากฏอาการ (ระยะฟักตัว) ผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะมีอาการแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มคือ

 

ไม่มีอาการ ประมาณ 15 - 40% ของคนที่ติดเชื้อ ไม่แสดงอาการให้ปรากฏ อาการแสดงแบบไม่รุนแรง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อและมีอาการ จะอยู่ในกลุ่มนี้ อาการจะแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยในช่วงแรก ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหลังลูกตา ไอ เจ็บคอ เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ อา เจียน และอาการปวดกล้ามเนื้อที่เป็นลักษณะจำเพาะของโรคนี้คือ ปวดน่องขาทั้ง 2 ข้าง อาจมีอาการปวดกล้ามเนื้อหลังและท้องร่วมด้วยได้ สาเหตุเกิดจากเชื้อโรคเข้าไปทำลายเซลล์กล้าม เนื้อ อาการอื่นๆเช่น เยื่อบุตาบวม มีเลือดออกที่เยื่อบุตา มีผื่นที่อาจเป็นจุดแดงราบ จุดแดงนูน หรือจุดเลือดออก ตากลัวแสง มีอาการสับสน ไอเป็นเลือด ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ และ/หรือ รักแร้โต ตับ ม้ามโต อาจมีตัวเหลืองเล็กน้อย ปวดท้องจากตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ หรือถุงน้ำดีอักเสบ ปวดตามข้อ อุจจาระร่วง อาการจะเป็นอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์แล้วหายไป ประมาณ 1 - 3 วันต่อมา อาการจะกลับมาเป็นอีก ซึ่งเป็นลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งของโรคนี้ สาเหตุเกิดจากร่างกายเริ่มผลิตสารภูมิคุ้มกันต้านทานโรคมาต่อสู้กับเชื้อโรค

 

อาการแสดงแบบรุนแรง อาจเรียกว่า วายล์ซินโดรม เริ่มต้น อาการจะเหมือนผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง ซึ่งจะเป็นอยู่ 4 - 9 วัน ต่อมาจะมีตัวเหลือง ตาเหลือง (อาการดีซ่าน) มาก ซึ่งเกิดจากเชื้อโรคไปทำลายเซลล์ตับ นอกจากนี้เชื้อโรคทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดเล็กๆในอวัยวะต่างๆแบบรุนแรงและเป็นบริเวณกว้าง ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำออกจากหลอดเลือด นำมาสู่ภาวะช็อก และเกิดภาวะไตวายฉับพลัน ทำให้ไม่มีปัสสาวะออกมา เกิดของเสียคั่งในร่างกาย ระบบเกลือแร่ขาดสมดุล และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะเลือดออกง่าย เช่น เลือดกำเดาไหล เลือด ออกตามไรฟัน ปัสสาวะเป็นเลือด มีเลือดออกในปอดซึ่งอาจทำให้ไอเป็นเลือดรุนแรงได้ หอบเหนื่อยมาก จนกระทั่งเกิดภาวะหายใจล้มเหลว มีเลือดออกในลำไส้ทำให้อุจจาระเป็นเลือด มีจุดเลือดออกหรือจ้ำเลือดตามตัว นอกจากนี้อาจเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ จนกระทั่งเกิดภาวะหัวใจวาย และในที่สุดก็ทำให้อวัยวะต่างๆทั่วร่างกายเกิดภาวะล้มเหลว และเสียชีวิตในที่สุด

 

ข้อมูลจาก : haamor