loading image
 
ปิด / Close
 
 
บทความแนะนำ

Nomophobia ชีวิตนี้ขาดมือถือไม่ได้

Nomophobia ชีวิตนี้ขาดมือถือไม่ได้
25 พฤษภาคม 2560
 

แม้จะยังไม่มีการระบุว่าเป็นโรคทางจิตเวชอย่างเป็นทางการ หากแต่ในแวดวงสุขภาพ ได้มีการบัญญัติอาการติดมือถือไว้ โดยเรียกว่า อาการ Nomophopia (โนโมโฟเบีย) ซึ่งเป็นอาการของผู้ที่กลัวและกังวลอย่างมากเมื่อไม่มีโทรศัพท์มือถือ

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามีอาการโนโมโฟเบียหรือไม่? หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีอาการเหล่านี้ แสดงว่าคุณมีความเสี่ยงที่จะมีอาการนี้สูง

1. ตื่นตระหนก กระสับกระส่าย กระวนกระวาย อย่างมาก เมื่อโทรศัพท์มือถือไม่ได้อยู่กับตัว
2. หมกมุ่นอยู่แต่กับการเช็คข้อความจากสื่อโซเชียลมีเดียอย่างจริงจัง
3. เมื่อมีการแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือ จะรีบเช็คอย่างรีบร้อนในทันที
4. เมื่อตื่นนอนจะต้องเช็คโทรศัพท์มือถือเป็นอย่างแรกทุกวัน
5. กลัวโทรศัพท์มือถือหาย แม้วางอยู่ในที่ปลอดภัย
6. ตกใจกลัวอย่างมาก เมื่อโทรศัพท์มือถือหายไป

โดยอาการที่กล่าวมานี้รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก เกิดความกระวนกระวาย เสียการเสียงาน ไม่สามารถทำอะไรต่างๆ ได้อย่างปกติ หากเป็นเช่นนี้ ควรพบจิตแพทย์เพื่อทำการรักษา พูดคุยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ป้องกันไม่ให้ลุกลามจนถึงขั้นเป็นโรคทางจิตเวช เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า เป็นต้น

ไม่เพียงก่อให้เกิดโรคและอาการทางจิตเท่านั้น อาการติดมือถือหรือโนโมโฟเบีย ยังทำให้เกิดโรคและอาการเจ็บป่วยทางกายได้ด้วย คือ

อาการนิ้วล็อก เกิดจากการใช้นิ้วมือกด จิ้ม เขย่า สไลด์ หน้าจอติดต่อกันนานเกินไป ทำให้มีอาการปวดข้อมือ ข้อมืออักเสบ เส้นเอ็นยึด เกิดพังพืด ถ้ารู้สึกว่ากำนิ้วมือแล้วเหยียดนิ้วไม่ได้นั่นคือสัญญาณเตือนว่าควรรีบไปพบแพทย์

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคอ เพราะในการใช้งานโทรศัพท์ คนส่วนใหญ่จะก้มหน้า ค้อมตัวลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่หดตัวผิดปกติ เลือดไหลเวียนไม่สะดวก หากเล่นนานๆ อาจมีอาการปวดศีรษะตามมา

หมอนรองกระดูกเสื่อมก่อนวัยอันควร ท่าทางการใช้โทรศัพท์ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะการก้มหน้า อาจทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถพยุงกระดูกได้ดี อีกทั้งการไม่ออกกำลังกายก็เป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้กระดูกบางหรือทรุด สองสาเหตุนี้ล้วนเป็นปัจจัยเสริมสำคัญที่ทำให้เกิดอาการโรคกระดูกต้นคอเสื่อม (C-Spine spondylosis)

โรคอ้วน แม้การใช้โทรศัพท์จะไม่ได้ทำให้เกิดโรคอ้วนโดยตรง แต่เพราะหลายคนคงเคยใช้โทรศัพท์มือถือไป กินขนมไป จนน้ำหนักเกินน้ำหนักขึ้นไม่รู้ตัว

ฉะนั้น การรักษาอาการนี้ ต้องเริ่มที่ตัวคุณเอง คือ ใช้โทรศัพท์มือถืออย่างพอดี อย่างรู้เวลา มีเวลาให้กับตัวเองและคนรอบข้างบ้าง และการรักษานี้ อาจทำควบคู่ไปกับการไปพบและปรึกษาจิตแพทย์ โดยทางการแพทย์จะใช้วิธีการรักษาแบบ Cognitive Behavior Therapy (CBT) ซึ่งนิยมใช้รักษาคนมีอาการวิตกกังวล และอาการกลัวในระดับต่างๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนแปลงความเชื่อเฉพาะตัว ทำให้เรารู้สึกเป็นอิสระมากขึ้นเมื่อไม่มีโทรศัพท์มือถือ

Source : med.mahidol.ac.th และ bangkokhealth.com