loading image
 
ปิด / Close
 
 
Surgery

Botox (โบท็อกซ์) คืออะไรและช่วยในเรื่องอะไร

Botox (โบท็อกซ์)  คืออะไรและช่วยในเรื่องอะไร
8 กันยายน 2559
 

Botox (โบท็อกซ์)  คืออะไรและช่วยในเรื่องอะไร
ในยุคปัจจุบันนี้ เราจะได้ยินคำว่า  Botox  (โบท็อกซ์)  และเราอาจจะสงสัยว่า โบท็อกซ์  นั้นคืออะไรซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกัน กับโบท็อกซ์

 

 

"โบท็อกซ์" (Botox)แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ชื่อทางการค้า (trade name) ที่เราเรียกกันจนชินปาก ที่จริงโบท็อกซ์ ผลิตโดยบริษัทยายักษ์ใหญ่ของอเมริกา Allergan  เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างจากแบคทีเรีย ชื่อ คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum) ที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษแก่มนุษย์ หากได้รับในปริมาณมากๆ เช่น จากอาหารกระป๋องที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อตัวนี้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จากการที่กล้ามเนื้อกระบังลมไม่ทำงาน  ผู้ป่วยจึงหยุดหายใจ 
 

สารโบทูลินั่มท็อกซิน ออกฤทธิ์ได้ อย่างไร?
         โบทูลินั่ม ท็อกซิน ออกฤทธิ์โดยการไปจับกับส่วนปลายของเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ประสาท ไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทได้ กล้ามเนื้อจึงคลายตัว หรือ อีกนัยหนึ่งก็คือ เกิดการอัมพาตของกล้ามเนื้อเล็ก โดยจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 2-3 วัน และเห็นผลสูงสุดในเวลาประมาณ 7– 14 วัน  

 

แพทย์สามารถนำเอา "สารพิษ" นี้มาใช้ได้หรือไม่ ?
         หากฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อในปริมาณน้อยๆ โบทูลินั่ม ท็อกซินจะทำให้กล้ามเนื้อ "คลายตัว" ดังนั้นในยุคแรกๆ จักษุแพทย์จึงนำโบทูลินั่ม ท็อกซิน มาฉีดรักษาโรคตาเหล่  ตาเข และโดยบังเอิญจากการฉีดรักษาในบริเวณรอบดวงตานี้เอง ก็ทำให้แพทย์พบว่าริ้วรอยบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากหว่างคิ้วและรอบดวงตาดีขึ้นด้วย ในยุคต่อมาจึงมีการฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน เพื่อประโยชน์ในด้านความสวยงามตามมาอย่างแพร่หลาย และมีเทคนิควิธีการที่ต่างๆ กันออกไป มีการนำมาฉีดเพื่อทำให้หน้าเรียวลง  ยกกระชับผิวหนัง ลดเหงื่อบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ ตลอดจนรักษาอาการปวดศีรษะ ปวดเกร็งต้นคอ และอีกหลายกรณี ในประเทศสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวมีการฉีดกันเป็น ล้านๆครั้ง ต่อปี 

 

การฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน อยู่นานเท่าใด?
         โดยทั่วไปผลของการฉีดจะอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นกับว่าฉีดรักษาอาการอะไร ฉีดบริเวณใด  ฉีดเป็นครั้งแรกหรือเป็นการฉีดซ้ำ  ผู้รับการรักษาอายุเท่าใด ซึ่งการที่ผลการรักษาอยู่ไม่ถาวรนั้น ที่จริงอาจนับได้ว่าเป็นข้อดี เพราะหากผลที่ได้รับไม่เป็นที่น่าพอใจ ในที่สุดก็จะค่อยๆ หายไปเองได้ 
        การฉีดโบท็อกซ์นั้นเหมาะกับผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป เพราะรูปหน้าคงที่แล้ว หากแต่ไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวยุคใหม่ ที่ต้องการปรับแต่งรูปหน้าให้สวยเนี้ยบยิ่งกว่า ต้องการปรับเล็กๆ น้อยๆเพื่อแก้โหงวเฮ้ง หรือเสริมบุคลิกภาพเพื่อสังคม ผู้มีอายุต่ำกว่านั้นก็สามารถทำได้ ไม่ต้องรอให้วัยล่วงเลย

 

ใครที่ไม่ควรฉีด BOTOX ?
        1. ผู้ป่วยโรคระบบกล้ามเนื้อ
        2. ผู้ที่มีประวัติแพ้ Albumin
        3. ผู้ที่มีประวัติแพ้ Botulinum Toxin
        4. หญิงมีครรภ์อยู่ระหว่างให้นมบุตร

 

การเตรียมตัวก่อนการฉีด BOTOX
       1. ห้ามรับประทานยาลดการอักเสบ หรือแอสไพริน ก่อนการฉีดยา 1 อาทิตย์
       2. ควรหยุดรับประทานวิตามิน โดยเฉพาะ วิตามินอี น้ำมันปลา ใบแปะก๊วย  และสมุนไพรร้อน เช่น โสม ก่อนการรักษาประมาณ 2-3 วัน

 

การดูแลหลังรับบริการ  BOTOX
        1. ห้ามนอนราบ 3 ชม. หลังทำ เนื่องจากตัวยาอาจกระจายออกนอกตำแหน่งที่ฉีดทำให้ไม่ได้ประสิทธิภาพที่ต้องการ
        2. ห้ามนวดบริเวณที่ฉีด เพราะทำให้ยากระจายตัวไปที่กล้ามเนื้อรอบดวงตาได้
        3. ขยับกล้ามเนื้อที่ฉีด ทุก 15 นาที ในชั่วโมงแรกหลังฉีด เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ดีขึ้น
        4. หากมีรอยช้ำหลังฉีด ประคบเย็นที่บ้านต่อ ไม่ให้นวด หรือประคบอุ่น และงดทานยาจำพวก  แอสไพริน วิตามินอี  สมุนไพรร้อน เช่น แปะก๊วย โสม 2-3 วัน เพื่อลดรอยช้ำหลังฉีด (หากมี)
        5. ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 2 อาทิตย์แรกมีผลทำให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ไม่ดี หรืออาจแย่ไปกว่านั้น อีกก็คือ ทำให้เกิดริ้วรอยแผลบริเวณตำแหน่งที่ฉีดโบท็อกซ์
        6. ช่วงเดือนแรกงดเว้นการนวดหน้าแรงๆ หรือ การทำ treatment ร้อน เช่น RF, การซาวน่า
        7. สำหรับผู้ที่ฉีดหน้าเรียว ควรงดเว้นการเคี้ยวหมากฝรั่ง เนื่องจากจะทำให้การฉีดไม่ได้ผล
 

ข้อควรระวัง
     ไม่ควรทำการฉีดสาร Botulinum Toxin กับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ เนื่องจากแพทย์จะทำการเรียนเรื่องกล้ามเนื้อแต่ละมัดบนใบหน้าของเรา ทำให้เวลาฉีดแพทย์แต่ละท่านจะสามารถฉีดในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด

 

ที่มา :http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:E6tMZeL1jI0J:hilight.kapook.com/view/33774+&cd=1&hl=en&ct=clnk&gl=th

       :www.pinterest.com